บทที่ 5 ฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกง
ฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกงนั่งเอนตัวนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวด้วยความเมื่อยล้า การเดินทางจากเมืองหลวงมาเมืองเจี้ยนคังต้องใช้เวลานานถึงสองวัน สุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้แข็งแรงเหมือนดังในอดีตนางจึงรู้สึกอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก
คุณหนูใหญ่ลั่วมู่หลันกำลังลงมือนวดขาให้แก่ท่านย่าของตนด้วยความตั้งใจ นางเป็นบุตรสาวคนโตของบ้านรองและยังเป็นหลานสาวคนแรกในรุ่นหลานจึงนับได้ว่าเป็นหลานสาวคนโปรดของฮูหยินผู้เฒ่าคนหนึ่ง
เมื่อสังเกตเห็นว่าท่านย่าของตนยังไม่ได้นอนหลับมู่หลันจึงรีบเอ่ยปากพูดขึ้นว่า
“ไม่รู้ว่าน้องหญิงสามเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงยังไม่ได้มาคำนับท่านย่าที่นี่เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้สาวใช้ของข้าเล่าให้ข้าฟังว่าที่ศาลาริมทางหน้าเมืองเจี้ยนคัง น้องสาวร้องไห้เสียงดังจนท่านลุงถึงกลับขนาดต้องอุ้มน้องหญิงสามเดินไปขึ้นรถม้าด้วยกันเลยเจ้าค่ะ”
“เหลวไหลจริง…ถึงแม้จะยังเป็นเด็กหญิงแต่ก็เติบโตจนมีอายุถึงแปดปีแล้ว ยังจะร้องไห้งอแงขอให้ผู้เป็นบิดาอุ้มอยู่อีกหรือ อายุแปดขวบควรจะรู้ความแล้วว่าหญิงชายแตกต่างกันไม่ควรใกล้ชิดออดอ้อนผู้เป็นบิดาจนเกินงามแล้ว เห็นทีว่ายัยหนูสามชักจะเอาแต่ใจตนเองมากเกินไปจนอ่อนด้วยมารยาทที่ควรมีเสียแล้ว”
ลั่วมู่หลันแอบอมยิ้มเมื่อได้ยินท่านย่าของตนพูดจาบ่นน้องสาวจากบ้านใหญ่สมใจของตน ฮัวมู่จิ่นเป็นเด็กสาวอายุน้อยที่มีแต่คนมาคอยรุมรักคอยเอาใจ ถ้าหากเด็กสาวมีนิสัยน่ารักเหมือนหน้าตาของนาง พี่สาวคนโตอย่างนางย่อมจะต้องรักเอ็นดูน้องสาวผู้นี้เหมือนกับคนอื่นๆ
แต่ทว่ามู่จิ่นในสายตาของมู่หลัน น้องสาวคนที่สามของสกุลลั่วกลับมีนิสัยเลวร้ายเอาแต่ในตนเองเป็นเด็กที่ร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง มู่หลันจึงไม่ค่อยพอใจน้องสาวผู้นี้มากนัก ในขณะที่อมยิ้มเพราะพูดให้ท่านย่าพูดบ่นน้องสาวสามจากบ้านใหญ่ได้สำเร็จก็มองเห็นฮูหยินซื่อจื่อฝูกั๋วกงเดินเข้ามาภายในห้องพอดี
เย่วเล่อเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วเอ่ยคำนับขออภัยจากผู้อาวุโสในทันที “ลูกสะใภ้ขอคำนับท่านแม่เจ้าค่ะ ต้องขออภัยแล้วที่ลูกสะใภ้มาปรนนิบัติดูแลท่านแม่ล่าช้า เป็นเพราะทางเรือนหน้ามีเรื่องวุ่นวายเล็กน้อยให้สะใภ้ต้องออกไปจัดการด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
“อื้ม…เจ้ามาพอดี แล้วตาหนูสามกับยัยหนูสามล่ะเหตุใดจึงไม่ได้มาคำนับข้าพร้อมกันกับเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยทักทายลูกสะใภ้คนโตด้วยน้ำเสียงไม่อ่อนไม่แข็ง ก่อนจะถามหาหลานชายและหลานสาวคนคนเล็กจากบ้านใหญ่ซึ่งมีความสำคัญในใจของตนแทบจะทันที
“ท่านแม่ จิ่นเอ๋อร์ป่วยหนักมานานหลายวันแล้ว เป็นข้าเองที่ไม่ดียอมตามใจนางเพียงเพราะนางร่ำร้องอยากจะออกไปต้อนรับท่านปู่ท่านย่าที่หน้าประตูเมืองให้ได้ ในยามนี้อาการป่วยจึงกำเริบอีกแล้วเจ้าค่ะ ส่วนเหยียนเกอ ท่านพ่อเรียกเขาออกไปหาที่เรือนหน้า เห็นว่าได้หน้าไม้อันใหม่มาจึงอยากสอนเขาเรียนให้หัดยิงหน้าไม้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ารีบผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความร้อนใจแทบจะทันที “จิ่นเอ๋อร์ป่วยอย่างนั้นหรือส่งคนไปเชิญท่านหมอเสิ่นมาตรวจหรือยัง แล้วทำไมจึงไม่มีใครบอกข้าเรื่องที่ยัยหนูสามป่วย”
“ท่านแม่มิต้องตกใจเจ้าค่ะ เป็นเพราะท่านพี่กลัวว่าท่านพ่อและท่านแม่จะไม่สบายใจถ้าหากรู้ข่าวว่าจิ่นเอ๋อร์ป่วยหนักจึงสั่งให้ข้าปิดข่าวเรื่องนี้เอาไว้ เมื่อครู่ข้าได้ส่งคนไปเชิญท่านหมอเสิ่นให้มาที่นี่แล้วเจ้าค่ะ ทางท่านพ่อเองก็เพิ่งจะบ่นว่าปวดขา ข้าจึงให้พวกบ่าวเชิญท่านหมอเสิ่นไปตรวจอาการของท่านพ่อที่เรือนหน้าก่อนเจ้าค่ะ”
“อาการของคนแก่เป็นๆ หายๆ แต่เด็กอายุน้อยอย่างยัยหนูสามถ้าหากรักษาไม่ดีย่อมจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เจ้าไปสั่งให้คนเชิญท่านหมอเสิ่นมาตรวจอาการของจิ่นเอ๋อร์ก่อน หึ!ข้าเคยบอกเจ้าหลายครั้งหลายหนแล้วว่าเจ้าอย่าได้ตามใจเด็กน้อยผู้นี้มากเกินไปนัก เจ้าดูสิว่านางช่างดื้อรั้นมากจนทำให้ตนเองเจ็บป่วยอีกแล้ว”
“ท่านแม่…คราวนี้เป็นความผิดของลูกสะใภ้จริงๆ เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะสั่งคนให้ไปปฏิบัติตามคำสั่งของท่านแม่ก่อนนะเจ้าค่ะ” เย่วเล่อก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี
“อ่อ…เฝิงมามาเจ้ารีบสั่งคนให้นำขนมที่ข้าซื้อมาจากเมืองหลวงไปมอบให้ยัยหนูสามด้วย เจ้าเด็กคนนี้เกลียดการกินยารสขมเป็นที่สุด เจิ้งมามาจะได้ใช้ขนมเหล่านี้หลอกล่อเด็กน้อยให้ดื่มยาก่อนแล้วค่อยให้กินขนมหวานดับความขมของยาได้”
“บ่าวเฒ่าทราบแล้วเจ้าค่ะ” เฝิงมามาเดินออกมาก้มหน้ารับคำสั่งก่อนจะหันมาส่งยิ้มอ่อนใจให้แก่ฮูหยินซื่อจื่อคนใหม่ เป็นเพราะคนที่ตามใจคุณหนูสามมากที่สุดก็คือท่านผู้เฒ่าที่เพิ่งจะบ่นว่าลูกสะใภ้ของตนไปเมื่อครู่นี่เอง
ฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกงมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายคนโตคือลั่วหย่งเซินซื่อจื่อฝูกั๋วกงถือครองบ้านใหญ่และเป็นผู้นำตระกูลลั่วในอนาคต บุตรชายคนรองคือลั่วถงเซิงเป็นรองเจ้ากรมการศึกษา ทุกคนในตระกูลต่างเรียกนายท่านรองจากบ้านรองของตระกูล ส่วนบุตรสาวคนเล็กคือลั่วเข่อซิง พระสนมลั่วเสียนเฟยผู้มีอำนาจในวังหลวง
สำหรับคนที่แก่ชราอย่างฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกงแล้วย่อมรักเอ็นดูรักใคร่คนรุ่นหลานที่มีอายุน้อยมากกว่าหลานชายและหลานสาวที่เติบโตแล้ว ถ้าหากไม่นับว่าคุณหนูสี่ลั่วมู่เหมี่ยน ผู้เป็นบุตรสาวของนายท่านรองที่ถือกำเนิดมาจากอนุเหลียนแล้ว คุณชายสามและคุณหนูสามจากบ้านใหญ่จึงจะมีอายุน้อยที่สุด
อีกอย่างเนื่องจากทั้งคู่เป็นฝาแฝด มังกรคู่หงส์เป็นสัญลักษณ์ของความมงคล ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรักใคร่และตามใจหลานชายและหลานสาวคู่นี้เป็นที่สุดแล้ว
ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าลุกขึ้นนั่งแล้ว ลั่วมู่หลันจึงต้องลุกขึ้นเดินมาคำนับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ของนาง “หลันเอ๋อร์คำนับป้าสะใภ้เจ้าค่ะ”
เย่วเล่อมองหลานสาวคนโตบุตรสาวของน้องชายสามีลั่วถงเซิงและน้อสะใภ้หลี่หลานเฟินด้วยแววตาสำรวจก่อนจะพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า
“ปีหน้าหลันเอ๋อร์ก็ใกล้จะถึงวัยปักปิ่นและเริ่มมองหาคู่ครองที่ดีได้แล้ว เรื่องบางอย่างจึงต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น เมื่อครู่นี้ป้าสะใภ้มาทันได้ยินเจ้าพูดกับท่านย่าของเจ้าพอดี จึงอยากจะรู้ว่าสาวใช้คนใดของเจ้าที่ปากมากนำเรื่องของน้องสาวมาพูดนินทากับเจ้าเช่นนี้ เจ้ารีบบอกป้ามาเถิดเพราะสาวใช้ของเจ้าผู้นี้คงจะเก็บเอาไว้ข้างกายของเจ้าไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
ลั่วมู่หลันหน้าเสียก่อนจะรีบพูดแก้ตัวขึ้นว่า “ท่านป้าสะใภ้ สาวใช้ผู้นั้นไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรเพียงแค่นำเรื่องที่นางพบเห็นมาเล่าให้หลานฟังเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“สาวใช้ผู้นั้นจะไม่มีเจตนาไม่ดีไปได้อย่างไร นางถึงขนาดกล้าพูดจากลับดำให้เป็นขาว พูดจาใส่ร้ายน้องสาวของเจ้าอย่างเสียหาย จากเจ็บป่วยกลายเป็นร้องไห้งอแงเพียงเพราะอยากจะให้ผู้เป็นบิดาอุ้มเท่านั้น สาวใช้แบบนี้เจ้าก็อย่าเลี้ยงเอาไว้อีกเลยมิสู้ขายทิ้งจะดีกว่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นสะใภ้คนโตหันมาต่อว่าหลานสาวคนโปรดที่นางเลี้ยงดูมาจนเติบโตในเรือนของตน ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรีบออกหน้าช่วยหลานสาว “ก็แค่คำพูดของสาวใช้ผู้หนึ่ง ลูกสะใภ้จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ นำสาวใช้ผู้นี้มาเป็นสาเหตุของความขัดเคืองใจกันในภายหลังได้ไปทำไม”
“ท่านแม่เจ้าคะ ที่ข้าทำเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะหวังดีต่อหลันเอ๋อร์ นางมีสาวใช้ที่พูดจาว่าร้ายผู้อื่นอยู่ข้างกายเช่นนี้ ถ้าหากปล่อยทิ้งเอาไว้สาวใช้แบบนี้อาจจะพูดจายุยงให้คุณหนูใหญ่ของพวกเรากลายเป็นคุณหนูที่มีจิตใจคับแคบรู้สึกอิจฉาริษยาแม้แต่น้องสาวที่มีอายุน้อยจนเริ่มต้นพูดจาใส่ร้ายผู้เป็นน้องสาว จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ถ้าหากไม่จัดการไม่ดี ในจุดนี้อาจจะขยายเติบโตมากขึ้น จนเกิดเป็นความขัดแย้งแตกแยกหมางใจกันระหว่างพี่น้องในภายหลังได้เจ้าค่ะ”
ลั่วมู่หลันก้มหน้านิ่ง เพราะรู้ดีว่าคำพูดเมื่อครู่ท่านป้าสะใภ้ไม่ได้พูดถึงสาวใช้ของนาง แต่กำลังพูดจากระทบมาที่ตัวนางเสียมากกว่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รู้ดีเช่นกันว่าสะใภ้ผู้นี้กำลังต่อว่าหลานสาวคนโตของตนอยู่ ลั่วมู่หลันผู้นี้ฮูหยินผู้เฒ่าอุ้มมาจากสะใภ้คนรองแล้วนำมาเลี้ยงดูอบรมภายในเรือนของตนตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารก แล้วฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่รู้นิสัยใจคอคิดเล็กคิดน้อยของหลานสาวคนนี้ของตนได้อย่างไร
“เป็นอย่างที่ป้าสะใภ้ของเจ้าพูดจากจุดเล็กๆ ถ้าไม่จัดการให้ดีวันหน้าย่อมเติบโตจนขยายใหญ่ได้ เฝิงมามาสาวใช้ข้างกายของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ เจ้าจงจัดการนำคนไปขายทิ้งเพื่อเป็นการไล่คนออกจากจวนเถิด แล้วพูดเตือนสาวใช้ทั้งหลายข้างกายของคุณหนูใหญ่ด้วยว่าห้ามใครพูดจายุยงให้เหล่าคุณหนูเกลียดชังกันเอง สาวใช้คนใดกล้าก่อเรื่องข้าจะขับไล่ออกจากจวนโดยการขายทิ้งในทันที”
“ท่านย่า…” มู่หลันคิดจะเอ่ยแก้ตัวและเอ่ยประท้วง เพราะรู้สึกว่าเมื่อครู่นี้ป้าสะใภ้พูดจาต่อว่าตนค่อนข้างรุนแรงเกินไปแล้ว
“หลันเอ๋อร์ ย่าเคยสอนเจ้าว่าอย่างไรบ้าง เหตุใดเจ้าจึงไม่จดจำแม้แต่น้อย ตัวเจ้าเป็นพี่หญิงใหญ่จงวางตัวให้ดีเพื่อตัวอย่างให้แก่น้องๆ ของเจ้า ตนเองเป็นพี่สาวตนโตควรจะปกป้องน้องสาวทั้งหลายให้ดี จงจดจำเอาไว้ว่าพี่น้องรักใคร่ช่วยเหลือกัน ศัตรูภายนอกยากจะเอาชนะ พี่น้องเป็นศัตรูกันเอง จะทำให้ล่มจมกันทั้งตระกูล”
“ท่านย่า หลันเอ๋อร์จะจดจำคำสั่งสอนของท่านย่าแล้วนำไปปฏิบัติตามเจ้าค่ะ”
ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าชิงออกหน้าลงโทษและพูดตำหนิลั่วมู่หลันแล้ว เย่วเล่อจึงนั่งลงจิบน้ำชาด้วยสีหน้านิ่งเรียบความจริงแล้วถ้าหากฮูหยินผู้เฒ่าไม่เข้ามายุ่ง นางในฐานะป้าสะใภ้ย่อมจะอบรมสั่งสอนหลานสาวที่กล้าคิดจะมาว่าร้ายบุตรสาวของนางอย่างหนักหน่วงมากกว่านี้ แต่นางจำใจต้องนิ่งเงียบเพราะเห็นแก่หน้าของแม่สามีเท่านั้น…
