บทที่ 6 น้ำใสใจจริง (1)
ท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของเด็กสาว บุรุษผู้สูงศักดิ์และหล่อเหลาจ้องมองดวงตาของนาง ริมฝีปากบางขยับเอ่ยอย่างช้าๆ “เจ้ายังอยู่ที่นี่ไม่พอใจอีกหรือ”
ซางเหยา “...อะไรนะเจ้าคะ”
เซี่ยอวิ๋นดูเหมือนจะคร้านเสวนากับนางอีก เขาละสายตากลับ น้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย “เอาของของเจ้าออกไป”
ดุเหลือเกิน…
ทว่าคนที่รู้จักเขาดีจะรู้ว่า น้ำเสียงของเขาในยามนี้ไม่ได้รุนแรงนัก
แต่ซางเหยาไม่รู้ นางเป็นคนขี้แยมาตั้งแต่เด็ก มักจะห้ามน้ำตาตัวเองไม่อยู่เสมอ เมื่อก่อนยามทะเลาะกับพี่น้องในวัยเดียวกัน นางมักจะน้ำตาร่วงก่อนจะทันได้เอ่ยคำเสียอีก จนกลายเป็นว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทะเลาะ ช่างไม่ได้เรื่องและไร้ซึ่งความน่าเกรงขามสิ้นดี
พอถูกเซี่ยอวิ๋นดุเข้าเช่นนี้ ดวงตาของซางเหยาก็เริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า
เด็กสาวเม้มปาก ไม่อยากยอมรับว่าตนกำลังเสียใจเพราะเซี่ยอวิ๋น นางไม่รู้ว่าไปล่วงเกินเขาตอนไหน ตั้งแต่นางเดินเข้ามา คนผู้นี้ก็ทำหน้ายักษ์ใส่ตลอด ราวกับนางเป็นคนที่น่ารังเกียจนักหนา หรือเป็นเพราะนางไม่ได้เคาะประตูกันนะ
ความอัดอั้นตันใจถาโถมเข้ามา ซางเหยาก้มหน้าลงเงียบๆ แพขนตาดำขลับบดบังนัยน์ตาที่เป็นประกายฉ่ำน้ำ ดูแล้วน่าสงสารจับใจยิ่งนัก
จิ้งเลี่ยนเม้มปาก ลังเลครู่หนึ่งหมายจะเอ่ยปากคลี่คลายสถานการณ์ให้ ทว่าเจ้านายของเขากลับชิงพูดขึ้นก่อน ยังคงเป็นคนไม่รู้จักทะนุถนอมหญิงงามเช่นเดิม เมื่อเห็นท่าทางของนางนอกจากจะไม่ใจอ่อนแล้ว เขากลับเอ่ยอย่างรำคาญใจต่อ
“ยังไม่ไปอีก หรือจะรอให้ข้าไปส่ง”
ก็นั่นล่ะ... ปากของเจ้านายเขาไม่เคยมีคำพูดดีๆ ออกมาเลยจริงๆ
ซางเหยากลั้นน้ำตา ในใจยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นางก้มหน้าก้มตาหันหลังกลับไปเก็บถาดและกาน้ำชาที่หน้าตาไม่สู้ดีนักนั่น
เซี่ยอวิ๋นช่างน่ารังเกียจที่สุด นางคิดพลางขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
นางไม่ใช่สาวใช้ของเขาเสียหน่อย แค่หวังดีเอาน้ำชามาให้ เหตุใดต้องดุกันขนาดนี้ด้วย หากเขาใส่ใจเรื่องที่นางไม่เคาะประตูจริงๆ ก็แค่บอกมาตรงๆ นางย่อมจะขอโทษอยู่แล้ว
จิ้งเลี่ยนเม้มปาก ยื่นของในมือให้เซี่ยอวิ๋นพลางเอ่ยเสียงเบา “ใต้เท้า…”
เซี่ยอวิ๋นทำหน้าเย็นชาแล้วหดมือกลับ ไม่ชายตามองซางเหยาอีก
ซางเหยาได้แต่ฮึดฮัดในใจ ขณะที่ใบหน้าบึ้งตึงประคองถาดเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก และด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธนั้นเอง นางจึงเผลอปิดประตูแรงไปนิด
ปัง! เสียงดังสนั่น อย่างน้อยคนในห้องก็ได้ยินชัดเจน ราวกับเป็นการประกาศความไม่พอใจของผู้ที่เพิ่งจากไป ให้ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ เซี่ยอวิ๋นผู้ไม่เคยถูกใครสะบัดหน้าใส่ก็เอ่ยถาม “นางสะบัดประตูใส่ข้าหรือ”
จิ้งเลี่ยนทำตัวสำรวมนิ่งเงียบ “...เรียนซื่อจื่อ อาจจะเป็นเพราะลมพัดกระมังขอรับ”
ในความเป็นจริง คนที่เพิ่งสะบัดประตูใส่พอเดินออกมาก็รู้สึกเสียใจภายหลังแทบไม่ทัน อยากจะเดินกลับไปขอโทษเขาและขอให้เขาอย่าได้ถือสาหาความกับนางเลย ทว่าศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดทำให้นางไม่หันหลังกลับ ความรู้สึกหวาดกลัวว่าเซี่ยอวิ๋นจะโกรธปนไปกับความรู้สึกน้อยใจที่ถูกเขาด่า ทำให้นางยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
หลังจากเดินกลับห้องมาอย่างเชื่องช้า ซางอิ้นเห็นถาดน้ำชาถูกยกกลับมาในสภาพเดิม พร้อมกับสีหน้าเซื่องซึมของบุตรสาว คำตอบก็ชัดแจ้งโดยไม่ต้องเอ่ยถาม
เฮ้อ... เป็นไปตามคาด
ซางเหยาวางของลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด “ท่านพ่อ ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ซางอิ้นส่งเสียงตอบในลำคอ พลางเอ่ยปลอบว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก เซี่ยอวิ๋นขึ้นชื่อเรื่องไม่ใกล้ชิดสตรีอยู่แล้ว”
...ท่านพ่อพูดเรื่องอะไรกัน ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องไม่ใกล้ชิดสตรีตรงไหนเลย
ทว่าซางเหยาอารมณ์ไม่ดี จึงไม่อยากจะถามให้มากความ ได้แต่ส่งเสียงตอบรับไปส่งๆ
ส่วนซางอิ้นก็ถอนหายใจไม่เอ่ยปากอะไรอีก เขาเกิดในตระกูลสามัญชน ในสถานการณ์ที่เบื้องบนไม่มีการโยกย้ายตำแหน่ง การจะก้าวหน้าต่อไปจึงนับว่ายากเข็ญยิ่งนัก อีกทั้งตระกูลก็ไร้บรรดาศักดิ์ ทั้งพี่ชายและน้องชายต่างก็ต้องพึ่งพาเขา
เขาไม่ได้คิดจะทะยานขึ้นสู่ฟ้าในชั่วข้ามคืน เพียงแต่ในสนามอำนาจของเมืองหลวง ทุกสิ่งผันผวนรวดเร็วยิ่งนัก เขาไม่มีสิทธิ์มีเสียงในราชสำนัก หากวันใดคนในตระกูลไปล่วงเกินใครเข้า ก็คงหนีไม่พ้นการถูกเชือดเฉือนตามใจชอบ เขาเพียงแต่อยากรักษาความมั่นคงนี้เอาไว้เท่านั้น
ขนาดตัวเขาเองยังไร้หนทาง แล้วจะไปหวังพึ่งอะไรกับบุตรสาวผู้ซื่อตรงคนนี้ได้ ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ติดตามด้านนอกก็เดินเข้ามารายงานเสียงเบา “ใต้เท้า พวกเขาออกมาแล้วขอรับ”
