บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 องค์ชายผู้เย่อหยิ่ง

ม่านหมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย สำนักกองภูษาก็กลับมาคึกคักและวุ่นวายอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของเหล่านางกำนัลเดินขวักไขว่ไปมาพร้อมกับหอบม้วนผ้าแพรพรรณหลากหลายสีสัน กลิ่นสีย้อมผ้าและกำยานอบร่ำลอยปะปนกันในอากาศ

ลี่อินนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนตั้งแต่ปลายยามเหม่า นิ้วเรียวหยิบเข็มและด้ายขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับงานในวันนี้ นางพยายามสลัดความกังวลที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนทิ้งไป จากนั้นรอยยิ้มบางเบาก็ผุดขึ้นมาเมื่อปลายนิ้วเผลอไปสัมผัสกับเศษผ้าไหมสีชาดที่เหลือจากการปักถุงหอมให้หานตง

“เมื่อคืนเจ้าลุกขึ้นมากลางดึกหรือลี่อิน”

เสียงใสแจ๋วของซูเจียวดังขึ้นขัดจังหวะความคิด นางกำนัลสาวใบหน้าจิ้มลิ้มเดินถือชามน้ำชาเข้ามาวางบนโต๊ะ แววตาที่มองมาดูใสซื่อและเป็นห่วงเป็นใย ทว่าลี่อินที่กำลังจัดเรียงเส้นไหมไม่ได้สังเกตเห็นประกายบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น

“ข้าตื่นมาดื่มน้ำน่ะ ลมข้างนอกพัดแรงจนหน้าต่างเปิดออก ข้าเลยลุกไปปิด ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าตื่น” ลี่อินตอบกลบเกลื่อน นางไม่อยากเล่าเรื่องที่หานตงแอบมาหา เพราะรู้ดีว่ากฎระเบียบของวังหลวงนั้นเข้มงวดเพียงใด หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่านางลอบพบกับองครักษ์ยามวิกาล โทษทัณฑ์ที่ได้รับย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก

ซูเจียวพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าขณะพูดต่อ “เจ้าก็รักษาสุขภาพด้วย ช่วงนี้งานในกองภูษาล้นมือยิ่งนัก โดยเฉพาะชุดเครื่องทรงของเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ต้องเตรียมสำหรับงานเทศกาลฤดูหนาว”

“อ่ะแฮ่ม”

ยังไม่ทันที่ลี่อินจะได้เอ่ยตอบเพื่อนนางกำนัล เสียงกระแอมไอของกูกู หัวหน้านางกำนัลอาวุโสประจำห้องผ้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกคนในห้องต่างรีบก้มหน้าก้มตากลับไปทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน กูกูเดินตรงเข้ามาหาลี่อินพร้อมกับถาดไม้สลักลาย ในถาดนั้นมีเสื้อคลุมตัวยาวสีดำขลับที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีที่สุด ขลิบขอบด้วยด้ายเงินวาววับ

“ลี่อิน งานชิ้นนี้เป็นขององค์ชายห้า” กูกูพูดพร้อมกับวางถาดลงบนโต๊ะด้วยท่าทีระมัดระวัง “ทรงมีรับสั่งให้ปักลวดลายพยัคฆ์เหินเมฆาที่ชายเสื้อและสาบเสื้อ ฝีเข็มของเจ้าประณีตที่สุดในบรรดานางกำนัลทั้งหมด ข้าจึงมอบหมายให้เจ้าทำ จงระวังให้มาก องค์ชายห้าทรงพิถีพิถันและอารมณ์ร้าย หากมีสิ่งใดผิดพลาด พวกเราทั้งกองภูษาอาจหัวหลุดจากบ่าได้”

ลี่อินที่ฟังแล้วก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ กิตติศัพท์ขององค์ชายห้า หยางหลง เป็นที่เลื่องลือไปทั่ววังหลวง พระองค์ทรงมีพระนิสัยเย่อหยิ่ง ปากคอเราะร้าย และไม่เคยไว้หน้าผู้ใด แม้แต่เหล่าขุนนางใหญ่ยังต้องหลบตาเมื่อเดินสวนทาง แต่ลี่อินก็เลี่ยงไม่ได้ นางรับคำสั่งอย่างนอบน้อม แล้วหยิบเสื้อคลุมตัวนั้นขึ้นมาพินิจดู ลวดลายที่กูกูร่างไว้ด้วยชอล์กสีขาวนั้นมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาปักไม่ต่ำกว่าสองวัน

เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ลี่อินก้มหน้าก้มตาปักลายพยัคฆ์จนปวดร้าวไปทั้งแผ่นหลัง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผลงานที่ออกมานั้นงดงามราวกับมีชีวิต เส้นไหมเงินสะท้อนแสงไฟดูโดดเด่นตัดกับสีดำขลับของเนื้อผ้า ในตอนนี้นางกำลังจะตัดด้ายเส้นสุดท้ายเพื่อเตรียมปักลายเมฆาในส่วนต่อไป แต่ทว่า...

“องค์ชายห้าเสด็จ”

เสียงขันทีหน้าประตูดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องผ้า เหล่านางกำนัลรวมถึงกูกูต่างรีบทิ้งงานในมือและทรุดตัวลงคุกเข่าหมอบกราบกับพื้นแทบจะในทันที ลี่อินเองก็รีบวางเสื้อคลุมลงและคุกเข่าหมอบต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน แต่ด้วยความที่ตอนนี้นางได้รับมอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายห้า จึงทำให้หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความประหม่า

เสียงรองเท้าปักลายพยัคฆ์ก้าวเข้ามาในห้องอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของอำพันทะเลลอยมากระทบจมูก ลี่อินแอบปรายตามองไปที่ชายกระโปรงสีเข้มที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของนาง

องค์ชายห้าหยางหลงในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มยืนโดดเด่นเป็นสง่า พระพักตร์หล่อเหลาคมคายราวกับสวรรค์สรรค์สร้าง ทว่าคิ้วกระบี่ที่พาดเฉียงและดวงตาเรียวยาวที่แฝงไปด้วยความเย็นชานั้น กลับทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก เบื้องหลังของพระองค์มีบุรุษร่างสูงใหญ่อีกคนยืนถือกระบี่สงบนิ่งอยู่ประดุจเงาตามตัว เขาคือมู่เฉิน องครักษ์ประจำพระองค์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความรู้สึก

“ลุกขึ้นได้” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยขึ้น

“ขอบพระทัยเพคะองค์ชาย”

ลี่อินและนางกำนัลคนอื่นค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน แต่ยังคงก้มหน้าต่ำ หยางหลงกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะปรายตามามองเสื้อคลุมสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะของลี่อิน พระองค์ใช้ปลายนิ้วชี้กรีดลงบนรอยปักลายพยัคฆ์ที่นางเพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่

หญิงสาวกลั้นหายใจ แต่ก็มั่นใจว่าฝีเข็มของตนไร้ที่ติ แต่คำพูดต่อมาของบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้ากลับเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางห้องผ้า

“นี่หรือผลงานของกองภูษาที่เสด็จย่าทรงชมเชยนักหนา” หยางหลงแค่นเสียงหยัน “ฝีเข็มแข็งกระด้างราวกับท่อนไม้ พยัคฆ์ของข้าดูเหมือนแมวป่วยที่ไร้เรี่ยวแรง ทิศทางของเส้นด้ายก็บิดเบี้ยว เจ้าใช้เท้าปักหรืออย่างไร”

คำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและไร้ความปรานีทำเอาลี่อินหน้าชา นางเม้มริมฝีปากแน่นพยายามข่มความรู้สึกไม่พอใจที่ตีตื้นขึ้นมาในอก เสื้อคลุมตัวนี้คืองานปักที่นางทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงไป เส้นด้ายทุกเส้นเรียงตัวสวยงามเสมอกัน ไม่มีทางที่จะดูบิดเบี้ยวอย่างที่องค์ชายห้ากล่าวหา บุรุษผู้นี้จงใจหาเรื่องนางชัดๆ

“กราบทูลองค์ชาย” ลี่อินรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก น้ำเสียงของนางพยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด “หม่อมฉันตั้งใจปักลวดลายนี้อย่างสุดความสามารถ ฝีเข็มทุกเส้นเรียงตามแบบแผนของช่างหลวง หากองค์ชายทรงเห็นว่าจุดใดบิดเบี้ยว หม่อมฉันจะเร่งแก้ไขให้เพคะ”

หยางหลงหรี่ตามองนางกำนัลใจกล้าที่กล้าเอ่ยปากโต้ตอบเขา แม้นางจะก้มหน้าอยู่ แต่น้ำเสียงที่แข็งขืนนั้นปิดไม่มิด พระองค์กระตุกยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวชี้ไปที่ดวงตาของพยัคฆ์

“แววตาของมันขาดความดุดัน สีไหมเงินที่เจ้าใช้ก็สว่างเกินไปจนดูตลก รื้อออกเสียให้หมด แล้วเปลี่ยนไปใช้ด้ายสีเงินหม่น ปักใหม่เดี๋ยวนี้”

“รื้อออกทั้งหมดหรือเพคะ” ลี่อินเผลอเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ลวดลายพยัคฆ์ตัวนี้มีขนาดใหญ่เกือบครึ่งตัวเสื้อ การรื้อด้ายออกทั้งหมดนอกจากจะใช้เวลานานแล้ว หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว เนื้อผ้าไหมชั้นดีอาจเกิดรอยตำหนิและเสียหายได้

“เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร หรือฟังคำสั่งข้าไม่เข้าใจ” องค์ชายห้าเลิกคิ้วขึ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลจ้องมองนางอย่างกดดัน

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” มู่เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหลังเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ มือหนาขยับไปจับด้ามกระบี่ข้างเอวราวกับเป็นการเตือนสติ

“หม่อมฉัน... หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ จะเร่งรื้อออกและปักใหม่เดี๋ยวนี้” ลี่อินรีบก้มหน้าลงด้วยความจำนน กัดฟันข่มความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจ นางหยิบกรรไกรอันเล็กสำหรับตัดด้ายขึ้นมา มือบางสั่นสะท้านเล็กน้อยขณะค่อยๆ เลาะเส้นไหมที่นางเพิ่งบรรจงปักลงไปออกทีละเส้น

ส่วนหยางหลงก็ไม่ได้เสด็จกลับ พระองค์เพียงแค่สะบัดชายเสื้อแล้วทรุดตัวลงประทับบนเก้าอี้ไม้บุนวมที่หัวหน้านางกำนัลรีบนำมาถวาย ก่อนจะรับจอกชาจากขันทีมาถือไว้พลางจิบช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องไปที่ร่างบอบบางซึ่งกำลังนั่งหน้าดำหน้าแดงเลาะด้ายออกอย่างยากลำบาก

บรรยากาศในห้องผ้าเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทุกคนต่างเวทนาลี่อินที่ตกเป็นเป้าอารมณ์ขององค์ชายผู้เอาแต่ใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้ามายุ่ง

ลี่อินใช้เวลาเกือบชั่วยามกว่าจะเลาะด้ายเงินออกจนหมด ปลายนิ้วของนางแดงเถือกและเจ็บระบมไปหมด นางสูดลมหายใจลึก หยิบเข็มร้อยด้ายสีเงินหม่นตามที่องค์ชายห้าต้องการ แล้วเริ่มลงมือปักลวดลายพยัคฆ์ใหม่อีกครั้ง ทุกฝีเข็มเต็มไปด้วยความกดดัน เพราะรู้ดีว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำ

เวลาผ่านไปจนลี่อินปักส่วนหัวของพยัคฆ์เสร็จสิ้น นางแทบจะไม่ได้ขยับตัวไปไหน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมตามไรผม หยางหลงวางจอกชาลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านางอีกครั้ง

องค์ชายหนุ่มก้มลงมองผลงานใหม่ที่เพิ่งเสร็จไปได้เพียงเสี้ยวเดียว ลี่อินนึกในใจว่าคราวนี้นางใช้สีด้ายตามที่เขาสั่งและเน้นฝีเข็มให้หนักขึ้นเพื่อสร้างความดุดัน เขาคงจะหาเรื่องติเตียนนางไม่ได้อีก

“สัดส่วนผิดเพี้ยนไปหมด” หยางหลงเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์ “หัวพยัคฆ์ดูใหญ่เกินไป หากข้าสวมเสื้อตัวนี้ ผู้คนคงคิดว่าข้าเอาหัวสุนัขจิ้งจอกมาแปะไว้บนอก รื้อออกซะ แล้วทำใหม่”

ปึด!

ลี่อินรู้สึกเหมือนเส้นความอดทนในสมองของนางขาดผึง นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการให้งานปักออกมาดี เขาเพียงแค่ต้องการกลั่นแกล้งนางให้ได้รับความลำบากเท่านั้น เหตุใดองค์ชายสูงศักดิ์เช่นเขาถึงต้องมาลดตัวลงมาหาเรื่องนางกำนัลต่ำต้อยเช่นนางด้วย

“องค์ชาย” ลี่อินเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรโดยตรงเป็นครั้งแรก ดวงตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยความขุ่นเคือง “ลวดลายนี้หม่อมฉันร่างตามแบบของราชสำนักทุกกระเบียดนิ้ว สัดส่วนไม่มีทางผิดเพี้ยนไปได้ หากองค์ชายทรงเห็นว่าไม่เหมาะสม หม่อมฉันเกรงว่าคงเป็นเพราะฝีมือของหม่อมฉันต่ำต้อยเกินกว่าจะรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ขอองค์ชายโปรดมอบหมายงานนี้ให้ช่างหลวงผู้มีฝีมือท่านอื่นเถิดเพคะ”

คำพูดที่สวนกลับมาทำให้ทุกคนในห้องผ้าถึงกับสูดหายใจเฮือก ซูเจียวที่แอบมองอยู่หน้าซีดเผือด กูกูแทบจะลมจับกับความใจกล้าบ้าบิ่นของลี่อินที่กล้าต่อปากต่อคำกับมัจจุราชเดินดินผู้นี้

หยางหลงชะงักไปเล็กน้อย พระองค์ไม่ได้พิโรธจนสั่งประหารนางอย่างที่ทุกคนคาดคิด กลับกัน นัยน์ตาสีเข้มนั้นกลับทอประกายประหลาดใจระคนพึงพอใจบางอย่างที่มุมปาก บุรุษหนุ่มโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนลี่อินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดหน้าผาก

“เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกงั้นหรือ” น้ำเสียงของเขากระซิบแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุกซู่ “ข้าสั่งให้เจ้าปัก เจ้าก็ต้องปัก ข้าสั่งให้รื้อ เจ้าก็ต้องรื้อ หน้าที่ของเจ้าคือทำตามคำสั่งข้า ไม่ใช่มาสั่งสอนข้า”

พูดจบ องค์ชายห้าก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง กวาดสายตามองหญิงสาวที่กำลังนั่งกำกรรไกรในมือแน่นราวกับจะใช้มันแทงเขาให้ตายเสียให้ได้

“พรุ่งนี้ยามเซิน ข้าจะมาดูเสื้อคลุมตัวนี้อีกครั้ง หากพยัคฆ์ของข้ายังดูอ่อนแอปวกเปียก หรือฝีเข็มของเจ้ายังไม่ถูกใจข้า เจ้าจงเตรียมตัวไปรับโทษโบยที่ลานหน้ากองภูษาได้เลย”

พูดจบ องค์ชายห้าก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินนำออกจากห้องผ้าไปอย่างสง่างาม โดยมีมู่เฉินเดินตามออกไปเงียบๆ ราวกับไร้ตัวตน ทั้งยังทิ้งความกดดันและบรรยากาศอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลังอีกด้วย

เมื่อร่างของบุรุษสูงศักดิ์ลับสายตาไป ลี่อินก็ทรุดตัวลงกับโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าทางกายไม่สู้ความบอบช้ำทางใจ นางมองเสื้อคลุมสีดำตรงหน้าที่บัดนี้กลายเป็นตราบาปในชีวิต รอยชุนที่ถูกรื้อออกทิ้งร่องรอยยับย่นไว้บนเนื้อผ้า ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของนางในเวลานี้

“ลี่อิน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” ซูเจียวรีบวิ่งเข้ามาจับแขนพลางเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนห่วงใย “เจ้ากล้าดีอย่างไรไปต่อปากต่อคำกับองค์ชายห้า หากพระองค์สั่งประหารเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร”

ลี่อินส่ายหน้าช้าๆ ขอบตาร้อนผ่าวขณะเอ่ยตอบ “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เขานั่นแหละที่จงใจหาเรื่องข้า ไม่ว่าข้าจะปักดีเพียงใด เขาก็สั่งให้ข้ารื้อทิ้งอยู่ดี”

“ชู่ว... เบาเสียงลงหน่อยเถิด หากมีใครได้ยินเข้าเจ้าจะเดือดร้อน” ซูเจียวลูบหลังลี่อินเบาๆ ทว่าในดวงตากลับลอบมองผลงานที่ถูกรื้อทำลายด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “เจ้าทำใจดีๆ ไว้ ค่อยๆ เลาะด้ายออกแล้วเริ่มใหม่เถิด ข้าจะช่วยเตรียมเส้นไหมสีใหม่ให้เอง”

หญิงสาวพยักหน้ารับคำเพื่อนสนิทอย่างจำยอม นางหยิบกรรไกรขึ้นมาอีกครั้ง ในใจหวนนึกไปถึงใบหน้าคมคายและรอยยิ้มอบอุ่นของหานตงเมื่อคืนนี้ ช่างแตกต่างกับองค์ชายห้าผู้เย่อหยิ่งและร้ายกาจราวฟ้ากับเหว

หยางหลง... ชื่อนี้ถูกสลักลงในใจของลี่อินพร้อมกับความรู้สึกเกลียดชังอย่างลึกซึ้ง นางสาบานกับตัวเองว่าชาตินี้จะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะกับบุรุษผู้นี้อีกเป็นอันขาด โดยไม่รู้เลยว่า โชคชะตาที่ถูกร้อยรัดด้วยเส้นด้ายแห่งความแค้นและความรัก ได้เริ่มถักทอเรื่องราวของพวกเขาให้ผูกติดกันจนไม่อาจแยกออกได้อีกต่อไป และนี่ก็เป็นโชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel