บทที่ 5 ทางลัดสู่ตระกูลใหญ่ (3)
ซางเหยาใช้เพียงสองนิ้วคีบถ้วยขึ้นมาอย่างนึกรังเกียจนิดๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วถอยไปด้านข้างเงียบๆ วางถ้วยลงบนโต๊ะเบาๆ
คงไม่ได้หมายถึงนางหรอกมั้ง นางก็แค่มาส่งน้ำชาเองนะ
เมื่อวางเสร็จ นางก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อนัก จึงคิดจะหาทางจากไป ทว่าการจะเดินออกไปทื่อๆ ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก เซี่ยอวิ๋นดูเหมือนจะไม่มีเวลามาสนใจนาง นางจึงเงยหน้ามองไปทางจิ้งเลี่ยน ส่งสายตาถามเขาว่านางขอตัวไปก่อนได้หรือไม่
นึกไม่ถึงว่าจิ้งเลี่ยนเองก็กำลังมองนางอยู่พอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ให้จิ้งเลี่ยนยกยิ้มมุมปากให้นางด้วยสายตาที่เป็นมิตรอย่างยิ่ง
ในความทรงจำของซางเหยา จิ้งเลี่ยนควรจะเป็นคนเคร่งขรึมไม่ต่างจากเจ้านายของเขา เขามีใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางสุภาพทว่าแฝงด้วยความเฉียบคม มักจะจัดการทุกอย่างให้เซี่ยอวิ๋นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และดูจะไม่สนใจสิ่งอื่นใดนอกจากตระกูลเซี่ยเลย
เขาคงจะเป็นคนเย่อหยิ่งเหมือนเจ้านายของเขาแน่ๆ
ทว่าสิ่งที่ผิดคาดก็คือ จิ้งเลี่ยนกลับเป็นคนที่มีไมตรีจิตมาก
รวมถึงครั้งก่อนที่นางล้มพับลงในงานเลี้ยงวังหลวง หลังจากนั้นเมื่อนางบังเอิญพบเขา เขายังเข้ามาถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่านางได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ และยังส่งยาทาแก้ฟกช้ำให้นางมากมายแม้ว่านางจะพยายามปฏิเสธแล้วก็ตาม
เมื่อคิดดูแล้ว ซางเหยาก็พบว่าทุกครั้งที่นางพบกับเซี่ยอวิ๋น จิ้งเลี่ยนมักจะอยู่ข้างกายเสมอ เมื่อเทียบกับความเย็นชาและเย่อหยิ่งของเซี่ยอวิ๋นแล้ว จิ้งเลี่ยนดูจะเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมและรู้จักกาลเทศะมากกว่า ไม่เพียงแต่จะยิ้มทักทายนางเท่านั้น บางครั้งยังคอยเตือนนางด้วยความหวังดีอีกด้วย
นางจึงส่งยิ้มตอบกลับจิ้งเลี่ยนไป
หลังจากยิ้มให้ตามมารยาทแล้ว นางก็ฉวยโอกาสตอนที่เซี่ยอวิ๋นมองไม่เห็น ค่อยๆ ขยับฝีเท้าถอยห่างออกมาทีละนิด เพราะไม่อยากอยู่ใกล้เขามากนัก
ปฏิกิริยาของนางล้วนอยู่ในสายตาของจิ้งเลี่ยนทั้งสิ้น ยามที่เด็กสาวผู้นี้แย้มยิ้ม ข้างแก้มจะมีลักยิ้มจางๆ สองข้าง ดวงตาโค้งงอประดุจพระจันทร์เสี้ยว นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายสดใส ดูบริสุทธิ์และน่ารักยิ่งนัก ท่าทางการขยับหนีของนางก็ดูเซ่อซ่า ความคิดในใจล้วนเขียนไว้บนใบหน้าจนหมด
จิ้งเลี่ยนลอบถอนใจในอก ดูเอาเถิด ภายนอกทำเป็นหวาดกลัวท่านโหวน้อยของเขา ทว่าในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่อึดใจนี้ กลับลอบมองท่านโหวน้อยไปตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
จริงเชียว นางต้องชอบท่านโหวน้อยของเขาแน่ๆ
เขาคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ สตรีที่งดงามและน่ารักเช่นนี้ เหตุใดถึงได้มาหลงรักเจ้านายผู้ใจดำและเย็นชาของเขาได้นะ หลังจากรำพึงรำพันจบ จิ้งเลี่ยนก็เก็บสายตากลับมา วางมาดขรึมยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยอวิ๋นตามเดิม
ซางเหยายังคงไม่รู้ว่านางควรจะไปได้หรือยัง
การสนทนาระหว่างเซี่ยอวิ๋นกับขุนนางเฒ่าคนนั้นยังคงดำเนินต่อไป ซางเหยาเม้มปาก ในใจรู้สึกกระวนกระวายนัก
นางมักจะกังวลกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอยู่เสมอ อย่างเช่นในตอนนี้ ในแง่หนึ่งนางรู้สึกว่าตัวเองอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์ ควรจะแอบถอยออกไปเงียบๆ เหมือนตอนที่เข้ามา
แต่อีกแง่ก็นึกกังวลว่า หากเซี่ยอวิ๋นแอบสังเกตเห็นนางล่ะ หากเขากลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย แล้วนางเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าว เขาเกิดโมโหขึ้นมาจะทำอย่างไร
แน่นอนว่านางไม่ได้สนใจหรอกว่าเขาจะโมโหหรือไม่ เพียงแต่ท่านพ่อของนางดูจะอยากเกาะแข้งเกาะขาเซี่ยอวิ๋นเหลือเกิน นางจะทำให้เขาไม่ประทับใจท่านพ่อไม่ได้
หลังจากลังเลอยู่นาน ซางเหยาก็เอื้อมมือไปจับหูกาน้ำชา
ช่างเถิด ช่วยเขารินน้ำชาให้เสร็จก่อนแล้วกัน
นักโทษคนนั้นยกมือปิดหน้าแล้วเอ่ยว่า "จนถึงวันนี้ ข้าไม่มีสิ่งใดจะปิดบังท่านอีกแล้ว ตั้งแต่เข้าคุกมา ข้าก็รู้สึกสำนึกเสียใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุใดข้าถึงได้หลงเชื่อคำคนชั่วได้ ข้าสมควรตายจริงๆ ทว่าข้าหาได้มีใจคิดเป็นอื่นต่อท่านไม่!"
น้ำชาสีเขียวมรกตไหลรินลงมา ควันจางๆ ลอยกรุ่น กลิ่นหอมละมุนของใบชาโชยเข้าจมูก นางไม่ได้สนใจบทสนทนาระหว่างเซี่ยอวิ๋นกับนักโทษผู้นั้นเลย
"ตระกูลเซี่ยมีพระคุณต่อเสิ่นผู้นี้อย่างล้นเหลือ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีวันทำเรื่องทรยศหักหลังเช่นนั้นได้ หากท่านยังคงสงสัย วันนี้ข้าเสิ่นผู้นี้คงได้แต่ใช้ความตายเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ!"
เซี่ยอวิ๋นปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านต่อถ้อยคำที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตาของคนตรงหน้า เขาไม่ได้ตอบโต้ ความเงียบที่เกิดขึ้นนั้นเปรียบเสมือนโอกาสสุดท้ายที่เขาหยิบยื่นให้
ครู่ต่อมา เซี่ยอวิ๋นก็พิงหลังเข้ากับพนักเก้าอี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านทว่าแฝงความเย็นเยียบ "ใช้ความตายพิสูจน์ความจริงใจงั้นหรือ ท่านคิดว่าชีวิตของท่านมันมีค่ามากนักหรืออย่างไร"
"โอกาสสุดท้าย"
บุรุษผู้นั้นสั่นสะท้านไปทั้งตัว เส้นผมที่ยุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้า "ท่าน... ท่านอยากจะได้ยินอะไรกันแน่"
เซี่ยอวิ๋นความอดทนสิ้นสุดลง เขาเอ่ยเสียงต่ำ "ดูเหมือนท่านจะไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ"
พูดจบ เขาก็ยื่นมือออกไปทางด้านข้างอย่างช้าๆ
ซางเหยาเงยหน้าขึ้นมาพอดี เห็นเซี่ยอวิ๋นยื่นมือมาทางนาง นางชะงักไปครู่หนึ่ง... ทางนี้มีเพียงนางที่ยืนอยู่ เขายื่นมือมาหมายความว่าอย่างไร
การรู้จักสังเกตสีหน้าท่าทางเป็นเรื่องสำคัญเสมอ โดยเฉพาะกับพวกขุนนางผู้มีอำนาจล้นฟ้าเช่นนี้ ทว่ายังดีที่สมองของนางหมุนไว นางตัดสินใจยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาแล้วก้าวเข้าไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะส่งถ้วยน้ำชาที่นางเพิ่งรินเสร็จให้กับมือของเซี่ยอวิ๋น
"……"
มือของจิ้งเลี่ยนที่กำลังจะยื่นส่งของบางอย่างให้เจ้านายชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
เซี่ยอวิ๋นเองก็ดูจะอึ้งไปเช่นกัน เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรือตาขึ้นมองซางเหยา นัยน์ตาสีดำขลับนั้นมองไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร
เกิดอะไรขึ้น หรือว่านางจะเข้าใจอะไรผิดไป
ภายใต้สายตาคมกริบของเขา ซางเหยาก็เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง นางลอบกลืนน้ำลาย มือกำถ้วยน้ำชาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "น้ำ... น้ำชาของท่านเจ้าค่ะ"
น่ารำคาญนัก ยิ่งนานไปนางยิ่งเหมือนสาวใช้เข้าไปทุกที
บุรุษรูปงามจ้องมองใบหน้าของนาง น้ำเสียงเย็นเยียบเน้นหนักทีละคำ “ข้า-บอกว่า-ต้องการน้ำชา-ตั้งแต่เมื่อไหร่”
จบกัน นางเข้าใจผิดไปจริงๆ เสียด้วย
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามา นางก้มมองมือขาวซีดเรียวยาวของบุรุษหนุ่ม ประหม่าจนแทบหยุดหายใจ “ละ...แล้ว ท่านต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงของนางแผ่วลงเรื่อยๆ นุ่มนวลอย่างยิ่ง “ข้าจะไปหยิบมาให้เองเจ้าค่ะ”
