บทที่ 3 ทางลัดสู่ตระกูลใหญ่ (1)
ซางอิ้นคิดว่าตนเองพูดชัดเจนพอแล้ว แม้จะเป็นพ่อลูกกันแต่การจะพูดเรื่องการยั่วยวนให้โจ่งแจ้งเกินไปก็ดูจะเสื่อมเสียเกียรติปัญญาชนจนเกินไป เขาเชื่อว่าซางเหยาย่อมเข้าใจ
ซางเหยาได้ยินดังนั้นก็ดวงตาเบิกกว้าง มองซางอิ้นอย่างไม่เชื่อสายตา "...เจ้าคะ?"
ความจริงนางไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้นเลยแม้แต่น้อย คิดเพียงแค่ว่าให้ไปส่งน้ำชาจริงๆ ในใจยังนึกหวาดหวั่นว่าสิ่งที่กลัวมักจะมาถึงตัว นางไม่อยากไปส่งน้ำชาให้เซี่ยอวิ๋นเลยสักนิด ยิ่งไม่อยากเห็นหน้าเขาเข้าไปใหญ่ ท่านพ่อก็กระไร ที่นี่ก็มีเจ้าหน้าที่กรมอาญาตั้งมากมายเหตุใดต้องเจาะจงใช้นางด้วย
ซางอิ้นเห็นท่าทีไม่ยินยอมของซางเหยาก็คิดว่าเป็นไปตามคาด จึงปั้นหน้ายักษ์ดุว่า "แล้วเจ้าอยากจะทำอะไร! นี่ก็ไม่เอา นั่นก็ไม่เอา เจ้าคิดว่าตัวเองยังเด็กอยู่อย่างนั้นรึ!"
"ไม่ได้ให้เจ้าไปทำอะไรเสื่อมเสียสักหน่อย เจ้าไม่เข้าใจ ที่ข้าให้ทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเจ้าเองทั้งนั้น อีกอย่าง หากมองไปทั่วทั้งเมืองหลวง ยังมีตัวเลือกใดที่ดีไปกว่าเซี่ยอวิ๋นอีกหรือ"
ซางเหยาขมวดคิ้วงาม "นี่ท่านพ่อพูดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ"
ซางอิ้นโบกมือตัดบท "ตกลงตามนี้!"
ซางอิ้นเอ่ยอย่างเอาแต่ใจโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย
ประการแรก เป็นเพราะเรื่องการแต่งงานของซางเหยาไม่ราบรื่นนัก ในเมืองหลวงแห่งนี้ ตระกูลใหญ่รุ่งเรือง อำนาจสอดประสานกัน ไม่เคยมีใครมองแค่ตำแหน่งหน้าที่การงานเพียงอย่างเดียว หากดูอย่างเซี่ยอวิ๋น หากมองแค่ตำแหน่งปัจจุบัน ซางอิ้นไม่จำเป็นต้องพินอบพิเทาขนาดนี้ ทว่าในฐานะผู้สืบทอดตระกูลเซี่ยคนต่อไป นั่นกลับต่างออกไปราวฟ้ากับดิน
ดังนั้นแม้ตอนนี้เขาจะเป็นถึงขุนนางขั้นสี่ แต่หากไร้ตระกูลหนุนหลัง ต่อสู้เพียงลำพังก็เก่งได้แค่กับผู้น้อยเท่านั้น หากเจอผู้มีอำนาจจริงๆ ก็พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เขารู้ซึ้งถึงความสำคัญของอำนาจและฐานะ การแต่งงานออกไปให้กับคนที่มีฐานะต่ำกว่าจึงไม่ใช่เรื่องดี เขาจึงอยากให้ซางเหยาได้ขยับขึ้นไปในที่ที่สูง ทว่าการจะปีนขึ้นไปนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
ยุคสมัยนี้เน้นเรื่องฐานะที่คู่ควร ซางเหยาเองก็มีความสามารถพื้นๆ กิริยามารยาทก็ไม่ได้โดดเด่น ตระกูลใหญ่โตมักจะมองหาฮูหยินที่เรียบร้อยและสง่างาม ซึ่งซางเหยาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำเหล่านั้นเลย ยิ่งทำให้เรื่องยากขึ้นไปอีก ยามนี้เขามักจะได้ยินคนมาติดต่อขอแต่งซางเหยาไปเป็นฮูหยินคนใหม่หรือเมียน้อยของขุนนางเฒ่าเสียมากกว่า
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากมองที่ตระกูลเซี่ยซึ่งเป็นตระกูลชั้นสูง แม้ซางเหยาจะไม่อาจเอื้อมถึงตำแหน่งฮูหยินเอก แต่หากได้เป็นเมียบำเรอหรืออนุรอง ก็นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว
อีกทั้งตระกูลเซี่ยมีกฎระเบียบเคร่งครัด ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมสกปรก และเซี่ยอวิ๋นเองก็วางตัวดี รักนวลสงวนตัว (ในแบบบุรุษ) ได้ยินมาว่าจนถึงป่านนี้ยังไม่มีฮูหยินหรือสาวใช้ห้องข้าง จะได้ไม่ต้องห่วงว่าซางเหยาจะถูกใครรังแก
ประการที่สอง เป็นเพราะเขาไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวซางเหยามากนัก เพียงแค่วันนี้บังเอิญนางอยู่ที่นี่ เขาจึงอยากจะลองเสี่ยงโชคดูเท่านั้นเอง
เขารู้จักนิสัยบุตรสาวดี เด็กคนนี้พื้นฐานเป็นคนซื่อๆ ชอบคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย วันๆ เอาแต่เซ่อซ่าถูกใครรังแกยังไม่รู้ตัวเลย ทว่านางกลับชอบหลงคิดว่าตนเองเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ทั้งที่มีเล่ห์เหลี่ยมพันประการทว่ากลับเขียนไว้บนใบหน้าจนหมดสิ้น
คนเช่นนาง หากสามารถใช้รูปโฉมล่อลวงเซี่ยอวิ๋นได้จริงก็คงเห็นผีเข้าให้แล้ว
ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกที บางทีแมวตาบอดอาจจะชนเข้ากับหนูนอนตายก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าบางทีเซี่ยอวิ๋นที่เห็นพวกสตรีมากเล่ห์เพทุบายมาจนเบื่อหน่าย อาจจะมองว่าสตรีที่งดงามทว่าเซ่อซ่าเช่นซางเหยาน่ารักดี
ซางเหยาหาได้รู้ความคิดในใจของบิดาไม่
นางหวาดกลัวซางอิ้นมาแต่ไหนแต่ไร แรงกดดันจากผู้เป็นบิดาทำให้นางไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ จึงได้แต่ฮึดฮัด ขัดขืนด้วยการส่งเสียงกระเง้ากระงอดเบาๆ "ท่านพ่อ... ลูกไม่กล้าไปเจ้าค่ะ"
นางชี้ไปยังผู้ติดตามที่ยืนอยู่ข้างๆ "ให้เขาไปแทนเถอะเจ้าค่ะ ท่านก็เห็นว่าลูกไม่ใช่คนของกรมอาญา ทำเช่นนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสมเลย"
ซางอิ้นรู้สึกระเหี่ยใจจนต้องแค่นเสียง 'ชิ' ออกมาด้วยความโมโหที่บุตรสาวไม่ได้ดั่งใจ และทำท่าเหมือนจะระเบิดอารมณ์ออกมา
ครู่ต่อมา ซางเหยาก็ประคองถาดน้ำชาเดินไปตามระเบียงอันเงียบสงบ ใบหน้าเล็กๆ บูดบึ้งด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
นางเดินทอดน่องช้าๆ พลางตรึกตรองถึงเจตนาของบิดาในใจ ไม่นานนักนางก็ได้ข้อสรุปว่า... ท่านพ่อคงอยากจะประจบตระกูลเซี่ยจริงๆ การส่งเพียงผู้ติดตามไปส่งน้ำชานั้นอาจดูขาดความจริงใจ แต่หากเป็นถึงบุตรสาวของรองเสนาบดีกรมอาญาไปปรนนิบัติเองย่อมแสดงถึงความสำคัญที่บิดามีต่อเขา
นางเชื่อมั่นในข้อสันนิษฐานของตนเองอย่างยิ่ง
แต่ปัญหาก็คือ นางไม่ได้เป็นขุนนางเสียหน่อย โอกาสตีสนิทเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไรกับนางกัน อีกอย่าง เหตุใดท่านพ่อถึงสั่งห้ามไม่ให้เคาะประตูด้วยเล่า
ขณะที่กำลังเหม่อลอย ซางเหยาก็เดินมาถึงหน้าห้องพอดี ด้านในมีเสียงสนทนาดังออกมาแว่วๆ ฟังไม่ค่อยถนัดนัก ซางเหยายกมือขึ้นหมายจะเคาะประตูตามสัญชาตญาณ ทว่านึกถึงคำกำชับของบิดาได้จึงลดมือลง
นางสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆ
บานประตูไม้ค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับเสียง 'เอี๊ยด' ที่ดังบาดหูอย่างยิ่ง
ภาพภายในห้องปรากฏแก่สายตา…
ผู้ติดตามที่มีสีหน้าสงบนิ่งยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยอวิ๋น ซางเหยารู้จักเขาดี เขาชื่อ จิ้งเลี่ยน ติดตามเซี่ยอวิ๋นมาตั้งแต่เด็ก
เบื้องหน้ายังมีชายชราในชุดนักโทษที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมหมอบกราบอยู่บนพื้น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ บนศีรษะมีรอยเลือดติดอยู่ ส่วนเซี่ยอวิ๋นนั่งไขว่ห้างท่าทางสง่างาม ทว่าดูเฉยเมยต่อหน้าขุนนางที่กระทำผิดผู้นั้นนัก
การสนทนาของพวกเขาถูกขัดจังหวะลงทันควัน
เห็นได้ชัดว่าซางเหยามาผิดจังหวะเสียแล้ว พร้อมกับเสียงประตูที่เปิดออก สายตาทั้งสามคู่ต่างจ้องมองมาที่ซางเหยาเป็นตาเดียว
ดรุณีน้อยผู้สะคราญโฉม ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อจางๆ ผิวขาวเนียนละเอียด เอวบางคอดกิ่ว ท่วงท่าดูเย้ายวนทว่าแฝงความไร้เดียงสาเอาไว้อย่างพอดิบพอดี ในชั่วพริบตานั้น ทั้งสามคนพลันมีสีหน้าแตกต่างกันออกไป ราวกับเวลาถูกหยุดไว้เนิ่นนาน
ก่อนเริ่มการสนทนา เซี่ยอวิ๋นเคยเตือนซางอิ้นตามธรรมเนียมแล้วว่า หากไม่มีเรื่องสำคัญอย่าได้ให้ใครเข้ามาขัดจังหวะเด็ดขาด และไม่ต้องเตรียมสิ่งของใดๆ ทว่าตอนนี้ซางอิ้นกลับถือวิสาสะส่งคนเข้ามา มิหนำซ้ำยังเป็นสตรีที่ดูงดงามยั่วยวนโดยอ้างว่ามาส่งน้ำชา เจตนาของเขาจึงเด่นชัดจนไม่ต้องเอ่ยคำ
ทว่าซางเหยาหาได้รู้ไม่ว่าการปรากฏตัวของนางสื่อถึงสิ่งใด เมื่อถูกจ้องมองพร้อมกันเช่นนี้นางจึงรู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูก
นางเอ่ยปากอย่างตะกุกตะกัก "ทุก... ทุกท่าน..."
ขณะพูดนางเผลอเหลือบมองไปทางเซี่ยอวิ๋น เห็นบุรุษผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจอย่างยิ่งกับการถือวิสาสะบุกรุกของนาง
ซางเหยาเสียงสะดุดลงทันที
เซี่ยอวิ๋นไม่ได้ลุกขึ้น เขาปรายตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้ามีธุระอันใด"
