บทที่ 5 ผู้ชายเย็นชา
“อื้อ” เปลือกตาบางเบิกขึ้นอย่างเชื่องช้า ขณะพลิกกายหันไปอีกด้านก็รับรู้ถึงความว่างเปล่า มนต์นภารู้ได้ทันทีเธอถูกทิ้งแล้ว เขากลับไปโดยไม่บอกกล่าวสักคำ
หญิงสาวยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกหน่วง ๆ แม้จะรู้ดีว่าการแต่งงานในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก ก็แค่ความผิดพลาดชั่วค่ำคืน ทว่าอย่างน้อยในฐานะเพื่อนมนุษย์เขาไม่ควรทำแบบนี้กับเธอ ทั้งที่เขาเป็นคนทำให้เธอตื่นสายแท้ ๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายนาที กว่าเธอจะตรงไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำ
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ก็ตรงไปยังล็อบบี้เพื่อเช็คเอ้าท์ จากนั้นนั่งรถโดยสารกลับบ้าน ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็มาถึงปลายทาง
หลังจากก้าวลงจากรถ ใบหน้างามแหงนมองบ้านเบื้องหน้า ที่จะใช้ชีวิตต่อจากนี้อีกหนึ่งปีก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“แค่ปีเดียวเท่านั้น” เสียงหวานพึมพำเบา ๆ ก่อนนำกุญแจไขประตูรั้วพร้อมเดินไปข้างใน และกวาดสายตามองหาคนตัวโต
“เขาไม่อยู่เหรอ”
เมื่อมั่นใจอย่างนั้น จึงก้าวเดินขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านและตรงไปที่ห้องนอน ซึ่งก่อนหน้าจะแต่งงานไม่กี่วัน หญิงสาวได้มีโอกาสนำข้าวของมาเก็บไว้ จึงพอทราบตำแหน่งบ้านในระดับหนึ่ง โดยเธอกับเขาไม่ได้ใช้ห้องนอนร่วมกัน
มนต์นภาไม่ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ไม่รอช้าลงไปยังชั้นล่างเพื่อทำความสะอาดบ้าน เธอไม่อยากอยู่เฉย ๆ จึงพยายามหาอะไรทำ
ช่วงเย็นของวันเดียวกัน รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้าจอดในรั้วบ้าน ก่อนเจ้าของรถจะย่างเท้าลงพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากัน
“มาแล้วเหรอ” เอ่ยพึมพำขณะยกเท้าเดิน
“กลับมาแล้วเหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยทักทายคนตัวโตด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม อชิระหันขวับไปมองร่างอรชร
“อืม” ตอบรับสั้น ๆ ขณะชำเลืองมองดวงหน้างดงาม
“เมื่อเช้าเกิดไฟไหม้ที่โรงงานผลิต ก็เลยจำเป็นต้องกลับก่อนแต่ฉันปลุกเธอแล้วนะ เธอนอนขี้เซาไม่ยอมตื่นเอง”
“แล้วเป็นยังไงบ้างคะ” ใบหน้างามฉายไปด้วยความกังวล ขณะเดียวกันแอบรู้สึกดียิ่งนักที่เขาไม่ได้ทิ้งเธอเพราะความเกลียด ทว่ากลับมีเหตุผลอื่น
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว” พูดจบ กวาดสายตามองรอบกาย ซึ่งพบว่าบรรยากาศภายในแตกต่างจากเดิม
“เอ่อ คือ มนต์นำพวกผ้าม่านอันเก่าไปซักค่ะ ขอโทษนะคะที่ทำอะไรตามใจ” หญิงสาวเอ่ยบอกทันที เมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังทำสีหน้าสงสัยกับบางอย่าง
“จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ หลังจากนี้งานบ้านทุกอย่างจะเป็นหน้าที่ของเธอ หวังว่าทำได้ใช่ไหม” สายตาคมกริบจ้องคนตัวเล็กอย่างกดดัน
“มนต์ทำได้ค่ะ”
“ก็ดี แต่ฉันไม่มีเงินเดือนให้เธอหรอกนะ ในเมื่ออยู่ฟรีและกินฟรีก็ควรทำงานบ้านตอบแทน” ถ้าจุดประสงค์ที่เธอแต่งงานกับเขาเพราะเรื่องเงิน ฉะนั้นอย่าหวังว่าเธอจะได้รับมัน เขาไม่มีทางให้เด็ดขาด
“ค่ะ มนต์เข้าใจ” ตอบรับเสียงแผ่ว
“ถ้าอยากมีเงินใช้ก็ต้องทำงาน”
“งานอะไรคะ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างลุ้น ๆ
“ทำงานที่บริษัทฉันนี่แหละ ส่วนเรื่องที่เราแต่งงานกันห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่” สายตาคมกริบจ้องเขม็งคนตัวเล็กอย่างดุดัน เขาไม่ได้ขู่แต่พร้อมทำจริงทุกเมื่อ หากเธอผิดสัญญา
“ค่ะ” พยักหน้ารับเล็กน้อย
“เข้าใจแล้วก็ดี” พูดจบ อชิระยกเท้าเดินผ่านหน้าคนตัวเล็ก แต่ก้าวได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงักกับประโยคจากปากนุ่ม
“มื้อเย็นนี้คุณอชิระจะกินอะไรดีคะ มนต์จะได้เตรียมให้”
“ไม่ต้องเตรียม ฉันมีนัดกับเพื่อนแล้ว”
“อ๋อค่ะ” ตอบรับสั้น ๆ โดยไม่ถามอะไรต่อ เนื่องจากเธอไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตของเขา
“เธอเองก็ออกไปเที่ยวบ้างก็ได้ ฉันไม่ยุ่งกับชีวิตส่วนตัวของเธอหรอก เคยใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้แบบนั้นแหละ” จบประโยค ไม่รอช้าก้าวเดินขึ้นบันได
“เฮ้อ...” เธอถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ขณะปรายตามองแผ่นหลังกว้างจนลับหาย
ช่วงเวลาดึกดื่นท่ามกลางความเงียบสงัด ที่มีไฟสลัวจากโคมไฟสาดส่องในห้อง คนบนเตียงพลิกกายไปมาอย่างกระสับกระส่าย พยายามข่มตาหลับลง แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถหลับสักที เพราะเป็นสถานที่ไม่คุ้นชิน เลยไม่อาจเข้าสู่ห้วงนิทราได้ง่าย ๆ
“นอนไม่หลับเลย” เธอเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วหย่อนเท้าเล็กแตะพื้นพร้อมเดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง
หญิงสาวทอดสายตามองวิวยามค่ำคืนอย่างเรื่อยเปื่อย โดยไม่อาจรับรู้สักนิดผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งรถแสนคุ้นเคยแล่นเข้าจอดในรั้ว และคนตัวโตเปิดประตูลงมาด้วยสภาพโซซัดโซเซ
“คุณอชิระ” สภาพไม่สู้ดีของชายหนุ่ม ทำให้เธอไม่รอช้าวิ่งลงไปยังชั้นล่าง ก่อนเบิกตากว้างเมื่อเห็นเขานอนแผ่หลาบนพื้นเย็นเฉียบ เธอรีบประชิดตัวเขาพร้อมพยายามช่วยพยุง
“ไหวไหมคะ” เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“อย่ามายุ่งกับฉัน” คนเมาผลักมนต์นภาออกห่าง แล้วหันไปอาเจียนบนพื้นแทบหมดไส้หมดพุง เมื่อเริ่มรู้สึกดีจึงทิ้งตัวนอน
“เฮ้อ...” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกมากมาย จากนั้นช่วยพยุงคนตัวโตไปนอนบนโซฟาอย่างทุลักทุเล
“ไปให้พ้น ฉันเกลียดเธอที่สุด ผู้หญิงน่ารังเกียจ” คนเมาตะโกนโวยวายดังลั่น
กว่าเธอจะประคองเขาให้นอนบนโซฟาได้สำเร็จ เล่นเอาปาดเหงื่อทีเดียว
“ขอโทษนะคะ ที่มนต์มันน่ารังเกียจ” ดวงตากลมโตมองดูเขาพักหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหยิบอุปกรณ์เช็ดตัว
ระหว่างช่วยทำความสะอาดให้คนเมา ไม่วายถูกเขาปัดแขนเล็กอย่างแรง จนผ้าขนหนูในมือหล่นสู่พื้น เธอหยิบขึ้นมาและชุบน้ำอุ่นอีกครั้ง
แม้ว่าการดูแลคนตัวโตจะยากลำบากไปบ้าง แต่มนต์นภายังคงทำหน้าที่อย่างตั้งใจ หลังจากเสร็จจึงเอาอุปกรณ์ไปเก็บและนำผ้าห่มมาคลุมกายแกร่ง
“นอนตรงนี้นะคะ มนต์พาคุณไปส่งบนห้องไม่ไหว” เพราะขืนดึงดันจะพาเขาไปส่งบนห้องให้ได้ มีหวังได้กลิ้งตกบันไดพร้อมกันแน่ ๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการดูแลคนตัวโต มนต์นภาไม่รีรอไปทำความสะอาดพื้น ที่เขาอาเจียนก่อนหน้านี้ กว่าทั้งหมดจะเรียบร้อยดีก็กินเวลาพอสมควร
ขณะกำลังจะเดินขึ้นไปชั้นบน สายตาดันปะทะกับผ้าห่มที่ลงไปกองบนพื้น เธอจำเป็นต้องกลับไปห่มผ้าให้เขาอีกครั้ง เพราะไม่อาจทิ้งให้ชายหนุ่มนอนหลับในสภาพนั้น
ขณะมนต์นภากำลังจะห่มผ้าให้เขา ทันใดนั้นคนเมาจับข้อมือเล็กและกระชากเต็มแรง จนเธอเสียหลักไปนอนบนกายแกร่ง
“คุณอชิระ”
“นอนด้วยกันสิ จะหนีไปไหน”
“ปล่อยนะคะ มนต์จะกลับห้องแล้ว” หญิงสาวพยายามทำเป็นไม่สนใจคำพูดนั้น ย่อมทราบดีอีกคนเมา ถ้าหากเขามีสติครบถ้วนคงไม่มีทางพูดแบบนั้นกับเธอแน่
ไม่มีเสียงตอบกลับจากริมฝีปากหยัก อชิระกระชับกอดคนตัวเล็กแน่น ไม่ยอมให้เธอหนีไปไหน ไม่ว่ามนต์นภาจะพยายามแกะแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกเหนื่อยบวกกับเปลือกตาหนักอึ้ง
“อื้อ” สุดท้ายหญิงสาวหยุดการกระทำ และซบหน้าลงบนอกกว้าง ไออุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านมายังเธอ เพียงไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
