บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ความสัมพันธ์พี่น้อง

ในวังหลวงแคว้นอู่ เหล่าองค์ชายที่ถึงวัยเรียนจะถูกส่งมาที่สำนักศึกษาหลวงเพื่อเรียนรู้ตำรากับท่านอาจารย์หลายคนพร้อมกับเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่อีกมากมาย

ปีนี้องค์ชายใหญ่มีอายุสิบสี่ปีแล้วจึงเรียนอยู่ในห้องศึกษาชั้นสูง องค์ชายรองมีอายุสิบสองปีเรียนอยู่ในห้องศึกษาชั้นกลาง และองค์ชายสามในวัยสิบปีเรียนอยู่ในห้องศึกษาชั้นเริ่มต้น

ในปีนี้ฮ่องเต้จงเหวินตี้เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระชนมายุ30ปี ถือว่ายังเป็นบุรุษที่อยู่ในช่วงวัยสุขุมนุ่มลึกไม่ลุ่มหลงมัวเมาเกี่ยวกับกามา ทว่าด้วยภาระหน้าที่ในการกระจายอำนาจจึงต้องมีเหล่าสนมเข้ามาเติมเต็มในวังหลังมากมาย ในยามนี้แม้ว่าจะมีองค์ชายสามคนและองค์หญิงห้าคนเท่านั้น แต่ภายหน้าจึงน่าจะยังมีโอกาสที่จะมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มมากขึ้น

องค์ชายทั้งสามพระองค์ถูกแยกห้องเรียนตามอายุ เหล่าคุณชายในตระกูลสูงศักดิ์จึงถูกแบ่งห้องตามอายุเช่นกัน คุณชายใหญ่ลั่วมู่หยางเรียนอยู่ห้องเดียวกับองค์ชายรองมู่หรงอี้เฉิน ส่วนคุณชายรองลั่วมู่หยุนเรียนอยู่ห้องเดียวกับองค์ชายสามมู่หรงอี้เทียน

คนสกุลลั่วมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับองค์ชายรองและองค์ชายสาม เพราะถือว่าเป็นญาติที่มีสายเลือดเกี่ยวดองกัน จึงค่อนข้างจะห่างเหินกับองค์ชายใหญ่จนแทบจะเรียกว่าอยู่แยกกันคนล่ะฝ่ายก็ว่าได้

องค์ชายรองเติบโตขึ้นมาในพระตำหนักฉางหนิงของพระสนมลั่วเสียนเฟย จึงสมควรที่จะสนิทสนมกับองค์ชายสามราวกับเป็นพี่น้องที่แท้จริงมากกว่าองค์ชายใหญ่ แต่ทว่าสองพี่น้องคู่นี้ความจริงแล้วกลับห่างเหินกันเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่นในวันนี้สองพี่น้องบาดหมางพระทัยกันเพียงแค่เพราะขนมหนึ่งกล่องเท่านั้น

“เจ้าสามเสด็จน้าอุตส่าห์เข้าครัวลงมือทำขนมกล่องนี้ด้วยพระนางเอง ตัวเจ้ากินไม่ได้เพราะรู้สึกปวดฟันที่เพิ่งเริ่มขึ้นใหม่ แล้วเหตุใดจึงไม่ยอมมอบขนมกล่องนี้ให้พี่รองกินแต่โดยดี เจ้ากลับนำขนมไปโยนทิ้งลงสระน้ำแบบนี้ช่างเสียของเป็นอย่างยิ่ง”

“ขนมกล่องนี้เป็นของเรา เสด็จแม่ทำมาให้เราโดยเฉพาะไม่มีส่วนแบ่งของเสด็จพี่รอง” มู่หรงอี้เทียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เรื่องนี้พี่รู้แล้ว แต่นี่เป็นขนมที่เสด็จน้าทรงทำด้วยความใส่พระทัย ตัวเจ้ากินไม่ได้ก็ไม่ควรจะนำมาโยนทิ้งน้ำเช่นนี้ ถ้าหากเสด็จน้ารู้เข้าอาจจะทรงเสียพระทัยได้”

มู่หรงอี้เฉินพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย เพราะน้อยครั้งมากที่พระสนมเสียนเฟยจะลงมือเข้าครัวด้วยตนเองเช่นนี้ และยิ่งน่าเสียใจมากกว่าที่ขนมในวันนี้ไม่มีส่วนแบ่งของพระองค์ ถึงอย่างไรบุตรที่แท้จริงย่อมสำคัญกว่าบุตรชายกำพร้าที่ช่วยเลี้ยงดูมาจนเติบโตเช่นเขา เป็นดังที่แม่นมของเขาเคยพร่ำบอกจริงๆ เสียด้วย

ลั่วมู่หยางและลั่วมู่หยุนต่างหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าลำบากใจ องค์ชายรองคือญาติผู้พี่ทางฝ่ายมารดา องค์ชายสามคือญาติผู้น้องฝ่ายบิดา ถ้าหากทั้งสองทะเลาะกัน พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะเข้าข้างผู้ใดดี จึงทำเหมือนเดิมเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาคือการแบ่งคนกันคนล่ะฝ่ายเพื่อความยุติธรรม

ลั่วมู่หยางเดินไปยืนเคียงข้างองค์ชายรอง ลั่วมู่หยุนเดินไปยืนเคียงข้างองค์ชายสาม และพวกเขาต่างทำได้แค่เพียงยืนฟังองค์ชายทั้งสองพระองค์โต้เถียงกันด้วยอารมณ์รุนแรงเพียงเพราะขนมหนึ่งกล่องเท่านั้น…

“เสด็จพี่รองก็น่าจะรู้นิสัยของเราดี ของสิ่งไหนที่เป็นของเราถ้าหากตัวเราใช้ไม่ได้ คนอื่นก็จะไม่มีวันได้ใช้ ของสิ่งไหนที่เรากินไม่ได้ คนอื่นก็ห้ามกินเช่นกัน” องค์ชายสามมู่หรงอี้เทียนพูดด้วยน้ำเสียงดุดันแล้วปรายตามองไปที่ลั่วมู่หยางด้วยสายตามืดมนเล็กน้อย

ลั่วมู่หยางพลันรู้สึกเย็นเฉียบในหัวใจก่อนที่เขาจะรีบเดินย้ายตำแหน่งไปหามู่หรงอี้เทียนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราวกับเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “องค์ชายสามทรงยังต้องการจะไปฝึกขี่ม้ากับข้าน้อยอยู่หรือไม่”

“ไปสิ” มู่หรงอี้เทียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นเมื่อลั่วมู่หยางเปลี่ยนข้างโดยการเดินมาหาพระองค์ ก่อนจะหันไปเอ่ยชวนลั่วมู่หยุนด้วยน้ำเสียงแกมบังคับว่า “อาหยุนเจ้าเองก็ต้องไปที่สนามขี่ม้าร่วมกันกับเรา”

สุดท้ายองค์ชายรองมู่หรงอี้เฉินก็ยืนอยู่ที่ศาลาริมน้ำแห่งนี้เพียงคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ทำได้เพียงมองตามหลังคนทั้งสามไปจนสุดสายตา สองมือกำหมัดแน่นดวงตาที่เคยดูอ่อนโยนนุ่มนวลในยามนี้มีแต่ความอิจฉาและความคับแค้นในหัวใจ…

************************

เหล่าองค์ชายวัยเยาว์เริ่มมีจุดยืนเป็นของตนเอง เริ่มแก่งแย่งแข่งขันกันตั้งแต่เรื่องที่เล็กน้อยจนไปถึงเรื่องราวที่ใหญ่โต แต่เมืองหลวงอยู่ห่างไกลจากเมืองเจี้ยนคัง ลั่วมู่จิ่นจึงยังไม่ได้รับผลกระทบในการแข่งขันของเหล่าองค์ชายในวังหลวง

ฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกงหลังจากได้รับการออดอ้อนจากหลานสาวคนที่สามมานานหลายวัน ในวันนี้เมื่อเห็นว่าอากาศอบอุ่นมากขึ้นแล้ว จึงตัดสินใจพาหลานสาวทั้งสามคนของตนนั่งรถม้าเดินทางไปที่วัดฝูกว๋อ

ภายในรถม้าของฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกง ลั่วมู่จิ่นนั่งอิงแอบอยู่ข้างกายของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วพูดจาฉอเลาะอวดความฉลาดรู้ความของตนเองอย่างไม่ขาดปาก

คุณหนูใหญ่ลั่วมู่หลันและคุณหนูรองลั่วมู่ตานนั่งอมยิ้มฟังผู้เป็นน้องสาวจากบ้านใหญ่พูดคุยกับท่านย่าของพวกตนด้วยความสนใจ นับตั้งแต่ที่ลั่วมู่จิ่นหายป่วยแล้วมีนิสัยดีมากขึ้นไม่น้อย ความจริงแล้วน้องสาวผู้นี้ ยามที่ไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายเอาแต่ใจตนเองก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูมากพอสมควร ดังนั้นพวกนางจึงไม่ถือสาหาความกับน้องสาวผู้นี้อีกต่อไป

เมื่อน้องสาวไม่มาหาเรื่องอาละวาดกลั่นแกล้งใส่พวกนาง ชีวิตที่เมืองเจี้ยนคังก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนดั่งที่พวกนางเคยมาอยู่อาศัยในปีที่แล้ว ชีวิตในจวนฝูกั๋วกงที่เมืองเจี้ยนคังนอกจากการเรียนอย่างหนักแล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนแต่สุขสบายเป็นอย่างมาก

“เมื่อวานนี้ท่านอาจารย์พูดชมพี่หญิงใหญ่ว่าเล่นพิณได้ล้ำเลิศ จิ่นเอ๋อร์จึงอวดดีขอประลองฝีมือกับพี่หญิงใหญ่ แต่สุดท้ายท่านแล้วอาจารย์กลับพูดแบบอ้อมค้อมเพื่อถนอมน้ำใจหลานว่า ‘คุณหนูสามเล่นกู่ฉินได้ดีกว่าการบรรเลงพิณ’ ท่านยายลองคิดดูสิเจ้าคะว่าท่านอาจารย์มองเห็นว่าข้าเป็นเพียงเด็กน้อยที่หลอกง่ายใช่หรือไม่จึงได้พูดจาเช่นนี้ ในเมื่อบรรเลงพิณได้ไม่ดีแล้วจิ่นเอ๋อร์จะมีความสามารถไปเล่นกู่ฉินได้ไพเราะมากกว่าได้อย่างไร”

ลั่วมู่จิ่นพูดด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดดูน่ารักน่าชังเป็นอย่างยิ่ง ลั่วมู่ตานที่นั่งมองผู้เป็นน้องสาวมานานแล้ว จึงส่งเสียงหัวเราะและพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า “จิ่นเอ๋อร์…เจ้าพูดไม่หยุดเช่นนี้มาตลอดทางหิวน้ำบ้างหรือไม่ มาเถิดพี่สาวเตรียมน้ำหวานมาเผื่อเจ้าด้วย”

“ยังคงเป็นพี่หญิงรองที่คิดเผื่อข้า เช่นนั้นน้องสาวขอดื่มน้ำหวานของพี่หญิงรองสักหนึ่งถ้วยเจ้าค่ะ”

ลั่วมู่ตานจึงรีบขยับตัวไปด้านข้างเพื่อหยิบกระบอกน้ำหวานที่สั่งให้สาวใช้เตรียมมาให้รินใส่ชามเปล่าส่งให้ลั่วมู่จิ่นด้วยความยินดี

ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อมองเห็นภาพพี่สาวและน้องสาวรักใคร่ดูแลกันเช่นนี้ ก่อนจะพูดกับมู่จิ่นว่า “ตัวเจ้าอายุยังน้อย ขนาดมือจึงยังเล็กมากเกินไป พลังในการบังคับมือและนิ้วยังอ่อนแรงจะไปสู้พี่หญิงใหญ่ของเจ้าที่เติบโตใกล้จะเป็นสาวแล้วได้อย่างไร”

ลั่วมู่หลันจึงอมยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงเอาใจท่านย่าของตนว่า “ท่านย่าพูดถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวานนี้อาจารย์ก็บอกกับน้องหญิงสามเหมือนที่ท่านย่าพูดเจ้าค่ะ ตัวข้าเองก็ยอมรับว่าในยามที่อายุน้อยเท่ากับจิ่นเอ๋อร์ ก็ไม่ได้มีความสามารถในการบรรเลงพิณได้เท่ากับน้องหญิงสามเจ้าค่ะ”

ลั่วมู่จิ่นจิบน้ำหวานด้วยความชื่นใจ เพราะตนเองพูดมาตลอดทางน้ำเสียงจึงแหบแห้งตามที่พี่หญิงรองพูดคาดเดาเอาไว้ พลางแอบคิดตอบพี่หญิงใหญ่อยู่ในใจว่า นี่ขนาดนางแกล้งออมมือเต็มที่แล้วนะ ถ้าหากเล่นตามความสามารถที่แท้จริงของตน ทั้งอาจารย์ทั้งเหล่าพี่สาวคงจะตื่นตระหนกกันมากยิ่งกว่านี้…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel