บทที่ 6 เจียมเนื้อเจียมตัว
รุ่งเช้าวันต่อมา อชิระลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็พบกับคนตัวเล็กหลับใหลคาอ้อมแขน แรงดึงดูดบางอย่างเรียกร้องให้เขาสัมผัสแก้มนุ่มเบา ๆ ดั่งต้องมนต์สะกด
“น่ารัก” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำได้เผลอพ่นคำพูดแบบนั้นออกมา
หลายนาทีผ่านไป มนต์นภาปรือตาขึ้นด้วยอาการงัวเงีย ก่อนเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เพราะใบหน้าคมคายอยู่ห่างกันไม่กี่คืบทำเอาตกใจไม่น้อย จังหวะนั้นอชิระรีบเด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“มานอนอะไรตรงนี้” เอ่ยบอกอย่างไม่สบอารมณ์
“เมื่อคืนคุณเมามาก มนต์ก็เลย...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว ช่างมันเถอะ” เพราะเขาจำทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนได้ ฉะนั้นเลี่ยงที่จะฟัง ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“คุณอชิระคะ ข้าวเช้าจะรับเป็นอะไรดี”
“ไม่ต้อง!! อย่าหวังว่าฉันจะกินของที่มาจากเธออีก” ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อ๋อค่ะ” พยักหน้ารับเล็กน้อย ขณะปรายตามองแผ่นหลังกว้างกำลังย่างเท้าจากไป
“เขาคงโกรธเรื่องเมื่อคืนแน่เลย” เอ่ยบอกอย่างสำนึกผิดทั้งที่พยายามบอกตัวเองไม่ให้สร้างปัญหา แต่ไม่วายดันเกิดเรื่องขึ้นอยู่ดี
หลังจากอชิระออกไปทำงานประมาณเกือบชั่วโมง ระหว่างนั้นมนต์นภายุ่งอยู่กับการทำความสะอาดบ้าน ทันใดนั้นเสียงกดออดดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ใครมากันนะ” เท้าเล็กก้าวเดินไปยังจุดมุ่งหมาย ดวงตากลมโตเบิกโพลงเมื่อปะทะกับคนตรงหน้า
“ลูกชายฉันไม่อยู่ใช่ไหม”
“คุณอชิระไปทำงานแล้ว เอ่อ เชิญเข้าด้านในก่อนค่ะ” มนต์นภาเปิดประตูให้แก่หญิงวัยกลางคน ฝ่ายนั้นมองเธอด้วยแววตาเหยียดเล็กน้อย แล้วเดินนำหน้าเข้าข้างใน
“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างหนักใจ ไม่รู้เลยหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นอกจากต้องเตรียมรับมือให้ดี
เมื่อเข้ามาถึงในบ้าน เธอนำน้ำเย็นไปเสิร์ฟให้แก่อรอนงค์ จากนั้นทิ้งตัวนั่งตรงข้ามอีกฝ่ายด้วยอาการประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ประชันหน้ากับแม่ของเขาตามลำพัง
“อยู่ที่นี่คงจะสบายมากเลยสินะ” หญิงวัยกลางคนเปิดประเด็นทันใด จ้องเขม็งมนต์นภาอย่างกดดัน ขณะเดียวกันกวาดสายตามองรอบกายที่บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเดิม
“ค่ะ” พยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่แปลกหรอกที่เธอจะสบายดี ก็ได้แต่งงานกับลูกชายฉันนี่” อรอนงค์ไม่วายพูดแซะใส่มนต์นภา
“...” เธอเลือกจะไม่ตอบ นั่งนิ่ง ๆ ให้อีกฝ่ายต่อว่าอยู่อย่างนั้น ย่อมเข้าใจดีที่คนในครอบครัวของอชิระจะเกลียด เพราะพวกเขาคิดว่าเธอวางยาชายหนุ่ม
ท่าทางกับสีหน้าเศร้าของมนต์นภา ทำหญิงวัยกลางคนแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย
“เธอนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ”
“ขอโทษค่ะ” เอ่ยบอกเสียงแผ่ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกได้ยินประโยคนั้นจากปากคนอื่น หลายคนมักจะต่อว่าเธอเช่นนั้นเสมอ โดยเฉพาะแม่ คงเพราะเธอเป็นแบบนี้แหละทั้งพ่อและแม่ถึงไม่รัก
“เลิกทำหน้าแบบนั้นสักที เห็นแล้วมันน่าหงุดหงิด”
“ขอโทษค่ะ”
“จะขอโทษอะไรนักหนา ทีหลังถ้าไม่ผิดก็ไม่ต้องพูดออกมาง่าย ๆ เข้าใจไหม” ทำได้แค่คิดในใจอีกฝ่ายเติบโตมายังไงกันแน่ ทั้งดูขี้กลัวและประหม่าตลอดเวลา แถมยังยอมให้คนอื่นรังแกง่าย ๆ
“เอ่อ ค่ะ” พยักหน้าหงึก ๆ
“งั้นออกไปซื้อของกันเถอะ”
“ซื้อของเหรอคะ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างงุนงง แววตาที่มองหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยความสงสัย คาดไม่ถึงอรอนงค์จะพ่นประโยคนั้นออกมา
“ออกไปจ่ายตลาดไง ไม่ได้ทำอาหารให้อชิกินเหรอ”
“คุณอชิระไม่กินอาหารฝีมือมนต์”
“เขาอาจจะไม่กินวันนี้ พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้อาจจะกินก็ได้ เธอเป็นเมียลูกชายฉันแล้วก็หัดเรียนรู้ด้วยสิ”
“ค่ะ” ตอบรับเสียงดังฟังชัด เธอส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่าย ถึงอรอนงค์จะไม่ค่อยชอบเธอ ทว่ากลับสัมผัสได้ว่าท่านเป็นคนดีและไม่ได้ใจร้ายนัก
ตลอดทั้งวันมนต์นภาเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ชายหนุ่มชอบ โดยอรอนงค์พาเธอไปซื้อของสดและอื่น ๆ อีกมากมาย
หญิงวัยกลางคนได้เห็นอีกหลายด้านของลูกสะใภ้ ทำให้รู้ว่ามนต์นภาไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจเหมือนนวลนิจ แต่กลับกันเป็นเด็กจิตใจอ่อนโยน จนบางครั้งดูหัวอ่อน ยอมคนง่ายเกินไป
“วันนี้พอแค่นี้แหละ ฉันจะกลับแล้ว”
“เอ่อ คุณหญิงไม่กินมื้อเย็นที่นี่เหรอคะ” มนต์นภารีบเอ่ยรั้งอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่ากำลังจะก้าวเดินออกจากห้องครัว
“ไม่ละ ฉันต้องกลับไปกินข้าวเย็นกับสามี”
“ค่ะ” ใบหน้าหวานพยักเล็กน้อยอย่างเข้าใจ
“ว่าแต่ทำไมถึงเรียกฉันว่าคุณหญิง” เธออยากถามมนต์นภาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว แต่เพิ่งมีโอกาส
“เอ่อ มนต์คิดว่าแบบนี้ดีแล้วค่ะ” ก็เธอไม่ใช่ภรรยาที่อชิระต้องการสักหน่อย การเรียกแบบนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุด
“ช่างเถอะ จะเรียกอะไรก็แล้วแต่”
“มนต์ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้” ว่าแล้ว ยกมือไหว้คนตรงหน้าอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ
“อืม” ตอบรับสั้น ๆ ในลำคอ ก่อนหันหลังเดินออกไปพลางไม่วายพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง “ก็เป็นเด็กดีนี่น่า”
หลังจากอรอนงค์กลับไปไม่ถึงชั่วโมง เสียงรถคันหรูของอชิระแล่นเข้ามาจอดในรั้วบ้านพอดี เธอรีบวิ่งไปต้อนรับอีกคนทันทีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“กลับมาแล้วเหรอ”
“เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ ยังจะถามอีก” พูดจบก็ยกเท้าเดินผ่านหน้ามนต์นภา
“คุณอชิระคะ กินข้าวเย็นไหม มนต์ทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว” ตะโกนไล่หลังคนตัวโต
“ฉันบอกไปแล้วนี่ จะไม่กินอาหารฝีมือเธอ” เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แต่อาหารพวกนั้นมนต์ไม่ได้ทำคนเดียวนะคะ คุณหญิงมาช่วยทำด้วย”
“หมายถึงคุณแม่มาที่นี่เหรอ” หันขวับมองคนตัวเล็ก
“ค่ะ”
“มาทำไม” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ขณะจ้องร่างบอบบาง
“ไม่รู้ว่ามาทำไม แต่วันนี้ท่านสอนอะไรหลายอย่างให้มนต์เยอะเลย”
“งั้นเหรอ” เอ่ยบอกอย่างไม่แยแสและเดินขึ้นบันได
“ข้าวเย็นล่ะ” เมื่อเห็นอีกคนกำลังจะเดินลับหาย ไม่วายตะโกนถามอีกครั้ง
“ก็บอกว่าไม่กินไง น่ารำคาญชะมัด”
“เฮ้อ...มนต์คงน่ารำคาญจริง ๆ นั่นแหละ” ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะถูกคนตัวโตตำหนิเสมอ ลึก ๆ เธอแอบท้อใจเหมือนกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองยังคงไม่ราบรื่นเหมือนเดิม แม้ว่าจะผ่านมาแล้วเกือบสองสัปดาห์ ชายหนุ่มยังคงใจร้ายและทำตัวเย็นชาใส่มนต์นภา
“เร็ว ๆ สิ”
“มาแล้วค่ะ” เอ่ยบอกเสียงดัง ขณะวิ่งมาหาคนตัวโตที่รถคันหรู วันนี้ทั้งสองคนต้องไปรับประทานอาหารเย็นที่คฤหาสน์ เนื่องจากน้องสาวของอชิระเดินทางกลับจากต่างประเทศ จึงอยากแนะนำให้รู้จัก
“ช้าชะมัด! ถ้าไม่ใช่เพราะยัยแพงอยากเจอเธอ ฉันคงไม่พาไปด้วยหรอก”
“ขอโทษค่ะ” เอ่ยบอกเสียงแผ่ว ก้มหน้างุดมองพื้นอย่างสำนึกผิด
“น่าหงุดหงิดชะมัด เห็นกี่ทีก็ทำให้อารมณ์เสียทุกครั้ง” ว่าแล้วก็เดินไปขึ้นรถ โดยทิ้งมนต์นภาไว้ตรงนั้น
“ผิดตลอดเลย” เอ่ยบอกเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกเจ็บจี๊ด
“แล้วจะยืนตรงนั้นอีกนานไหม ต้องให้ฉันลงไปเปิดประตูรถให้เธอเหรอ” ชายหนุ่มลดกระจกลงมา ก่อนต่อว่ามนต์นภาอย่างหัวเสีย
“...” หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ เธอเปิดประตูรถและขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ
“ไม่รู้จะอยากเจอทำไม” อชิระบ่นอุบอิบ ซึ่งคนหูดีอย่างมนต์นภาได้ยินชัดเจน เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น พยายามข่มความรู้สึกไว้ในใจ วินาทีนี้รู้สึกอยากจะร้องไห้เหลือเกิน ทว่าทำได้แค่กะพริบตาถี่ ๆ เพื่อสั่งน้ำตาไม่ให้ไหล
