
บทย่อ
โชคดีได้ย้อนเวลากลับมาในชีวิตวัยเยาว์ของตนเองใหม่อีกครั้ง จึงได้มีโอกาสแก้ไขเรื่องราวที่เคยทำผิดพลาดทุกเรื่องในชีวิตนั้น เพื่อไม่ให้ชีวิตนี้ซ้ำรอยชีวิตเดิมที่จบสิ้นไปแล้ว ลั่วมู่จิ่นจึงขอชดเชยความผิดของตนเองโดยพยายามปกป้องทุกคนในจวนฝูกั๋วกง แก้แค้นเอาคืนคนที่เคยทำร้ายตน และคิดอยากจะใช้ชีวิตใหม่นี้โดยการเลือกหนทางดำเนินชีวิตใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ยืนยาวอยู่อย่างมีความสุขต่อไปในอนาคต..
บทที่ 1 ย้อนมาในวัยเด็ก
ผู้แพ้เป็นกบฏ ผู้ชนะได้ปกครองใต้หล้า เมื่อแปดปีที่แล้วแคว้นอู่เกิดสงครามภายใน บรรดาท่านอ๋องทั้งหลายต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้จนเลือดไหลอาบนองแผ่นดินของแคว้นอู่
ผู้ชนะคืออดีตฮ่องเต้จงเหวินเต๋อแห่งราชสกุลมู่หรง ผู้แพ้คือหนิงอ๋องแห่งราชสกุลเฟิงเจวี๋ยและสุดท้ายทางฝ่ายของหนิงอ๋องได้กลายเป็นกบฏ ทุกคนในจวนหนิงอ๋องถูกสังหารทิ้งด้วยโทษของการก่อกบฏสร้างความวุ่นวายให้แก่แคว้นอู่
สงครามนองเลือดครั้งนี้จวนฝูกั๋วกงขีดเส้นแบ่งไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใด ท่านผู้เฒ่าฝูกั๋วกงพาฮูหยินและเหล่าทายาททั้งหลายเดินทางออกจากเมืองหลวงหลบหนีภัยสงครามไปสร้างจวนหลังใหม่อยู่ที่เมืองเจี้ยนคัง
จวนฝูกั๋วกงภายนอกปิดประตูไม่ต้อนรับแขก แต่ภายในกลับเคลื่อนไหวอย่างใจกล้า ถึงขนาดแอบลอบส่งคนไปรับพระธิดาคนเดียวของหนิงอ๋องมาเลี้ยงดูเป็นบุตรสาวคนเล็กของบ้านใหญ่ตระกูลลั่วโดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความลับนี้ แม้แต่คนในสกุลลั่วของจวนฝูกั๋วกวง
แปดปีต่อมาอดีตฮ่องเต้จงเหวินเต๋อป่วยเนื่องจากการกรำศึกมานาน ทายาทโดยตรงผู้สืบทอดราชบัลลังก์ก็เจ็บป่วยล้มตายไปจนเกือบหมด สุดท้ายแล้วเฉิงอ๋องพระอนุชาของอดีตฮ่องเต้จงเหวินเต๋อก็ได้เป็นผู้นั่งบนบัลลังก์มังกรพระองค์ใหม่
โดยอดีตเฉิงอ๋องใช้ชื่อในการครองแคว้นอู่ว่าฮ่องเต้จงเหวินตี้และได้แต่งตั้งอดีตพระชายาเอกของพระองค์ที่เสียชีวิตไปนานแล้วขึ้นเป็นเย่วฮองเฮาทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงกันเป็นอย่างมาก
จะไม่ให้ทุกคนประหลาดใจก็คงไม่ได้ เพราะฮองเฮาพระองค์ใหม่เย่วซื่อได้เสียชีวิตไปแล้วนานถึงแปดปีแล้ว ทิ้งไว้เพียงพระโอรสวัยสิบสองปีเหลืออยู่หนึ่งคนเท่านั้น
ดังนั้นจึงหมายความว่าในวังหลังของฮ่องเต้จงเหวินตี้ในยามนี้ยังไม่มีนายหญิงที่แท้จริง มีเพียงพระสนมลั่วเสียนเฟยจากสกุลลั่วของจวนฝูกั๋วกง พระสนมซูเฟยจากตระกูลซู และพระสนมลู่เจาอี๋จากตระกูลลู่เท่านั้น
เพราะเหตุนี้จวนฝูกั๋วกงที่หลบหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวงมานานจึงคล้ายดั่งมีแสงสีทองสาดส่องมาที่จวนของพวกเขาใหม่อีกครั้ง เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่าพระสนมคนอื่นๆ เป็นเพียงสตรีที่อดีตฮ่องเต้ทรงมอบให้แก่พระอนุชาเพื่อช่วยสะสมอำนาจให้แก่ตระกูลมู่หรงเท่านั้น
แต่พระสนมลั่วเสียนเฟยคือบุตรสาวคนเพียงเดียวของฝูกั๋วกงที่อดีตเฉิงอ๋องแต่งงานเข้ามาเป็นพระชายารองในยามนั้นด้วยตนเอง
ภายในวังหลวงของแคว้นอู่หลังจากที่ฮ่องเต้จงเหวินตี้นั่งครองบัลลังก์ถือว่าสงบสุขเป็นอย่างยิ่ง เริ่มมีการรับพระสนมจากตระกูลที่มีอำนาจต่างๆ เพิ่มขึ้นมามากมายในวังหลัง แต่พระสนมทั้งสามคนนี้ล้วนมีพระโอรสและพระธิดาให้แก่ฮ่องเต้จงเหวินตี้ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเฉิงอ๋องเท่านั้น จึงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมายนัก
ณ.เมืองเจี้ยนคัง แคว้นอู่
ลั่วมู่จิ่นนอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาเหม่อลอยเล็กน้อย เพราะกำลังสับสนว่าตนเองเคยผ่านชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยมากจนล้มตัวนอนสิ้นใจตายอย่างน่าเวทนาในวัยสิบแปดปีมาแล้ว หรือว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝันที่ยาวนานเพียงหนึ่งตื่นเท่านั้น
หลังจากที่ฟื้นคืนสติรู้สึกตัวเห็นได้ชัดว่าในยามนี้ตัวนางยังเป็นเพียงเด็กน้อยอ่อนเยาว์และยังอยู่ในสถานะคุณหนูสามของจวนฝูกั๋วกงลั่วมู่จิน ไม่ใช่ท่านหญิงซินอี๋แห่งราชสกุลเฟิงเจวี๋ยญาติผู้น้องที่แสนดีขององค์รัชทายาทมู่หรงอี้เฉินในปีนั้น…
“คุณหนูสามรู้สึกตัวตื่นแล้ว ข้าจะรีบไปบอกฮูหยินใหญ่เดี๋ยวนี้” เสียงของสาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงเบาที่ด้านนอกม่านมุ้ง
“เจ้ารีบไปเถิด อย่าได้ลืมส่งคนไปตามท่านหมอเสิ่นมาตรวจอาการของคุณหนูสามด้วย ข้าจะอยู่กับคุณหนูเอง”
“กุ้ยอิน?” มู่จิ่นส่งเสียงแหบพร่าพูดเรียกคนที่คุ้นเคยอย่างยากลำบาก
“บ่าวอยู่นี้เจ้าค่ะ คุณหนูสามอยากดื่มน้ำหรือไม่เจ้าคะ”
กุ้ยอินส่งเสียงที่แสนไพเราะสมชื่อของนางเอ่ยขานรับก่อนที่ตัวคนจะเดินมาเปิดม่านมุ้งที่ครอบเตียงของลั่วมู่จิ่นออก
“อื้ม…” มู่จิ่นส่งเสียงตอบในลำคอ
อีกฝ่ายก็รีบขยับตัวมายกตัวเด็กน้อยบนเตียงให้ลุกขึ้นนั่งแล้วนำชามน้ำมาจ่อปาก กุ้ยอินจัดการปรนนิบัติคุณหนูน้อยที่นอนอยู่บนเตียงอย่างคล่องแคล่ว
เสียงของคนกลุ่มใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาที่ห้องแห่งนี้ ลั่วมู่จิ่นจิบน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ลำคอของตนก่อนจะเบิกตาให้กว้างเพื่อที่จะมองรอบห้องแห่งนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียอีกครั้ง
“จิ่นเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว” เสียงของสตรีวัยกลางคนเอ่ยเสียงดังที่ข้างตัวทำให้ลั่วมู่จิ่นฝืนลืมตาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เป็นเพราะใบหน้าของสตรีผู้นี้ติดอยู่ในความทรงจำของนางนานถึงสิบปี เป็นความเสียใจครั้งใหญ่ที่นางไม่อาจจะแก้ไขได้ แม้จะคิดถึงมากแต่ก็ไม่อาจจะมองเห็นได้สร้างความเจ็บปวดในใจของนางอย่างล้ำลึก
แต่ในวันนี้นางกลับได้มีโอกาสมองใบหน้างดงามที่แสนอ่อนโยนของเย่วเล่ออีกครั้ง
“ท่านแม่…” ลั่วมู่จิ่นเอ่ยถ้อยคำที่ตนไม่ได้พูดมานานด้วยความคิดถึงและด้วยความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในหัวใจมานานนับสิบปี
“จิ่นเอ๋อร์ แม่มาแล้ว” เย่วเล่อผู้เป็นฮูหยินใหญ่ของจวนฝูกั๋วกงรีบสั่งให้สาวใช้ขยับตัวหลบทางของนาง ก่อนที่ตัวนางจะรีบนั่งลงบนเตียงนอนแล้วประคองกอดบุตรสาวคนเดียวของตนขึ้นมาแนบอกด้วยความรักใคร่และความสงสาร
“อีกประเดี๋ยวท่านหมอเสิ่นจะมาช่วยตรวจอาการป่วยของเจ้า ถึงยามนั้นเจ้าห้ามดื้อดึงและจงยินยอมกินยาแต่โดยดีรู้หรือไม่”
ลั่วมู่จิ่นหักห้ามใจตนเองไม่ให้ร้องไห้แล้วกอดรัดมารดาที่เลี้ยงดูนางมานานถึงแปดปีด้วยความรักและความคิดถึง
ความจริงแล้วฮูหยินใหญ่ตระกูลลั่ว เย่วเล่อผู้นี้คือท่านป้าแท้ๆ ของตัวนาง พระมารดาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงของนางมีนามว่าเย่วซินพระชายาเอกของหนิงอ๋องเฟิงเจวี๋ยหร่าน เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเย่วเล่อและเย่วซื่อผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮาของแคว้นอู่
การที่ลั่วมู่จินได้รับอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของเย่วเล่ออีกครั้ง ทำให้ตัวนางเริ่มแน่ใจแล้วว่าตนเองไม่ได้ฝันไป นางได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาในอดีตเมื่อสิบปีที่แล้ว หมายความว่านางได้ฟื้นจากความตายแล้วตื่นขึ้นมาในยามที่ตนเองยังเป็นเด็กน้อยอายุแปดปีอีกครั้ง
ในชีวิตที่จบสิ้นไปแล้วนางผู้เป็นท่านหญิงซินอี๋ผู้เก่งกาจจอมวางแผน หลังจากที่ถูกผู้อื่นลอบสังหารและถูกวางยาพิษนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระนางก็ยังรอดตายมาได้ แล้วจัดการแก้คืนเอาคืนผู้อื่นอย่างสาสมแทบจะทุกครั้ง
ทว่าสุดท้ายแล้วท่านหญิงซินอี๋ก็ต้องมาสิ้นลมหายใจบนเตียงนอนขององค์ชายสามมู่หรงอี้เทียนผู้วิปลาสจนได้…
