ตอนที่ 2: หน้ากากที่ถูกถอดวาง
ตอนที่ 2: หน้ากากที่ถูกถอดวาง
ทันทีที่ประตูลิฟต์ผู้บริหารปิดลง ร่างระหงที่เคยยืนหลังตรงสง่าผ่าเผยก็ทรุดฮวบลงพิงผนังลิฟต์อย่างหมดแรง รินดาหอบหายใจหนักหน่วงเหมือนคนที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ ขาเรียวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าจากงาน... แต่เป็นเพราะสัมผัสหยาบโลนของปีศาจร้ายที่ยังคงติดตรึงอยู่ทั่วร่างกาย
‘เกลียด... ฉันเกลียดเขา’
เธอพึมพำคำเดิมซ้ำๆ ในใจ ขณะมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาของลิฟต์ หญิงสาวในชุดสูทสีเทาเชยๆ แว่นตาหนาเตอะ และผมที่มวยไว้อย่างตึงเปรี๊ยะ นี่คือ ‘คุณเลขาหน้าห้อง’ ที่ทุกคนรู้จัก แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ป้าเฉิ่มนี้ ซ่อนเรือนร่างที่ถูกตีตราจองและย่ำยีจนช้ำชอกขนาดไหน
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์จอดที่ชั้นจอดรถใต้ดิน รินดารีบพยุงร่างตัวเองเดินตรงไปยังรถญี่ปุ่นคันเล็กของเธอ ทันทีที่เข้าไปนั่งในรถและล็อกประตู ความรู้สึกปลอดภัยเพียงเล็กน้อยก็กลับคืนมา
มือบางเอื้อมไปดึงปิ่นปักผมออก ปล่อยให้เรือนผมสีน้ำตาลเข้มสยายลงมาคลอเคลียแผ่นหลัง จากนั้นก็ถอดแว่นสายตาอันหนาเตอะโยนไปที่เบาะข้างๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่ฉายแววโศกซึ้ง เธอหยิบกระเป๋าเครื่องสำอางออกมา เติมลิปสติกสีแดงสดทับริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการกระทำอันป่าเถื่อนของคิน เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยแห่งความอัปยศ
รินดาในตอนนี้... ไม่ใช่เลขาเฉิ่มเชยคนเดิมอีกต่อไป แต่คือหญิงสาวสวยสะพรั่งวัย 25 ปี ที่กำลังดิ้นรนเพื่ออิสรภาพ
...
ณ ภัตตาคารอาหารอิตาเลียนหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“ริน! ทางนี้ครับ”
เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นดังขึ้น รินดาหันไปยิ้มให้เจ้าของเสียง ‘หมอธันวา’ ชายหนุ่มในชุดลำลองสุภาพ ใบหน้าหล่อเหลาแบบใจดีและรอยยิ้มที่สว่างไสวราวกับพระอาทิตย์ยามเช้า... ช่างแตกต่างกับความมืดมิดของคินราวฟ้ากับเหว
“รอนานไหมคะธัน?” รินดานั่งลงตรงข้ามเขา ปรับสีหน้าให้สดใสที่สุด
“ไม่เลยครับ เพื่อริน ผมรอได้ทั้งชีวิต” ธันวาหยอดคำหวานพร้อมรอยยิ้มเขินๆ ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่าง “เอ๊ะ... ทำไมปากรินดูบวมๆ แพ้อาหารหรือเปล่าครับ?”
รินดาชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจหล่นวูบ รีบยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ “อ๋อ... สงสัยรินจะเผลอกัดปากตัวเองตอนเครียดเรื่องงานน่ะค่ะ วันนี้ประชุมหนักมาก”
เธอโกหก... โกหกคำโตทั้งที่ในใจเจ็บปวด
ธันวาเอื้อมมือข้ามโต๊ะมากุมมือเธอไว้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย “รินครับ... ผมรู้ว่างานเลขาฯ ท่านประธานมันหนักและกดดัน แต่รินไม่ต้องทนตลอดไปนะ ผมคุยกับคุณแม่แล้ว ท่านอยากให้เราแต่งงานกันปีหน้า... แล้วรินก็ลาออกมาช่วยงานคลินิกผม หรือจะอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ ผมเลี้ยงรินได้สบายอยู่แล้ว”
คำว่า ‘แต่งงาน’ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ รินดาบีบมือเขาตอบด้วยความซาบซึ้ง นี่คือทางออกเดียวของเธอ หมอธันวาคือตั๋วเที่ยวเดียวที่จะพาเธอหนีจากนรกขุมนี้
“ขอบคุณนะธัน... รินสัญญาค่ะ รินจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
“จริงเหรอครับ!” ธันวาตาเป็นประกาย “งั้นคืนนี้เราฉลองกันหน่อยไหม ผมสั่งไวน์ตัวโปรดของรินไว้...”
ครืด... ครืด...
เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายดังขัดจังหวะ รินดาสะดุ้งเฮือก หน้าซีดเผือดทันทีเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
‘BOSS’
เธอไม่ได้รับสาย แต่เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังตามมาติดๆ มือไม้ของเธอสั่นเทาขณะกดเปิดอ่าน
BOSS: [แนบรูปถ่าย] BOSS: "ชุดเดรสสีแดงเปลือยหลัง... สวยดีนะ เหมาะกับการถูกกระชากให้ขาดคามือ"
รินดาเบิกตากว้าง หันขวับมองไปรอบร้านอย่างตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิด ในรูปนั้น... คือแผ่นหลังของเธอที่กำลังนั่งคุยกับธันวาอยู่ เดี๋ยวนี้!
“ริน... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? หน้าซีดมากเลย” ธันวาถามด้วยความตกใจ
รินดาไม่ตอบ สายตาของเธอกวาดไปเจอเข้ากับร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทที่คุ้นตา ยืนอยู่ที่ชั้นลอยของร้านอาหาร ในมือถือแก้วไวน์แดง แกว่งเบาๆ ... คินกำลังมองลงมาที่เธอ
ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาเหมือนเหยี่ยวที่เล็งกระต่ายน้อย ริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้มเย็นชา ก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบช้าๆ ราวกับจะบอกว่า...
‘ไม่ว่าเธอจะหนีไปที่ไหน... เธอก็ไม่มีวันหนีเงาของฉันพ้น’
ติ๊ง! ข้อความที่สองเด้งขึ้นมา
BOSS: "นับหนึ่งถึงสาม... ถ้ายังไม่ลุกเดินขึ้นมาหาฉันที่ห้องวีไอพี หมอหน้าโง่นั่นจะได้รู้ความจริงทั้งหมด เดี๋ยวนี้!"
รินดากำโทรศัพท์แน่นจนเจ็บ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า เธอมองหน้าธันวาผู้แสนดี แล้วมองกลับไปที่ปีศาจร้ายชั้นบน... คืนแห่งความสุขจบลงแล้ว นรกกำลังเปิดประตูต้อนรับเธออีกครั้ง
