บทที่ 7 ความอึดอัด
เมื่อเดินทางมาถึงคฤหาสน์ อชิระรีบลงจากรถและเดินไปข้างหน้า โดยไม่เหลียวหลังมองมนต์นภาสักนิดว่าจะตามมาทันหรือไม่
นัยน์ตาคู่งามมองแผ่นหลังแกร่งครู่หนึ่ง จากนั้นพ่นลมหายใจยืดยาว เธอเริ่มจะชินแล้วที่เขาเป็นแบบนี้ จึงไม่รอช้ายกเท้าเดินตามไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความกลัวจะถูกเขาตำหนิเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน
“ช้า” เมื่อเดินไปหยุดข้างคนตัวโต ไม่วายถูกเขาต่อว่าอยู่ดี
“ขอโทษค่ะ” เอ่ยพูดเสียงแผ่วขณะก้มหน้างุดมองพื้น มือเรียวทั้งสองข้างประสานเข้าหากันอย่างประหม่า
“นี่เหรอผู้หญิงที่พี่แต่งงานด้วย”
เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้น ส่งผลให้มนต์นภาแหงนหน้ามอง ก่อนหยุดชะงักกับความสวยของคนตรงหน้า ซึ่งใครที่ได้เห็นก็ต้องรู้สึกเช่นเดียวกับเธอ
“อืม” อชิระเหลือบมองคนข้างกายพลางตอบรับสั้น ๆ ในลำคอ
“ท่าทางไม่น่าจะวางยาพี่ได้เลย อย่างว่าแหละคนเราดูแค่หน้าตาไม่ได้หรอก”
คำพูดของพะแพง ทำเอามนต์นภารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ เธอยืนตัวแข็งทื่อด้วยความรู้สึกช็อก คาดไม่ถึงอีกคนจะพูดตรง ๆ ให้ได้ยิน
“เข้าบ้านกันเถอะ” อชิระตัดบทพร้อมเดินไปกับน้องสาว
“ไม่มีใครต้อนรับเราเลยจริง ๆ” เอ่ยบอกด้วยความรู้สึกปวดหนึบ หญิงสาวพยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็ง ไม่รอช้าตามคนทั้งสองไปยังจุดหมายปลายทาง
ขณะรับประทานอาหารมื้อเย็น ท่ามกลางความสนุกสนานของคนในครอบครัว กลับมีเพียงมนต์นภารู้สึกโดดเดี่ยวเพียงคนเดียว เธอนั่งกินข้าวอย่างเงียบ ๆ ไม่สนทนากับใคร
“หนูมนต์กินเยอะ ๆ นะ” เสียงแสนอบอุ่นของชายวัยกลางคน ทำให้เธอเงยหน้ามองคนที่อยู่หัวโต๊ะ
“ค่ะ” ส่งยิ้มอ่อนพลางพยักหน้ารับ เป็นครั้งแรกที่ได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยน
“นั่นสิ! กินให้มันเยอะ ๆ หน่อย กินข้าวยังกะแมวดม ผอมแบบนั้นจะเอาแรงที่ไหนทำงาน” อรอนงค์เสริมขึ้น แม้น้ำเสียงที่ใช้พูดกับหญิงสาวฟังดูไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่เธอสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของฝ่ายนั้น
“เรียกร้องความสนใจ” อชิระเอ่ยบอกเสียงแผ่วให้ได้ยินแค่สองคน
“ขอโทษค่ะ” มนต์นภากินข้าวต่อ พยายามทำเป็นไม่สนใจคนข้างกาย
อาหารมื้อเย็นผ่านไปอย่างราบรื่น ถึงช่วงแรก ๆ หญิงสาวจะรู้สึกอึดอัดไปบ้าง ทว่าตอนท้ายทุกคนพยายามชวนเธอคุย โดยเฉพาะพะแพงที่ครั้งแรกทำเหมือนไม่ชอบกัน แต่สักพักดันชวนคุยอย่างสนิทสนม
“พรุ่งนี้อยู่บ้านไหม”
“ทำงาน” อชิระตอบน้องสาวสั้น ๆ
หลังพวกเขารับประทานอาหารเสร็จ ก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน พะแพงจึงเดินมาส่งคนทั้งคู่ที่ลานจอดรถ
“แพงไม่ได้ถามพี่ แพงหมายถึงมนต์ต่างหาก” เธอบุ้ยปากไปทางมนต์นภา
“มนต์เหรอคะ” นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวเองอย่างงุนงง
“อืม พรุ่งนี้อยู่ไหม”
“อยู่ค่ะ”
“พรุ่งนี้ไปหานะ แล้วเจอกันล่ะ เดินทางกลับอย่างปลอดภัยนะพี่” พะแพงโบกมือลาพี่ชายเสร็จ เธอรีบหมุนตัวเดินเข้าข้างในอย่างอารมณ์ดี อชิระเหลือบมองภรรยาข้างกายซึ่งไม่ได้เปล่งประโยคใด ก่อนไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ
นัยน์ตาคู่งามเหลือบมองคนตัวโตอย่างโล่งอก คราแรกนึกว่าจะโดนด่าแล้วซะอีก
“โชคดีไปนะมนต์” คนตัวเล็กพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วรีบเปิดประตูขึ้นรถ เพราะขืนช้ากว่านี้อาจจะโดนด่าจริง ๆ
เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้าน ต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้องของตนเอง ซึ่งความเหนื่อยล้าทำให้มนต์นภาหลับทันที
วันต่อมา หลังจากอชิระออกไปทำงานได้ไม่นาน อยู่ ๆ เสียงออดดังขึ้น คนกำลังวุ่นวายกับงานบ้านถึงขั้นชะงัก
“ใครมากันนะ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างฉงน ก่อนนึกบางอย่างขึ้นได้และรีบย่างเท้าตรงไปที่ประตูรั้ว “คุณแพง”
“มาหาตามสัญญาแล้ว” เอ่ยบอกด้วยท่าทางสดใส
“เชิญเข้ามาข้างในก่อนค่ะ” ว่าแล้ว มนต์นภาเปิดประตูรั้วให้คนตรงหน้า ก่อนทั้งสองจะตรงไปยังห้องโถง
“รอแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวมนต์ไปเอาน้ำมาให้”
“ไม่ต้อง” พะแพงคว้าข้อมือของอีกฝ่าย
“คะ”
“ไม่ต้องลำบากหรอก นั่งสิ”
มนต์นภายอมทำตามคำพูดของอีกคนอย่างว่าง่าย เธอนั่งก้มหน้าไม่สบสายตาของพะแพง ด้วยความกลัวจะถูกฝ่ายนั้นต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง
“ที่นี่ไม่มีแม่บ้านเหรอ เธอดูแลบ้านคนเดียวเหรอ” กวาดสายตามองรอบกายก่อนดึงสายตามองมนต์นภา
“ค่ะ” พยักหน้ารับเล็กน้อย
“คุยกับฉันแบบปกติเถอะ” พะแพงชำเลืองมองคนตรงหน้า ท่าทางของอีกคนทำให้รับรู้ได้ว่า มนต์นภามีนิสัยอย่างไรและไม่น่าจะใช่คนที่เลวร้าย อีกอย่างตัวเองรู้สึกถูกชะตากับคนตรงหน้ามาก จนถึงขั้นอยากเป็นเพื่อน
“ค่ะ”
“พูดสุภาพอีกแล้ว เรียกฉันว่าแพงเถอะถึงฉันจะอายุมากกว่าเธอหนึ่งปีแต่ไม่ต้องเรียกพี่หรอก เข้าใจใช่ไหม”
“อืม”
“งั้นหลังจากนี้เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ”
“เพื่อนเหรอ” มนต์นภาเอ่ยขึ้นเบา ๆ คาดไม่ถึงอีกคนจะอยากเป็นเพื่อนกับตนเอง ทั้งที่เธอทำให้อชิระตกที่นั่งลำบาก
“คุณ เอ่อ แพงไม่เกลียดมนต์เหรอ ทั้งที่มนต์เป็นคนวางยาคุณอชิระจนได้แต่งงานกัน” ถึงจะเป็นความเข้าใจผิดก็ตาม
“ฉันว่าไม่ใช่ฝีมือเธอ ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม” จ้องมนต์นภาอย่างกดดัน
“อืม” พยักหน้าหงึก ๆ ก่อนเธอจะยอมเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้พะแพงรับฟังอย่างไม่ปิดบัง เพราะการมีคนรับฟังทำเอารู้สึกดียิ่งนัก
“อย่างนี้นี่เอง” พะแพงพึมพำเบา ๆ ก่อนดึงสายตามองคนตรงหน้า วินาทีนี้รู้สึกสงสารอีกคนอย่างจับใจ
แม้จะไม่ใช่ความผิดของคนตรงหน้า ทว่าคนอย่างพี่ชายถ้าได้เกลียดแล้ว ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ไม่สามารถหักล้างกันได้ เพราะสาเหตุที่เขาเกลียดมนต์นภาจริง ๆ คือการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก
“เอาเป็นว่าหลังจากนี้ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาปรึกษากันได้ ฉันยินดีรับฟัง”
“ขอบคุณค่ะ” ส่งยิ้มอ่อนให้แก่พะแพง
นับตั้งแต่วันนั้น พะแพงมักจะแวะเวียนมาหามนต์นภาเป็นประจำ ทั้งคู่มักจะออกไปช้อปปิ้งและกินของอร่อยด้วยกัน นั่นยิ่งทำให้ทั้งสองคนสนิทกันมากขึ้นกว่าเดิม
ในคืนหนึ่งช่วงเวลาสองทุ่ม เธอต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง เพราะอชิระออกไปเที่ยวสร้างสรรค์กับเพื่อน ขณะกำลังจะเดินขึ้นไปชั้นบน อยู่ ๆ เสียงออดดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงรีบวิ่งไปยังที่หมายทันใด
“แพงมาที่นี่ได้ไง” เธอเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ก่อนกวาดสายตามองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ซึ่งแต่งกายด้วยชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำ “จะไปไหน”
“เที่ยวไนต์คลับกัน”
“ไนต์คลับเหรอ” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้น เธอไม่เคยเที่ยวกลางคืนมาก่อนจึงรู้สึกแปลก ๆ
“เปิดประตูให้ฉันเข้าไปเร็ว ฉันจะเข้าไปแต่งตัวให้มนต์”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากพะแพงเข้ามาอยู่ในบ้าน ไม่รอช้าเปลี่ยนลุคการแต่งตัวให้มนต์นภาใหม่ จากสาวเรียบร้อยกลายเป็นสาวแซ่บภายในชั่วพริบตา
“สวยใช่ไหม”
“แบบนี้มันแปลก ๆ” มนต์นภามองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ ซึ่งการแต่งกายครั้งนี้ต่างจากเดิมมาก
ชุดที่สวมใส่เป็นชุดเดรสสีดำคล้ายของพะแพง ทว่าชุดของเธอค่อนข้างโชว์แผ่นหลังมากกว่า
“แบบนี้แหละสวย ไม่แปลกเลยสักนิด”
“งั้นเหรอ” เธอรู้สึกกังวลเพราะเป็นชุดที่ไม่เคยใส่มาก่อน
“มนต์ไปเที่ยวกันเถอะ พี่ก็ไม่อยู่ใช่ไหม”
“อืม” พยักหน้ารับเล็กน้อย
“พี่เขาไม่ได้ห้ามใช่ไหม เรื่องที่จะเที่ยวหรือจะทำอะไรทำนองนี้”
“ไม่เลย” มนต์นภาส่ายหัวไปมาเล็กน้อย ความจริงเขาไม่สนใจด้วยซ้ำเธอจะเป็นยังไง
“งั้นไปกันเถอะ” พะแพงไม่รอฟังคำตอบจากมนต์นภา เธอจูงข้อมืออีกฝ่ายไปขึ้นรถและขับไปยังที่หมายอย่างไว
เมื่อมาถึงไนต์คลับ พะแพงจูงข้อมือมนต์นภาเข้าไปด้านใน เสียงเพลงดังตึ๊บ ๆ ทำเอาคนเพิ่งมาครั้งแรกไม่ค่อยชิน ก่อนทั้งสองจะเดินไปนั่งมุมหนึ่ง
มนต์นภาไม่อาจรับรู้เลย ขณะนี้มีสายตาคู่หนึ่งจ้องเขม็งอย่างไม่สบอารมณ์
“มาเที่ยวไนต์คลับงั้นเหรอ”
