บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 สำนึกผิด

สามวันต่อมาในที่สุดท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าฝูกั๋วกงก็เดินทางกลับมาถึงเมืองเจี้ยนคัง ลั่วมู่จิ่นถูกจับแต่งตัวด้วยชุดตัวใหม่ที่มีสีสันสดใสแล้วจึงถูกพาเดินไปนั่งรถม้าร่วมกับฮูหยินใหญ่เย่วเล่อที่ในยามนี้ได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็นฮูหยินซื่อจื่อฝูกั๋วกงอย่างเป็นทางการแล้ว

ภายในรถม้าเย่วเล่อกอดร่างของบุตรสาวคนเล็กที่นั่งอิงแอบแนบร่างของตนอยู่ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มก่อนจะมองไปยังบุตรชายคนที่สามของตนที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามด้วยสายตาสังเกต

ผู้คนทั่วไปต่างรู้กันแค่เพียงว่าในการตั้งครรภ์ครั้งที่สามนางช่างโชคดีที่ได้ให้กำเนิดมังกรหงส์คู่หนึ่ง เป็นฝาแฝดชายหญิง ดังนั้นเมื่อทุกคนได้เห็นมู่เหยียนและมู่จิ่น จึงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพี่น้องฝาแฝดชายหญิงคู่นี้ช่างมีหน้าตางดงามเหมือนกันทั้งคู่

โชคดีที่มู่หยางมีใบหน้าเหมือนคนเป็นมารดาเช่นนาง และโชคดียิ่งกว่าที่มู่จิ่นมีใบหน้างดงามเหมือนทางมารดาผู้ให้กำเนิด ซึ่งเป็นน้องสาวของนาง คนทั้งคู่จึงมีใบหน้าคล้ายคลึงกันมากจนแทบไม่มีพิรุธใดๆ ให้ผู้อื่นจับสังเกตได้ และเด็กสองคนนี้ก็ต่างรักใคร่กันมาก ดูอย่างเมื่อหลายวันก่อนคนหนึ่งป่วยอีกคนก็พลอยร้อนใจจนเจ็บป่วยตามไปด้วย

“มู่เหยียนเจ้าอย่าได้มาทำใบหน้าบึ้งตึงใส่แม่เช่นนี้ ตัวเจ้าเพิ่งจะหายป่วยห้ามเจ้าไปขี่ม้าเป็นอันขาด”

“ท่านแม่…ข้าหายป่วยดีแล้ว มีอย่างที่ไหนกันให้บุรุษอย่างข้ามานั่งอยู่ในรถม้าราวกับว่าข้าเป็นอิสตรีผู้หนึ่ง”

ลั่วมู่เหยียนเอ่ยปากโต้แย้งด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ โดยลืมเรื่องที่ตนเองยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น เพราะเขาคิดเพียงแค่ว่าถ้าปล่อยให้เหล่าสหายมาเห็นเขานั่งอยู่ในรถม้าร่วมกับมารดาและน้องสาว ตนเองจะต้องถูกล้อเลียนอย่างแน่นอน

“พี่ชายสามไม่พอใจที่ต้องนั่งรถม้าคันเดียวกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วมู่จิ่นพูดถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

ลั่วมู่เหยียนรีบพูดจาแก้ตัวด้วยน้ำเสียงอึกอักไม่เป็นธรรมชาติว่า “ใช่ที่ไหนกัน…เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด ข้าก็แค่อยากจะขี่ม้าชื่นชมความงามทิวทัศน์สองข้างทางเท่านั้น”

“ข้ารู้ว่าพี่ชายกลัวว่าสหายพวกนั้นจะเอ่ยล้อเลียนท่านมากกว่า แต่พี่ชายจะต้องกลัวไปทำไมในเมื่อท่านนั่งอยู่แต่ภายในรถม้า แล้วสหายเหล่านั้นจะมองเห็นท่านได้อย่างไร”

“อืม…ที่เจ้าพูดนั่นก็ถูก ถ้าข้านั่งอยู่ในนี้แล้วผู้อื่นจะรู้ได้อย่างไร”

ลั่วมู่เหยียนพูดทวนคำของผู้เป็นน้องสาวด้วยน้ำเสียงโง่งม ทำให้ลั่วมู่จิ่นปิดปากหัวเราะอย่างขบขัน พี่ชายสามยังคงเป็นคนแบบเดิม แม้ว่าจะยังเด็กอยู่แต่ตัวเขาก็เรียนรู้ที่จะเชื่อฟังทุกคำพูดของนางที่เป็นน้องสาวแล้ว

ดวงตาของลั่วมู่จินเศร้าสลดลง ไม่รู้ว่าในชีวิตนั้น เมื่อพี่ชายใหญ่และพี่ชายสามได้รู้ข่าวว่านางสิ้นใจจากไปแล้ว พวกเขาจะโศกเศร้าทุกข์ใจมากมายเพียงใด ชีวิตที่แสนโดดเดี่ยวของท่านหญิงซินอี๋นั้นมีพี่ชายจากตระกูลลั่วสองคนคอยช่วยประคองหนุนหลังอยู่ พระนางจึงสามารถผ่านชีวิตที่ทุกข์ทรมาณมาได้อีกนานเกือบหนึ่งปี แต่สุดท้ายแล้วเมื่อพวกเขาถูกส่งไปรบที่ชายแดนตัวนางไร้คนปกป้องจึงต้องจบชีวิตลงในท้ายที่สุด…

“เอาล่ะพวกเจ้าสองพี่น้องเพิ่งจะหายป่วยอย่าได้ก่อเรื่องเพิ่มให้แม่ปวดหัวอีก โดยเฉพาะเจ้าจินเอ๋อร์” น้ำเสียงดุของมารดาผู้เลี้ยงดู ทำให้ลั่วมั่วจิ่นสะดุ้งรู้สึกตัวจากเรื่องราวที่ทุกข์ใจในชีวิตนั้น

“ท่านแม่…เด็กน้อยอย่างข้าจะไปก่อเรื่องอะไรได้เจ้าคะ”

“เจ้านี่แหละตัวดีเชียว อย่ามาทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นนี้ ท่านย่าของเจ้าเดินทางกลับมาเมืองเจี้ยนคังในครั้งนี้ได้พาเหล่าพี่สาวและน้องสาวมาเที่ยวบ้านเดิมด้วย แม่ขอห้ามเจ้าลงมือกลั่นแกล้งพวกนางอีก”

“ท่านแม่วางใจได้เจ้าค่ะ จิ่นเอ๋อร์รู้ความแล้วย่อมไม่ลงมือกลั่นแกล้งพวกนางอีกแล้วเจ้าค่ะ”

“ให้มันจริงเถิด อ่อ…ห้ามเจ้าใช้ให้พี่ชายตัวดีของเจ้าผู้นี้ไปกลั่นแกล้งพวกนางด้วย ถ้าหากเจ้าทำตัวร้ายกาจใส่พี่หญิงและน้องหญิงของตนเองอีก ยามที่ท่านย่าลงโทษเจ้าแม่จะไม่ช่วยแล้ว”

ลั่วมู่จิ่นยิ้มแห้ง ในอดีตนางช่างไร้เดียงสาไม่ได้ความเป็นอย่างยิ่ง ตนเองถือว่าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของบ้านใหญ่จึงมีทุกคนคอยรุมล้อมประจบเอาใจ

เมื่อเห็นว่าท่านปู่และท่านย่าโปรดปรานหลานสาวคนอื่นบ้างเพียงเล็กน้อย นางก็รู้สึกอิจฉาจนลงมือรังแกผู้อื่นอย่างไม่ไว้หน้าแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตนเองต่างหากที่มาสวมรอยยึดครองแย่งชิงความรักจากท่านปู่และท่านย่าของผู้อื่นเขา…

*********************

ศาลาพักริมทางหน้าเมืองเจี้ยนคังยังคงหนาวเย็นเหมือนดังในความทรงจำที่ฝังลึก ลั่วมู่จิ่นถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขนสัตว์สีขาวตัวใหญ่ก่อนจะถูกมารดาจับจูงเดินลงจากรถม้าไปนั่งรอขบวนรถม้าที่ศาลาริมทางพร้อมกับผู้ติดตามอีกหลายสิบคน

ทุกคนนั่งรออยู่ในศาลานานครู่ใหญ่ ขบวนรถม้าขนาดใหญ่จึงเดินทางมาถึงศาลาริมทางแห่งนี้ มีหนึ่งบุรุษเป็นผู้ที่มีท่าทางองอาจกล้าหาญเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าตัวโตแล้วรีบเดินเข้ามาในศาลาด้วยความร้อนใจ

“ฮูหยิน! อากาศหนาวถึงเพียงนี้เหตุใดเจ้าจึงพามู่เหยียนกับมู่จิ่นออกมาด้านนอกเล่า”

“ท่านพี่” เย่วเล่อส่งเสียงทักทายบุรุษผู้นั้นด้วยน้ำเสียงยินดี

“บุตรชายคำนับท่านพ่อ” ลั่วมู่เหยียนก้มคำนับลั่วหย่งเซินด้วยท่าทางขึงขัง

“บุตรสาวคำนับท่านพ่อเจ้าค่ะ” ลั่วมู่จิ่นก้มหน้าคำนับตามผู้เป็นพี่ชาย ก่อนจะแหงนเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยสายตาแสนคิดถึงและเจ็บปวดใจ

ลั่วหย่งเซินตบหลังบุตรชายเป็นการทักทาย ก่อนจะเดินมาก้มตัวยกบุตรสาวขึ้นมาอุ้มด้วยแขนเพียงข้างเดียว “ทำไมบุตรสาวคนเก่งในวันนี้จึงขี้แยร้องไห้เสียได้”

ลั่วมู่จิ่นส่ายหน้าไม่พูดก่อนจะเอนตัวเอื้อมแขนไปกอดซบร่างกายใหญ่โตของผู้เป็นบิดาที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบโตเอาไว้ ในความทรงจำที่เนิ่นนานนางยังคงได้ยินน้ำเสียงสะเทือนใจของบุรุษผู้นี้เอ่ยถามนางอย่างจริงจังอีกครั้งว่า

“เจ้าอยากเป็นคุณหนูสามแห่งจวนฝูกั๋วกงเช่นนี้ต่อไป หรืออยากจะเป็นท่านหญิงซินอี๋แห่งจวนหนิงอ๋อง แต่เจ้าควรจะรู้ว่าจวนหนิงอ๋องไม่มีอีกต่อไปแล้ว”

ในปีนั้นนางพูดตอบอย่างใจร้ายแบบไม่เสียเวลาคิดว่า “ข้าย่อมต้องการจะเป็นท่านหญิงซินอี๋”

หลังจากนั้นนางก็ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นของบุรุษผู้นี้พูดจากับนางเหมือนในวันนี้อีกเลย…

“ท่านพ่อ…จิ่นเอ๋อร์ทำผิดไปแล้ว…” ลั่วมู่จิ่นร้องไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเอนซบร่างของตนไปบนร่างกายที่ใหญ่โตของซื่อจื่อฝูกั๋วกง

ลั่วหย่งเซินส่งสายตาเป็นคำถามไปให้ฮูหยินของตน เพราะบุตรสาวคนเล็กไม่เคยอ่อนแอร้องไห้แบบไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อนเลย แม้ว่านางจะอายุน้อยกว่านี้ก็ตาม

เย่วเล่อส่ายหน้า ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบาว่า “ยามที่นางฟื้นตื่นขึ้นมาครั้งแรกก็กอดข้าร้องไห้แบบเสียขวัญเช่นนี้ แม่นมเจิ้งถึงกับต้องไปถือศีลกินเจอยู่ที่วัดฝูกว๋ออยู่นานถึงสามวันเพราะตกใจที่จิ่นเอ๋อร์ร้องไห้หนักจนเสียอาการเช่นนี้”

ลั่วหย่งเซินจึงกอดปลอบบุตรสาวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเอาใจว่า “ไม่ต้องร้องแล้ว จิ่นเอ๋อร์ของพ่อทำอะไรย่อมไม่ผิด” แต่กลับกลายเป็นว่าคำพูดนี้ยิ่งกระตุ้นให้ลั่วมู่จิ่นร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักมากยิ่งขึ้น

มีบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งมาที่ศาลาแล้วพูดว่า “ซื่อจื่อขอรับ ท่านฝูกั๋วกงให้บ่าวมาแจ้งว่าข้างนอกอากาศหนาวเย็น อย่าปล่อยให้คุณชายและคุณหนูสามอยู่ที่นี่นานเกินไป มีอะไรค่อยกลับไปพูดคุยกันที่จวนขอรับ”

“ได้ เจ้าใช้ให้คนขี่ม้าของข้ากลับไปที่จวนด้วย เพราะข้าจะนั่งรถม้าของฮูหยินกลับไป”

ลั่วหย่งเซินเอ่ยปากสั่งคนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก่อนจะหันมาใช้มือข้างที่ว่างยืนไปจับจูงมือผู้เป็นฮูหยินของตนพานางเดินไปขึ้นรถม้า ในขณะที่แขนอีกข้างใช้อุ้มบุตรสาวที่ตัวเบาราวเมฆหมอกที่พร้อมจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ เขาจึงใช้แขนข้างนั้นดึงรั้งบุตรสาวให้มาแนบกายของตนให้แนบแน่นมากขึ้น

ภายในรถม้าที่แสนอบอุ่นเพราะมีกระถางไฟอยู่ในนี้ ลั่วมู่จิ่นหันไปกอดซบผู้เป็นมารดาเพื่อปกปิดความเขินอายที่ตนเองร้องไห้อย่างหนักจนเสียอาการไปเมื่อครู่ ในขณะที่หูก็ฟังท่านพ่อของตนพูดจาซักไซ้ไล่เลียงผู้เป็นพี่ชายว่าเขาพาน้องสาวอย่างนางไปเล่นซุกซนอะไรมาบ้าง น้องสาวจึงได้เจ็บป่วยหนักจนมีนิสัยเปลี่ยนไปเช่นนี้

ลั่วมู่เหยียนเพิ่งจะรู้สึกดีใจที่ผู้เป็นบิดายอมมานั่งในรถม้าคันเดียวกับตน แต่เมื่อเขาถูกท่านพ่อซักถามอย่างละเอียดด้วยสีหน้าจริงจังเช่นนี้ เด็กชายวัยแปดขวบจึงทำท่าอยากจะร้องไห้ตามผู้เป็นน้องสาวของเขาไปด้วยอีกคน…

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel