บทที่ 2 ล่อลวง (2)
เซี่ยอวิ๋นเป็นบุคคลที่มักถูกพูดถึงเสมอ เมื่อยืนอยู่ข้างเขา นางจึงพลอยเป็นจุดสนใจไปด้วย แต่นางเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาจับจ้อง ในขณะที่กำลังคิดจะแอบเปลี่ยนที่ยืน ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าใครมาชนนางเข้าจนเสียหลัก ล้มพุ่งตรงไปทางเซี่ยอวิ๋น
เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน แม้นางจะพยายามทรงตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจกู้สถานการณ์ได้ ทว่าไม่เป็นไร เพราะข้างกายนางยังมีเขาอยู่
ตามหลักการทั่วไป การช่วยเหลือผู้อื่นเพียงเล็กน้อยยามคับขัน หากเซี่ยอวิ๋นยังเป็นคนที่รู้ขนบธรรมเนียมอยู่บ้าง เขาย่อมต้องยื่นมือมาช่วยประคองนางไว้ ในยุคสมัยที่ขนบธรรมเนียมเริ่มเปิดกว้าง การประคองเพียงเล็กน้อยไม่ได้เสียหายอะไร และคงไม่มีใครเอาไปนินทาด้วย ในชั่วพริบตานั้น ความคิดในหัวนางตีกันไปหมด ทั้งก่นด่าตัวเองที่ยืนไม่อยู่ และทั้งรู้สึกผิดต่อเซี่ยอวิ๋นถึงขั้นคิดคำขอบคุณเขาเอาไว้ในใจแล้ว
ทว่าในวินาทีต่อมา นางกลับเห็นเซี่ยอวิ๋นปรายตามองนางนิ่งๆ จากนั้นก็เบี่ยงตัวหลบไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา
ใช่... เขาหลบนางที่กำลังซวนเซไปทางเขา ท่าทางดูไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ยิ่งนัก
และแล้วท่ามกลางสายตาฝูงชน ซางเหยาก็ล้มคะมำลงในแปลงดอกไม้ข้างๆ และถึงแม้ว่าฝนเพิ่งหยุดตก ดินจึงชุ่มน้ำและอ่อนนุ่ม ทำให้นางไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ทว่านางก็รู้ดีว่าชื่อเสียงของนางนั้นป่นปี้ไปหมดแล้ว สายตาที่ตกตะลึงหรือเยาะเย้ยของฝูงชนในตอนนั้น นางยังคงจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้
นางมั่นใจมากว่า ขอเพียงเซี่ยอวิ๋นยื่นมือมาคว้าอาภรณ์ของนางไว้เพียงนิด นางย่อมทรงตัวอยู่ได้ แต่เขากลับหลบไปอย่างไม่ทุกข์ร้อนใจ ท่ามกลางความโกลาหลนางเงยหน้าขึ้นอย่างอเนจอนาถ บุรุษร่างสูงโปร่งผู้นั้นมองลงมาที่นางจากที่สูง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ไร้ซึ่งการเยาะเย้ย และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น
ซางเหยายังแอบคาดเดาไปไกลว่า เขาอาจจะนึกรังเกียจคราบโคลนที่ติดตัวนางอยู่ด้วยซ้ำ
นับตั้งแต่นั้นมา นางก็กลายเป็นผู้ที่เกลียดชังเขาอยู่ฝ่ายเดียว
ยามใดที่บังเอิญพบหน้า นางมักจะปั้นหน้ายักษ์ใส่เสมอ และเมื่อต้องเดินสวนกัน นางก็จะแสร้งส่งเสียง 'หึ' ในลำคอเพื่อแสดงออกถึงความโกรธแค้น ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับดูเหมือนจะไม่เคยแยแสเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังดูเหมือนจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านางชื่ออะไร
ความรู้สึกเหมือนทุ่มหมัดลงบนปุยฝ้ายเช่นนี้ ยิ่งซางเหยาคิดก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองใจ
ขณะที่นางกำลังก่นด่าเซี่ยอวิ๋นอยู่ในใจ ซางอิ้นก็เดินเข้ามาในห้องเมื่อใดไม่ทราบ ใบหน้าของเขาบูดบึ้ง รอบกายคล้ายมีเมฆหมอกแห่งความหม่นหมองปกคลุมอยู่ คาดว่าคงจะไปได้รับความพ่ายแพ้มาจากทางเซี่ยอวิ๋นเป็นแน่
ซางเหยาเห็นเซี่ยอวิ๋นไม่ได้ตามมาด้วยก็ลอบดีใจในอก ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของซางอิ้น นางก็จำต้องเก็บงำความยินดีนั้นไว้ แล้วเอ่ยเรียกเสียงเบา "ท่านพ่อ..."
ตั้งแต่ซางอิ้นเริ่มมีอายุมากขึ้น ร่างกายของเขาก็ดูเจ้าเนื้อขึ้นตามลำดับ ทว่าใบหน้าของเขาไม่ได้ดูใจดีเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในยามที่อารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ยิ่งดูน่าเกรงขามจนน่าขนลุก
ซางอิ้นไม่ได้สนใจนาง เขาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตัว
ความเฉยเมยของเซี่ยอวิ๋นเขาเห็นกระจ่างแจ้ง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ตัวเขาอุตส่าห์ยอมลงแรงช่วยเหลืออีกฝ่าย ทว่าเวลานี้คนผู้นั้นกลับไม่ไว้หน้าเขาเลยแม้แต่นิด
เขาเคยได้ยินมานานแล้วว่าคนผู้นี้ภายนอกดูเป็นสุภาพบุรุษนุ่มนวล ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นคนไร้น้ำใจและเข้าถึงยาก วันนี้ได้เห็นกับตาจึงรู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ทว่าตระกูลเซี่ยคือตระกูลขุนนางชั้นสูงอันดับหนึ่ง เส้นทางขุนนางของตนไม่อาจหลีกเลี่ยงขุนเขาใหญ่ลูกนี้ได้ หากอยากจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เซี่ยอวิ๋นคือทางลัดที่ดีที่สุด
ในเรื่องราชการ เขาแทบไม่มีความเกี่ยวพันกับเซี่ยอวิ๋นเลย
หลังจากครั้งนี้ไป การจะหาโอกาสพบเขาตามลำพังคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ทว่ายังมีวิธีใดอีกที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับเส้นสายนี้ได้กันนะ
ซางเหยาเห็นซางอิ้นเงียบไป จึงสบโอกาสก้มหน้าเอ่ย "หากท่านพ่อไม่มีธุระอันใดแล้ว ลูกขอตัวลาเจ้าค่ะ"
ซางอิ้นที่กำลังหงุดหงิดได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวของตน
ภาพที่ปรากฏในสายตาคือดรุณีน้อยที่มีใบหน้าหมดจดงดงาม เพิ่งจะผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาไม่นาน ประดุจบุปผาที่เบ่งบานอย่างงดงามโดดเด่นในเมืองหลวง
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน
ซางเหยารู้สึกได้ว่าซางอิ้นกำลังพิจารณานางอยู่ จึงเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ผ่านไปครู่หนึ่ง ซางอิ้นจึงเอ่ยขึ้น "จะรีบกลับไปทำไม"
ซางเหยาเลือกคำตอบที่คิดว่าบิดาน่าจะพอใจ "กลับไปอ่านตำราเจ้าค่ะ"
ให้ซางอิ้นแค่นเสียง "อ่านตำราจะมีประโยชน์อันใด มิสู้ไปตรึกตรองเรื่องที่มีประโยชน์จริงๆ จะดีกว่า"
ซางเหยาไม่ค่อยเข้าใจนัก ก็ไหนท่านเคยบอกว่าในตำรามีบ้านทองคำซ่อนอยู่มิใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงกลับกลืนคำพูดเสียได้
ซางอิ้นถอนหายใจยาว จ้องมองซางเหยาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เหยาเหยา เจ้าก็โตแล้ว ควรจะรู้จักฉลาดหลักแหลมขึ้นบ้าง อย่าให้พ่อต้องคอยเป็นห่วงอยู่เรื่อย"
ซางเหยาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ บิดาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่นางก็ยังพยายามแย้งเพื่อกู้หน้าให้ตนเอง "...แต่ลูกก็ฉลาดมากแล้วนะเจ้าคะ"
ซางอิ้นทำเป็นไม่ได้ยินคำนั้น เขาเอ่ยอย่างเป็นงานเป็นการ "โอกาสเจ้าต้องคว้าเอาเอง เซี่ยอวิ๋นอยู่ที่ห้องพักห้องที่สี่ทางซ้ายมือ เจ้าจงยกน้ำชาไปให้เขาเสีย"
เขาเคยได้ยินมาว่าเซี่ยอวิ๋นไม่ใกล้ชิดสตรี ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทว่าไม่เป็นไร จะสำเร็จหรือไม่ วันนี้ก็ลองไปหยั่งเชิงดูก่อน แม้การกระทำเช่นนี้จะดูต่ำช้าไปบ้าง แต่ทุกคนต่างก็เป็นผู้ดีที่รู้กันอยู่ในที แค่เข้าใจตรงกันก็พอ
เขามองไปที่ประตูห้องและเกรงว่าซางเหยาจะไม่เข้าใจ จึงเอ่ยย้ำเป็นนัยว่า "เข้าไปแล้วก็ปรนนิบัติให้ดี ไม่จำเป็นต้องเคาะประตู เข้าใจหรือไม่?"
