บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เพื่อนสนิทที่แสนดี

แสงเทียนในห้องพักนางกำนัลริบหรี่จวนจะดับมอด ลมหนาวที่พัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาทำให้เปลวไฟสั่นไหว ลี่อินนั่งพับเพียบอยู่บนเตียงไม้แคบๆ แผ่นหลังของนางปวดร้าวราวกับถูกหินถ่วงเอาไว้ นิ้วเรียวที่เคยขาวผ่องบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเข็มทิ่มตำจนห้อเลือด นางเพิ่งกลับมาจากห้องผ้าหลังจากนั่งเลาะด้ายและปักลวดลายพยัคฆ์เหินเมฆาบนเสื้อคลุมขององค์ชายห้าใหม่ทั้งหมด

ดวงตากลมโตบอบช้ำและแดงก่ำจากการอดนอน นางฝืนลืมตาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของงานเป็นครั้งสุดท้าย ฝีเข็มคราวนี้นางจงใจใช้ด้ายสีเงินหม่นสลับกับสีเทาเข้ม เน้นน้ำหนักมือให้หนักขึ้นเพื่อสร้างมิติให้ดวงตาของพยัคฆ์ดูดุดันและทรงอำนาจตามความต้องการของบุรุษผู้นั้น ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบจนนางเองยังประหลาดใจ

“ลี่อิน เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ”

เสียงหวานใสของซูเจียวดังขึ้นพร้อมกับร่างอรชรที่เดินถือชามกระเบื้องใบเล็กเข้ามาในห้อง นางกำนัลสาวนั่งลงข้างเตียง มองเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ซูเจียววางชามลงบนโต๊ะเตี้ย ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือที่เต็มไปด้วยบาดแผลของลี่อินเอาไว้อย่างเบามือ

“ดูสิ นิ้วของเจ้าแดงไปหมดแล้ว องค์ชายห้าช่างใจร้ายนัก สั่งงานกระชั้นชิดแถมยังตำหนิเจ้าอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้คน ข้าเห็นแล้วยังนึกโกรธแทนเจ้าเลย” ซูเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คล้ายจะร้องไห้แทนเพื่อน

ลี่อินส่ายหน้าเบาๆ ฝืนยิ้มเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวล “ข้าไม่เป็นไรหรอกเจียวเจียว แค่ทำงานให้เสร็จตามรับสั่งก็พอแล้ว ข้าไม่อยากมีปัญหา หากข้าทำไม่ถูกใจเขา โทษทัณฑ์ที่ได้รับอาจหนักหนากว่าการอดนอนเย็บผ้าเช่นนี้”

ซูเจียวได้ยินเช่นกันก็ถอนหายใจออกมาเป็นทางยาว ก่อนที่นางจะเปิดฝาชามกระเบื้องออก กลิ่นหอมของยาสมานแผลก็ลอยขึ้นมาเตะจมูก “ข้าไปขอตลับยานี้มาจากหมอหลวงชราตอนที่เจ้ายังอยู่ที่ห้องผ้า ทาเสียหน่อยเถิด หากทิ้งไว้จนเป็นแผลเป็น นิ้วสวยๆ ของเจ้าคงหมดความงามกันพอดี”

ไม่พูดเปล่า ซูเจียวยังใช้ปลายนิ้วแตะเนื้อยาสีเขียวอ่อนแล้วบรรจงทาลงบนรอยแผลของลี่อินอย่างเบามืออีกด้วย สัมผัสเย็นซ่านของตัวยาทำให้ความปวดแสบปวดร้อนบรรเทาลง ลี่อินมองเพื่อนสนิทด้วยความซาบซึ้งใจ ในวังหลวงที่กว้างใหญ่และอ้างว้างแห่งนี้ การมีเพื่อนที่คอยดูแลและห่วงใยกันด้วยความจริงใจถือเป็นวาสนาอย่างยิ่ง

“ขอบใจเจ้ามากนะ หากไม่มีเจ้า ข้าก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร” ลี่อินกล่าวจากใจจริง

“เราเป็นเพื่อนรักกันมิใช่หรือ เจ้ามีเรื่องทุกข์ร้อนใด ข้าก็ต้องช่วยแบ่งเบาอยู่แล้ว” ซูเจียวเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวาน ทว่าในจังหวะที่ลี่อินเผลอหลับตาพริ้มเพื่อรับสัมผัสจากตัวยา นัยน์ตาที่เคยดูใสซื่อของซูเจียวกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและริษยาชั่ววูบหนึ่ง

สายตาของซูเจียวตกลงบนถุงหอมสีขาวหม่นลายกิ่งเหมยที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง นางจำได้ดีว่ามันคือถุงหอมที่ลี่อินตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือเมื่อหลายวันก่อน บัดนี้มันไม่ได้อยู่กับเจ้าของแล้ว

“ลี่อิน ถุงหอมใบนั้น... เจ้ามอบให้ท่านองครักษ์หานตงไปแล้วหรือ” ซูเจียวแสร้งถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเหมือนเช่นเคย

ลี่อินลืมตาขึ้น แก้มเนียนขึ้นสีระเรื่อเมื่อได้ยินชื่อของชายในดวงใจ นางจึงพยักหน้าช้าๆ และตอบกลับ “อืม เมื่อคืนเขาแวะมาหาข้าที่หน้าต่างห้องผ้า ข้าเลยมอบให้เขาไป เขาบอกว่าจะพกติดตัวไว้ตลอดเวลา”

“ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร” ซูเจียวหัวเราะคิกคัก แต่ปลายนิ้วที่กำลังทายาให้เพื่อนกลับเผลอกดน้ำหนักลงบนรอยแผลจนลี่อินสะดุ้งเล็กน้อย “อุ๊ย ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ็บมากหรือไม่”

“ไม่เป็นไร ข้าทนได้” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ลี่อินก็เจ็บจนต้องดึงมือกลับไปเบาๆ และไม่ทันสังเกตเห็นแววตาขุ่นมัวของอีกฝ่าย

ภายในใจของซูเจียวกำลังเดือดพล่านราวกับน้ำร้อนจัด นางเกลียดรอยยิ้มเอียงอายของลี่อิน เกลียดความสามารถในการเย็บปักที่ใครต่อใครต่างชื่นชม และที่สำคัญที่สุด... นางเกลียดที่หานตง องครักษ์หนุ่มรูปงามที่มีอนาคตไกลผู้นั้นมอบหัวใจให้กับลี่อินเพียงผู้เดียว

ซูเจียวแอบหลงรักหานตงมาตั้งแต่ปีแรกที่นางเข้ามาเป็นนางกำนัล ทุกครั้งที่เขามารอพบลี่อินที่หน้ากองภูษา ซูเจียวจะพยายามพาตัวเองเข้าไปทักทายและพูดคุยด้วยเสมอ นางพยายามแต่งกายให้งดงาม ฝึกฝนกิริยามารยาทให้ดูอ่อนหวาน ทว่าสายตาของหานตงกลับมองข้ามนางไปราวกับอากาศธาตุ เขาเห็นเพียงลี่อิน สตรีที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเย็บผ้าและแต่งกายเรียบง่ายจนจืดชืด

‘เจ้ามีดีอันใดนักหนาลี่อิน’ ซูเจียวก่นด่าในใจ แต่รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้ายังคงประดับไว้อย่างแนบเนียน ‘เจ้าก็แค่นางกำนัลกำพร้าที่ไร้หัวนอนปลายเท้า ทรงผมก็ไม่รู้จักประดับปิ่นให้งดงาม ร่างกายก็ผอมบางไร้เสน่ห์ เหตุใดบุรุษที่ข้าหมายปองจึงต้องไปคอยปกป้องคนอย่างเจ้าด้วย’

“เจียวเจียว เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมเงียบไปล่ะ” ลี่อินเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนสนิทนิ่งงันไป

ซูเจียวสะดุ้งหลุดจากภวังค์ นางรีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติ “ข้าแค่กำลังคิดว่า ท่านองครักษ์ช่างรักมั่นต่อเจ้าเสียจริง วันหน้าหากเขาได้เลื่อนยศ เจ้าคงได้ออกไปเป็นฮูหยินอยู่นอกวัง ไม่ต้องมาทนลำบากในห้องผ้าแห่งนี้อีก ถึงตอนนั้นอย่าลืมเพื่อนตกยากคนนี้เล่า”

“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร หากวันนั้นมาถึงจริง ข้าจะขอให้พี่ตงช่วยหาทางพาเจ้าออกไปพ้นจากความวุ่นวายในวังหลวงด้วย เราจะได้อยู่ใกล้ๆ กันเหมือนเดิม” ลี่อินตอบด้วยความจริงใจ

แต่คำตอบนั้นยิ่งเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจคนฟัง ซูเจียวกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ นางไม่ต้องการความเวทนาหรือคำสัญญาว่าจะพานางไปเป็นเพียงผู้ติดตาม สิ่งที่นางต้องการคือการได้ยืนเคียงข้างหานตงในฐานะภรรยา ไม่ใช่ลี่อิน

“ดึกมากแล้ว เจ้าพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องเอาเสื้อคลุมไปถวายองค์ชายห้าอีก หากตื่นสายจะแย่เอาได้” ซูเจียวพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน จัดแจงห่มผ้าให้เพื่อนอย่างเบามือ

“ขอบใจเจ้ามาก ราตรีสวัสดิ์นะเจียวเจียว” ลี่อินหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย เพียงไม่นานลมหายใจของนางก็เข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว

ซูเจียวยืนมองร่างที่หลับสนิทอยู่เงียบๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยดูเป็นมิตรแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าว มุมปากของนางเหยียดยิ้มหยันในขณะคิดในใจ

‘รอให้ถึงวันนั้นหรือ ไม่มีทางหรอกลี่อิน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าได้เสวยสุขกับตานตงเพียงสองคนแน่ สิ่งใดที่ข้าอยากได้ ข้าก็ต้องได้ และหากข้าไม่ได้... เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ครอบครอง’

เช้าวันรุ่งขึ้น ลี่อินมีอาการไข้ขึ้นอ่อนๆ จากการตรากตรำทำงานหนักและตากลมหนาว ซูเจียวจึงอาสาเป็นผู้นำส่งเสื้อคลุมไปที่ตำหนักขององค์ชายห้าแทน ลี่อินซาบซึ้งใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้เลยว่านี่คือโอกาสที่ซูเจียวรอคอยมานาน

ระหว่างทางเดินกลับจากตำหนักองค์ชายห้า ซูเจียวจงใจเลือกใช้เส้นทางที่ต้องผ่านลานฝึกซ้อมของกองทหารองครักษ์ นางคำนวณเวลาไว้เป็นอย่างดี ช่วงเวลานี้หานตงมักจะเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกและกำลังจะเดินกลับเรือนพัก

เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งในชุดองครักษ์สีเข้มกำลังเดินคุยกับเฉินรุ่ย สหายสนิทของเขาอยู่เบื้องหน้า ซูเจียวก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าและลูบผมของตนให้เรียบร้อย นางสูดลมหายใจลึก ปั้นหน้าให้ดูเหน็ดเหนื่อยและรีบเร่งเดินเข้าไปหาชายหนุ่มทั้งสอง

“ท่านองครักษ์หานตง ท่านเฉินรุ่ย บังเอิญจริงที่พบพวกท่านที่นี่” ซูเจียวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พร้อมกับย่อตัวทำความเคารพอย่างงดงาม

หานตงชะงักฝีเท้า เขาพยักหน้ารับการทักทายทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของสตรีที่เขารัก “แม่นางซูเจียว เจ้ามาทำอะไรแถวนี้หรือ นี่ไม่ใช่เส้นทางกลับกองภูษามิใช่หรือ”

“ข้าเพิ่งนำเสื้อคลุมไปถวายองค์ชายห้าแทนลี่อินมาน่ะสิ” ซูเจียวตอบก่อนจะทอดถอนใจ สีหน้าดูอมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด “ลี่อินนางล้มป่วยเสียแล้ว เมื่อคืนนางนั่งเลาะด้ายและปักเสื้อคลุมให้องค์ชายห้าใหม่ทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ร่างกายของนางบอบบางอยู่แล้ว พอเจอลมหนาวเข้าหน่อย ไข้ก็เลยขึ้นสูง”

“อะไรนะ อินเอ๋อร์ป่วยหรือ” เมื่อได้ยินอย่างนั้น สีหน้าของหานตงก็เปลี่ยนเป็นความกังวลทันที เขาก้าวเข้าไปใกล้ซูเจียวโดยไม่รู้ตัว “แล้วตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง ได้ตามหมอหลวงมาดูอาการหรือไม่”

เฉินรุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบสังเกตท่าทีของซูเจียว แม้ใบหน้าของนางจะดูเป็นห่วงเพื่อน แต่แววตาที่มองสบกับหานตงกลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่เขาก็เลือกที่จะเงียบไว้

“นางไม่ยอมให้ข้าตามหมอหลวง บอกว่าไม่อยากเป็นเรื่องใหญ่ ข้าจึงได้แต่เช็ดตัวและป้อนยาแก้ไข้ให้นางกิน” ซูเจียวแสร้งบีบน้ำตา “ข้าสงสารนางเหลือเกิน ท่านก็รู้ว่านางหัวรั้นเพียงใด หากท่านพอมีเวลา... แวะไปดูนางเสียหน่อยเถิด เผื่อนางจะยอมฟังท่านบ้าง”

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่คอยดูแลนาง” หานตงกล่าวด้วยความร้อนใจ “รบกวนเจ้าช่วยนำยาบำรุงเทียบนี้ไปต้มนางดื่มด้วย ข้าเพิ่งเบิกมาจากคลังยาตั้งใจจะนำไปให้นางพอดี”

หานตงหยิบห่อยาที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลยื่นให้ซูเจียว ในจังหวะที่ซูเจียวยื่นมือไปรับ นางจงใจปล่อยให้ปลายนิ้วของตนสัมผัสกับหลังมือของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นกินเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่สำหรับซูเจียวมันคือความจงใจ ทว่าหานตงกลับไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว เขามัวแต่พะวงถึงอาการป่วยของหญิงที่รักจนไม่ได้มองเห็นรอยยิ้มพึงพอใจที่ผุดขึ้นบนมุมปากของนางกำนัลตรงหน้า

“ข้าจะรีบนำไปต้มนางดื่ม ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าจะดูแลลี่อินให้ดีที่สุด” ซูเจียวรับคำเสียงหวาน

“ฝากเจ้าด้วย รุ่ย... ข้าขอตัวไปทำเรื่องขอสับเปลี่ยนเวรยามก่อน คืนนี้ข้าต้องแวะไปดูอาการอินเอ๋อร์ให้ได้” หานตงหันไปบอกเพื่อนสนิท ก่อนจะรีบเดินผละออกไปอย่างรวดเร็ว

เฉินรุ่ยมองตามแผ่นหลังของเพื่อนรัก สลับกับมองซูเจียวที่กำลังยืนกอดห่อยาไว้แนบอกด้วยสายตาหลงใหล จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“แม่นางซูเจียว หานตงเป็นคนรักเดียวใจเดียว ความห่วงใยของเขามีไว้ให้ลี่อินเพียงผู้เดียวเท่านั้น ข้าหวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจในข้อนี้” เฉินรุ่ยเอ่ยขึ้นลอยๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง

ซูเจียวหันขวับไปมองเฉินรุ่ยในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของนางจางหายไปเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงรักษาท่าทีไว้ได้อย่างดีเยี่ยม “ท่านองครักษ์เฉินกล่าวเรื่องอันใดกัน ข้ากับลี่อินเป็นเพื่อนรักกัน ข้าย่อมดีใจที่เห็นบุรุษที่รักนางคอยห่วงใยนาง ท่านอย่าได้คิดมากไปเลย”

เมื่อพูดจบ ซูเจียวก็ย่อตัวทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เฉินรุ่ยส่ายหน้าช้าๆ สัญชาตญาณของคนเป็นองครักษ์บอกเขาว่า ภายใต้หน้ากากเพื่อนแสนดีของสตรีผู้นี้ มีงูพิษตัวร้ายซ่อนตัวอยู่ และมันพร้อมที่จะฉกกัดทุกคนที่ขวางทาง

คล้อยหลังชายหนุ่ม ซูเจียวเดินหลบมุมมายังศาลาพักร้อนที่ลับตาคน นางก้มลงมองห่อยาในมือ กลิ่นสมุนไพรที่หานตงตั้งใจมอบให้ลี่อินทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียน

ปึก!

นางจัดการเหวี่ยงห่อยานั้นทิ้งลงพื้นอย่างแรงจนตัวยากระจายเกลื่อนพื้น ก่อนจะใช้เท้าเหยียบย่ำสมุนไพรเหล่านั้นจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี

“รักเดียวใจเดียวงั้นหรือ” ซูเจียวแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ข้าจะคอยดู ว่าความรักอันบริสุทธิ์ของพวกเจ้า จะทนทานต่อพายุระลอกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงได้หรือไม่ ลี่อิน... เจ้าเตรียมตัวรับผลกรรมที่บังอาจเกิดมาแย่งชิงทุกสิ่งไปจากข้าได้เลย”

เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดทับร่างของนางกำนัลสาว บดบังใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความริษยา ในวังหลวงที่เปรียบเสมือนสมรภูมิรบที่ไร้ควันปืน ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดหาใช่ข้าศึกที่ถือดาบพุ่งเข้ามาทำร้าย แต่เป็นคนที่ยืนส่งยิ้มอยู่เคียงข้าง และพร้อมจะแทงข้างหลังได้ทุกเมื่อต่างหาก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel