บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 เริ่มต้นแย่งชิง

ลั่วมู่จิ่นอยู่ที่เรือนโม่โฉวของบ้านใหญ่ โดยไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยว่าท่านแม่ของตนได้ลงมือกำราบลั่วมู่หลันเพื่อตนที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว

ในชีวิตก่อนลั่วมู่จิ่นลงมือกำราบพี่สาวน้องสาวจากบ้านของท่านอารอง จนพวกนางหวาดกลัวนางจนหัวหด ในปีที่มีอายุสิบสองปีนางได้รับตำแหน่งท่านหญิงซินอี๋คืนกลับมา จึงไม่มีใครกล้ามายุ่งเกี่ยวกับพระนางแม้แต่น้อย ทุกคนต่างใช้ชีวิตต่างคนต่างเดิน จะมีก็เพียงแค่น้องสาวสี่ผู้เป็นบุตรอนุของบ้านรองเท่านั้นที่มีความเกี่ยวพันกับนางในชีวิตที่แล้ว

ท่านอารองของนางมีบุตรสาวสามคนไร้ทายาทที่เป็นบุตรชาย ลั่วถงเซิงมีบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกหลี่หลานเฟินสองคน คนโตคือคุณหนูใหญ่ลั่วมู่หลั่น คนรองคือคุณหนูรองลั่วมู่ตาน และมีบุตรสาวคนที่สามที่เกิดจากอนุเหลียนคือคุณหนูสี่ลั่วมู่เหมี่ยน

ในชีวิตก่อนลั่วมู่จิ่นมีปณิธานกว้างไกลจึงไม่เคยสนใจความเป็นไปในเรือนหลัง จนกระทั่งนางที่เป็นท่านหญิงซินอี๋โดนวางยาพิษทำให้ร่างกายอ่อนแออย่างหนักไม่สามารถมีบุตรได้ และที่สำคัญร่างกายของนางอ่อนแอมากจนไม่สามารถอดทนร่วมสัมพันธ์กับบุรุษคนใดได้ เมื่อคิดทบทวนมาถึงเรื่องนี้ลั่วมู่จิ่นดวงตามืดหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

ท่านหมอเสิ่นมาตรวจอาการป่วยของลั่วมู่จิ่นและจ่ายยาให้นางอีกเทียบใหญ่ เจิ้งมามากำลังป้อนยาให้คุณหนูของนางด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เพราะเดี๋ยวนี้คุณหนูของนางยอมกินยาอย่างว่าง่ายไม่ดื้อรั้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

“แม่นมเจ้าคะ ร่างกายของข้าช่างอ่อนแอเหลือเกินแค่โดนอากาศหนาวเย็นก็เจ็บไข้จนป่วยหนักแล้ว ถ้าข้าอยากจะเรียนฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงถือว่าช้าเกินไปหรือไม่เจ้าคะ”

“ถ้าแค่ต้องการฝึกฝนตนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่ถือว่าช้าเกินไปเจ้าค่ะ แต่ถ้าหากคิดจะฝึกฝนตนจนเป็นยอดฝีมือแบบคุณชายใหญ่และคุณชายสามถือว่าเริ่มต้นช้าเกินไปสักเล็กน้อย”

“เช่นนั้นแม่นมช่วยสอนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ย่อมได้อยู่แล้ว แต่การฝึกฝนร่างกายต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่น บ่าวกลัวว่าเมื่อพบกับความยากลำบากคุณหนูจะล้มเลิกกลางคันเสียมากกว่า”

“ไม่ล้มเลิกอย่างแน่นอน อีกอย่างข้าอยากจะเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพร ไม่ต้องเก่งกาจขนาดเป็นหมอยาแต่แค่อยากมีความรู้ติดตัวเอาไว้บ้าง แม่นมคิดว่าท่านพ่อและท่านแม่จะยอมให้ข้าเรียนหรือไม่เจ้าคะ”

“ถ้าคุณหนูมีใจอยากเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ใส่ตนเอง ท่านซื่อจื่อและฮูหยินย่อมจะไม่ขัดขวางเจ้าค่ะ แต่คุณหนูต้องอย่าทิ้งวิชาหลักที่ต้องเรียนรู้จากอาจารย์หญิงที่ฮูหยินผู้เฒ่าเชิญมาสั่งสอนเหล่าคุณหนูก็พอแล้วเจ้าค่ะ”

“การเรียนเขียนอ่านอักษร แต่งโคลงกลอน การเล่นเครื่องดนตรีพิณ ฉิน ขลุ่ย การเล่นหมากล้อม การปักเย็บเสื้อผ้า การทำอาหาร ถ้าข้าไม่รู้มาก่อนว่าท่านย่าคิดอยากจะฝึกฝนหลานสาวอย่างเข้มงวดให้กลายเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้เพียบพร้อม ข้าคงจะคิดว่าท่านย่าอยากจะอบรมสั่งสอนหลานสาวเพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นหมัวมัวผู้มากความสามารถในวังหลวงเสียแล้ว”

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านพูดเล่นแบบนี้กับข้าน้อยได้แต่อย่าได้ไปพูดเช่นนี้กับผู้อื่นจนสุดท้ายไปเข้าหูของฮูหยินผู้เฒ่าเชียว มิเช่นนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักได้” เจิ้งมามาเอ่ยอบรมคุณหนูของตนด้วยความหวังดี

ลั่วมู่จิ่นเหยียดยิ้มการเป็นกุลสตรีที่แสนดีเพียบพร้อมในทุกด้านจนได้รับความชื่นชมจากผู้คนภายนอกอย่างมากมาย แต่กลับผูกมัดชายในดวงใจเอาไว้ที่ตนไม่ได้ เพียงเพราะแค่นางไม่อาจร่วมสัมพันธ์แบบสามีภรรยาทั่วไปและไม่อาจมีทายาทมอบให้แก่เขาได้

ดังนั้นในชีวิตนี้ลั่วมู่จิ่นจะไม่ทุ่มเทไปเรียนรู้เรื่องราวไร้สาระแบบนั้นให้เหน็ดเหนื่อยอีกแล้ว แต่ข้อดีของการได้ย้อนกลับมาเป็นตัวเองในวัยเด็กอีกครั้งก็คือสิ่งที่เรียนรู้มาในชีวิตที่แล้วไม่ได้สูญหายไป ความรู้ที่นางเหน็ดเหนื่อยฝึกฝนตนเองอย่างหนักมานานจนถึงวัยสิบแปดปียังคงอยู่ในหัวของนางไม่จางหายไป เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ลั่วมั่วจิ่นจึงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เพราะถือว่านางมีโชคชะตาที่โกงผู้อื่นแล้ว

ลั่วมู่จิ่นหายป่วยแล้วจึงไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกงที่เรือนหลักได้ เป็นเพราะรู้ตัวเองดีว่าหลังจากที่ตนเองหายป่วยมีนิสัยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมากจนทำให้ทุกคนประหลาดใจ ลั่วมู่จิ่นจึงพยายามเลียนแบบนิสัยเดิมของตนในวัยเด็กนำกลับมาใช้ เช่นการแสดงความออดอ้อนเอาแต่ใจกับฮูหยินฝูกั๋วกงอย่างเต็มที่เช่นนี้

“ได้ยินว่าเดี๋ยวนี้เจ้าตื่นแต่เช้าเพือลุกขึ้นมาฝึกฝนร่างกายกับเจิ้งมามาก่อนกินอาหารเช้าทุกวันอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามหลานสาวคนที่สามของตนด้วยความสงสัย พลางก้มหน้ามองเด็กสาวที่กำลังถือวิสาสะนอนหนุนตักของตนด้วยแววตาสำรวจ

“ใช่แล้วเจ้าคะ หลังจากที่จิ่นเอ๋อร์ป่วยหนักจนเกือบตายมาแล้ว จึงเกิดความรักชีวิตของตนเองเองและหวาดกลัวความตายมากขึ้นเจ้าค่ะ ดังนั้นจิ่นเอ๋อร์จึงคิดว่าจะฝึกฝนร่างกายของตนเองให้แข็งแรง และมีวรยุทธ์เอาไว้ปกป้องตนเองยามในมีภัยได้เจ้าค่ะ”

เมื่อเห็นสีหน้าดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเองของมู่จิ่น ฮูหยินผู้เฒ่าจึงลงมือบีบจมูกหลานสาวอย่างหมั่นไส้ก่อนจะพูดดุว่า “เจ้าเด็กคนนี้ ช่างพูดจาไม่เป็นมงคลยิ่งนัก ต่อไปห้ามเจ้าพูดถึงเรื่องความตายอีก ส่วนเรื่องประสบภัยขอแค่ตัวเจ้าไม่ดื้อรั้นเก็บตัวอยู่แต่ในจวนอย่างเชื่อฟังให้ดี แล้วเจ้าจะไปประสบภัยอันตรายที่ไหนได้อีก”

ลั่วมู่จิ่นหลบหนีมือพิฆาตของท่านย่าตน แล้วดึงรั้งมือของท่านผู้เฒ่ามากอดหอมแสดงความรักก่อนจะพูดว่า “ท่านย่า ในยามเจ็บป่วยคราวนั้นจิ่นเอ๋อร์หวาดกลัวเป็นอย่างมาก เรียกหาท่านปู่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ ตะโกนเรียกหาท่านย่าแต่ตัวท่านก็ไม่เอ่ยขานตอบหลานสาว จิ่นเอ๋อร์หลงทางอยู่ในความมืดตัวคนเดียวทั้งหวาดกลัวทั้งสิ้นหวังเจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินเสียงหลานสาวเล่าเรื่องความฝันของนางด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวจากใจจริง ฮูหยินผู้เฒ่าจึงดึงร่างเล็กของหลานสาวขึ้นมากอดปลอบใจ “เด็กโง่…ก็แค่ความฝันร้ายเพียงหนึ่งตื่นไม่ใช่ความจริงสักหน่อย เจ้าอย่าได้หวาดกลัวอีกเลย”

ลั่วมู่จิ่นจึงกอดฮูหยินผู้เฒ่ากลับ ในยามที่เป็นเด็กน้อยแบบนี้นางมองข้ามความรักความเอ็นดูที่ทุกคนมีมอบให้แก่ตนไปจนหมด เพราะมีความคิดเห็นแก่ตัวว่าทุกคนมีหน้าที่จะต้องรักตนชอบตนและตามใจตนอยู่เสมอ จนสุดท้ายคนเหล่านั้นลาจากนางไปไม่หวนกลับจึงไม่มีใครแสดงความรักความเอ็นดูนางเหมือนในวัยเด็กอีกแล้ว

แต่เมื่อเติบโตผ่านมาหนึ่งชีวิตลั่วมู่จิ่นจึงกระจ่างแจ้งในใจว่าความรักที่ทุกคนมอบให้แก่นางเป็นเพราะตัวนางมีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกว่าผู้อื่น และยิ่งถ้าเพิ่มมารยาความออดอ้อนเข้าไป เป้าหมายของนางจะยิ่งหลงรักนางมากยิ่งขึ้น

“ท่านย่า…จิ่นเอ๋อร์กลัวตายไปแล้วจะไม่ได้กอดท่านย่าเช่นนี้”

ฮูหยินผู้เฒ่าจึงส่งเสียงหัวเราะแล้วพูดว่า “มิน่าเล่าเจ้าจึงอยากจะเรียนรู้เรื่องสมุนไพรและการปรุงยาต่างๆ ให้ได้ที่แท้ก็กลัวตายนี่เอง”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ แต่จิ่นเอ๋อร์ยังไม่รู้ว่าควรจะไปกราบไหว้อาจารย์ที่ไหนให้มาสั่งสอนเด็กหัวทื่ออย่างข้าดี…”

“ถ้าเด็กร้ายกาจอย่างเจ้าเป็นคนหัวทื่อ ผู้อื่นก็คงจะกลายเป็นคนไร้สมองไปกันหมดเสียแล้ว เจ้าอยากจะกราบไหว้อาจารย์สอนเรื่องการปรุงยาสมุนไพรอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอยทวนคำพูดของหลานสาวก่อนจะนึกถึงคนผู้หนึ่งที่ในช่วงนี้เดินทางติดตามนางมาจากวังหลวงเพื่อเก็บตัวถือศีลอยู่ที่วัดฝูกว๋อ

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านย่ารู้จักคนที่มีความรู้เรื่องพืชสมุนไพรและการปรุงยาไหมเจ้าคะ”

“มีอยู่หนึ่งคน แต่ย่าไม่รู้ว่านางจะยอมรับเจ้าเป็นลูกศิษย์หรือไม่”

“เป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ ถ้าหากท่านย่าเอ่ยปากขอร้องจะมีใครใจร้ายไม่ยินยอมบ้างล่ะเจ้าคะ”

“เจ้าเด็กคนนี้ ยิ่งนับวันยิ่งรู้จักพูดจาประจบเอาใจคนเก่ง”

ฮูหยินผู้เฒ่าพูดจาต่อว่าหลานสาวในอ้อมกอดของตนด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ปนเอ็นดู แต่ในใจกลับเริ่มคิดแล้วว่าตนเองจะไปพูดกับคนผู้นั้นให้ยอมเป็นอาจารย์ของหลานสาวของนางอีกคนให้ได้

ลั่วมู่จิ่นส่งยิ้มหวานให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่า ส่วนในใจแอบคิดถึงองค์ชายสามผู้ร้ายกาจคนนั้น อี้เทียน…นอกจากข้าจะแย่งแบ่งความรักมาจากท่านยายของเจ้าแล้ว ในวันนี้ข้ายังตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มลงมือยื้อแย่งอาจารย์ของเจ้าอีกด้วย…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel