บทที่ 7 น้ำใสใจจริง (2)
ซางอิ้นวางพู่กัน จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะสั่งซางเหยาอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้าพาคนไปทำความสะอาดห้องนั้นเสีย”
พูดจบเขาก็เดินออกจากประตูไป ซางเหยาตอบรับอย่างเซื่องซึม และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่อยากเผชิญหน้ากับเซี่ยอวิ๋น นางจึงรออยู่อีกครู่หนึ่งถึงค่อยเดินออกจากห้อง
ทว่าเดินออกมาได้เพียงสองก้าว ซางเหยาก็ต้องแปลกใจที่เห็นจิ้งเลี่ยนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน เขายืนอยู่ข้างเสา เมื่อเห็นนางก็สาวเท้าเดินตรงเข้ามาหา ราวกับจงใจมารอนางโดยเฉพาะ
ซางเหยายังไม่ทันได้ปรับสีหน้า จิ้งเลี่ยนก็มายืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว “คุณหนูซาง”
ซางเหยามีสีหน้าสงสัยเต็มประดา นางเอ่ย “ท่านเหตุใดถึง...”
จิ้งเลี่ยนพูดค่อนข้างเร็ว เขาอธิบายว่า “เซี่ยซื่อจื่อกับใต้เท้าซางกำลังคุยธุระกันอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า ข้าไม่มีอะไรทำจึงออกมาเดินเล่นขอรับ”
ทว่าท่าทางของเขาดูไม่เหมือนคนว่างงานที่ไม่มีอะไรทำเลยสักนิด
ซางเหยารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่นางก็บอกไม่ถูก จึงตอบรับอย่างซื่อๆ ว่า “อ้อ...”
จิ้งเลี่ยนก้มมองขอบตาที่ยังแดงระเรื่อของเด็กสาว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “คำพูดของซื่อจื่อข้าเมื่อครู่ ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย”
ซางเหยาส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่ในใจไม่ใช่เช่นนั้น “ไม่ได้ใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ”
จิ้งเลี่ยนเหลือบมองไปทางห้องโถงด้านหน้าอีกครั้ง คาดว่าคงถึงเวลาต้องกลับเข้าไปแล้ว เขาจึงรีบอธิบายต่อ “ซื่อจื่อของข้านิสัยเป็นเช่นนี้เอง เขาไม่ได้มีเจตนาจะพุ่งเป้ามาที่คุณหนูซางแต่อย่างใด อีกอย่าง ในห้องมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรง ท่านไม่ควรอยู่นานจริงๆ ขอรับ”
พูดจบเขาก็หันไปมองทางห้องโถงหน้าอีกหน และไม่รอให้ซางเหยาตอบคำ เขาก็รีบบอกลาซางเหยาแล้วสาวเท้าเดินกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เขามาไวไปไว ทิ้งให้ซางเหยายืนงงงวย รู้สึกเพียงว่าทุกอย่างช่างประหลาดสิ้นดี
เมื่อนางกลับเข้าไปในห้องพักนั้นอีกครั้ง ที่นั่นก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน หากมิใช่เพราะรอยเลือดที่ยังดูน่าสยดสยองอยู่นั้น ที่นี่ก็แทบจะดูเหมือนไม่เคยมีใครย่างกรายเข้ามาเลย
นางพาเจ้าหน้าที่กรมอาญาสองคนเข้าไป สั่งให้พวกเขาทำความสะอาดรอยเลือดให้เกลี้ยง ส่วนตัวนางเองยืนเท้าคางเหม่อลอยอยู่ข้างๆ
หลังจากก่นด่าเซี่ยอวิ๋นในใจอยู่นาน นางก็เริ่มครุ่นคิดถึงอีกปัญหาหนึ่ง
จิ้งเลี่ยนช่างแปลกคนนัก
ต่อให้นางจะซื่อบื้อเพียงใดก็ดูออกว่าเมื่อครู่จิ้งเลี่ยนโกหก เห็นชัดว่าเขาหาเวลาปลีกตัวออกมาทว่ากลับหลอกนาง หรือว่าเขาจะตั้งใจมาพบนางกันแน่
เมื่อนึกย้อนกลับไป ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่นางกับเซี่ยอวิ๋นมีเรื่องไม่เข้าใจกัน จิ้งเลี่ยนมักจะหาโอกาสมาสนทนากับนางในภายหลังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนหรือคำปลอบโยน สรุปคือเขาจะเป็นฝ่ายเข้าหานางก่อนเสมอ
ทว่าปัญหาคือเหตุใดจิ้งเลี่ยนต้องให้ความสนใจนางด้วย
นางกับจิ้งเลี่ยนไม่ได้เป็นญาติมิตรและแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย อีกทั้งจิ้งเลี่ยนยังเป็นคนข้างกายของเซี่ยอวิ๋น ตระกูลเซี่ยมีกฎระเบียบเข้มงวด บ่าวรับใช้ต่างถูกอบรมมาอย่างดีจนมีความสามารถโดดเด่น จะมาสนใจนางทำไม
การคอยสังเกตและใส่ใจนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ ไม่กลัวจะเสียงานเสียการหรืออย่างไร อีกอย่าง เจ้านายของเขาก็ดูจะไม่ชอบนางด้วย
ขณะที่กำลังตรึกตรองนั้น สายลมเย็นก็พัดผ่านระเบียงทางเดินเข้ามาทางประตูที่เปิดกว้างอย่างเงียบเชียบ นำพาเอาความชื้นแฉะอันเป็นเอกลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิมาปะทะหน้า ซางเหยาเผลอกระชับสาบเสื้อเข้าหากัน ทันใดนั้นสายตาของนางก็ชะงักกึก
ภายใต้สายลมที่พัดผ่าน ผ้าปูโต๊ะที่ยาวระพื้นไหวพริ้วเล็กน้อย เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ดูเหมือนจะเป็นสมุดบันทึกสีเหลืองหม่นเล่มหนึ่งที่เผยมุมสมุดออกมาเชิญชวนให้ค้นหา
ซางเหยาไม่เคยมาที่ห้องนี้มาก่อน นางจึงไม่รู้ว่าสมุดเล่มนี้อยู่ที่นี่แต่แรก หรือเป็นสิ่งที่ใครทำตกไว้
นางเดินเข้าไปใกล้ แล้วนั่งยองๆ ลงเพื่อเก็บมันขึ้นมา
สมุดบันทึกเล่มนี้เก่าคร่ำคร่ากว่าที่คิด มุมกระดาษม้วนงอและเริ่มเป็นขุย หน้ากระดาษภายในเป็นสีเหลืองหม่น ดูคล้ายกับเป็นของที่พกติดตัวและถูกเปิดอ่านอยู่บ่อยครั้ง
ตัวอักษรบนปกเลือนลางจนมองไม่ออกว่าเป็นหนังสืออะไร แต่พอจะดูออกว่าเป็นบันทึกเรื่องราวทั่วไป ซางเหยาสุ่มเปิดออกหน้าหนึ่ง เพียงพริบตาเดียว คำบรรยายอันนุ่มนวลทว่าเร่าร้อนที่เขียนไว้อย่างหนาแน่นก็พุ่งเข้าสู่สายตาของนาง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคำพรรณนาถึงท่วงท่าที่ยากจะเอ่ยปาก รวมถึงถ้อยคำบรรยายที่เรียกได้ว่าต่ำช้าลามก รูม่านตาของซางเหยาขยายกว้าง นางรีบงับสมุดปิดลงอย่างรวดเร็วทันที ให้ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นแดงซ่านขึ้นมา
นางก็นึกว่าเป็นอะไร ที่แท้ก็เป็นนิยายประโลมโลกที่น่าอับอายจนไม่อาจทนมองได้!
หลังจากตั้งสติได้ครู่หนึ่ง ซางเหยาก็ลอบมองไปข้างหลัง เจ้าหน้าที่สองคนที่นางพามาด้วยกำลังยุ่งอยู่กับการทำงานไม่ได้สนใจทางนางเลย ซางเหยาจึงหันกลับมา มือกำสมุดบันทึกไว้แน่นด้วยความรู้สึกผิดบาปราวกับเป็นโจร ก่อนจะค่อยๆ แอบเปิดมันออกอีกครั้ง
เมื่อเตรียมใจไว้แล้ว ครั้งนี้จึงไม่ถึงกับถูกทำให้ตกใจ ทว่าเนื้อหาภายในนั้นสำหรับซางเหยาแล้วมันช่างยั่วยุอารมณ์เกินไปจริงๆ นางข่มความอับอายอ่านไปได้สองบรรทัด ก็พบว่านี่ดูเหมือนจะเป็นบันทึกส่วนตัว ก่อนจะนึกในใจว่าใครกันที่ช่างไร้ยางอายเพียงนี้ ทำลงไปแล้วยังจะจดบันทึกไว้อย่างละเอียดลออ แถมยังพกติดตัวไว้อีก ไม่กลัวขายหน้าบ้างหรือไร
จากนั้น... นางก็เห็นชื่อของตัวเอง
นางกำหน้ากระดาษแน่นนึกว่าตัวเองตาฝาด จึงรีบกวาดสายตาดูทั้งหน้า กระทั่งมั่นใจว่า 'นางเอก' ในบันทึกที่ส่งเสียงออดอ้อนออเซาะผู้นี้มีชื่อว่า 'ซางเหยา'
คราแรกนางคิดว่าอาจจะเป็นแค่คนที่ชื่อเหมือนกัน จนกระทั่งนางพบว่าเจ้าของบันทึกส่วนตัวเล่มนี้ดูเหมือนจะชื่อ 'เซี่ยอวิ๋น' เสียด้วย
เซี่ยอวิ๋น…
คงไม่ประจวบเหมาะขนาดนั้นหรอกมั้ง
ซางเหยาใช้นิ้วอันสั่นเทาพลิกกลับไปดูหน้าแรกๆ เนื้อหาช่วงแรกยังนับว่าปกติอยู่บ้าง เป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์และความรู้สึกส่วนตัว
ไม่สิ… ไม่ปกติเลยสักนิด นี่จะเรียกว่าบันทึกส่วนตัวได้อย่างไร นี่มันคือ 'บันทึกรัก' ชัดๆ อารมณ์ความรู้สึกที่พรรณนาออกมานั้นลึกซึ้งจนน่าทึ่ง
ซางเหยายิ่งอ่านใบหน้าก็ยิ่งแดงซ่าน ทุกประโยคล้วนเป็นน้ำเสียงของเซี่ยอวิ๋น และทุกครั้งที่นางพบกับเขาในสมุดเล่มนี้ล้วนบันทึกไว้อย่างแม่นยำ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่นางไม่ได้สังเกตเห็น เขาก็ยังจดไว้ แค่นั้นยังไม่พอเขายังจินตนาการภาพอันเร่าร้อนในสถานที่ที่พวกเขาเคยพบกันขึ้นมาเองอีกด้วย
ยิ่งอ่านก็ยิ่งสยดสยอง! ยิ่งอ่านก็ยิ่งเหลือเชื่อ!
"……"
นางทั้งอายทั้งโกรธ จนยามนี้สมองพร่ามัวไปหมด ทั้งตัวแดงก่ำราวกับมะเขือเทศลูกเล็กๆ
นางปิดสมุดบันทึกนั้นลงอีกครั้ง นิ้วมือสั่นระริก
ตัวอักษรในนี้ไม่ได้เข้าหัวนางเลยสักนิด ในหัวของนางตอนนี้มีเพียงใบหน้าอันเย็นชาและเคร่งขรึมถึงที่สุดของเซี่ยอวิ๋นเท่านั้น
หลังจากสงบสติอารมณ์อยู่นาน นางก็กำสมุดบันทึกที่มีลายเส้นอันแข็งกร้าวเล่มนั้นไว้แน่น พลันตระหนักได้ว่าตนเองดูเหมือนจะค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่เข้าเสียแล้ว
...ที่แท้ เซี่ยอวิ๋นก็ชอบนาง
ทว่าเขาซ่อนมันไว้ลึกเหลือเกิน ก่อนหน้านี้นางดูไม่ออกเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
