4
พงศ์นรินทร์มองแฟ้มซึ่งสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลซึ่งวางอยู่บนโต๊ะอย่างสนใจ เขาสะดุดตายิ่งนักกับชื่อ ‘อัคนี ฟลาวเดอร์’ เพราะชื่อเหมือนกับคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ให้รอดพ้นจากการถูกรถชนเมื่อหลายวันก่อน ประธานบริษัทฯด้านอสังหาริมทรัพย์พลิกดูรูปถ่ายสมัครงานของเขา และก็พบว่าใช่คนเดียวกันกับที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ นี่คงเป็นโอกาสดีแล้วสินะที่เขาจะตอบแทนบุญคุณชายหนุ่มคนนี้ ชายวัยห้าสิบกว่ากดอินเตอร์คอมเรียกเลขาฯวัยกลางคนหน้าห้องให้เข้ามาพบ
“คุณเจนจิราเข้ามาพบผมหน่อย”
เพียงไม่กี่อึดใจเลขาฯที่ทำงานกับเขามานานร่วมสิบปีก็เข้ามาปรากฏกายหน้าโต๊ะทำงานของเขา ด้วยท่าทีนอบน้อม
“คุณพงศ์นรินทร์มีอะไรให้เจนรับใช้หรือคะ?”
“ช่วยโทร.หาคนที่ชื่ออัคนี ฟลาวเดอร์ที่มาสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้ผมหน่อย ผมจะสัมภาษณ์เขาเอง เอาเป็นวันนี้ตอนบ่ายแล้วกันนะ”
เจนจิรารับคำก่อนถือแฟ้มสมัครงานของอัคนีออกไปนอกห้อง เพื่อไปจัดการตามคำสั่งของประธานบริษัทฯ ทันที โดยไม่ต้องรอให้เขาบอกซ้ำ
ในตอนบ่ายของวันนั้น อัคนีก็ได้เข้ามาพบประธานบริษัทไดมอนกรุ๊ปอีสเทท บริษัทฯที่เขาหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะต้องเข้ามาทำงานให้ได้ และโชคดียิ่งนักที่เขาได้สัมภาษณ์งานกับเจ้าของบริษัทฯเลยทีเดียว ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนเก้ากำมะหยี่ตรงข้ามกับเจ้าของบริษัทฯซึ่งนั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะทำงานตัวใหญ่
“คุณอัคนี...ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าโลกจะกลมขนาดนี้ คุณมาสมัครงานในบริษัทฯของผม ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงอยากจะทำงานกับบริษัทฯของผมล่ะครับ?”
“เพราะบริษัทฯนี้เป็นบริษัทฯที่มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าหากผมได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบริษัทฯคงดีไม่น้อย”
ชายหนุ่มตอบ ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ทำให้ผู้ฟังพึงพอใจเป็นอย่างมาก รู้สึกปลื้มกับความฉลาดที่มีมากพอๆ กับหน้าตาของเขา
“เท่าที่ดู ประวัติการศึกษาของคุณนั้นดีมากๆ และก็มีบริษัทฯหลายต่อหลายบริษัทฯในอเมริกาที่ต้องการตัวคุณไปทำงานด้วยทั้งนั้น ทำไมคุณถึงเลือกที่จะมาทำงานที่เมืองไทยล่ะครับ?”
ประธานบริษัทฯยังคงถามต่อไป วูบหนึ่งชายสูงวัยสังเกตเห็นเงาหม่นปรากฏขึ้นบนนัยน์ตาสีสวยแปลกของเขา แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่ก่อนเจ้าตัวจะกำจัดมันให้หายไปอย่างรวดเร็ว
“ที่นี่เป็นบ้านเกิดของผมครับ ความจริงแล้วคุณพ่อของผมเป็นคนไทย แต่ผมไปเรียนต่อที่อเมริกาตั้งแต่ปฐม และผมคิดว่าผมควรจะกลับมาบ้านเกิดของผมได้แล้ว กลับมาในที่ที่เป็นของผม”
ชายที่สูงวัยกว่าพยักหน้ารับรู้กับสิ่งที่ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังอย่างคร่าวๆ ก่อนนิ่งเงียบไปสักครู่หนึ่ง และจึงตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“คุณอัคนี...ผมเสียใจจริงๆ ที่จะบอกคุณว่าผมคงรับคุณเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลไม่ได้”
“ทำไมล่ะครับ?” อัคนีถามกลับด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลไม่แพ้สีหน้า
“หรือว่าผมไม่มีความสามารถพอ?”
“ใจเย็นๆ คุณอัคนี ที่ผมพูด หมายถึง ความสามารถของคุณมันเกินกว่าจะทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ดังนั้น ผมจะให้คุณทำงานเป็นเลขาฯส่วนตัวของผมก่อน สักสามเดือน ก่อนที่จะให้ย้ายไปทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้บริหารฯแทนคุณนริศที่กำลังจะเกษียณ”
พงศ์นรินทร์ตอบตัวเองไม่ได้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดที่จะมอบตำแหน่งที่สูงให้แก่อัคนี ทั้งๆ ที่แค่เหตุผลว่าเขามากไปด้วยความรู้ความสามารถนั้นมันอาจจะไม่พอด้วยซ้ำกับการที่จะได้ดำรงตำแหน่งหนึ่งในกรรมการผู้บริหารฯ แต่อาจเป็นเพราะพงศ์นรินทร์รู้สึกถูกชะตาและไว้ใจชายหนุ่มคนนี้อย่างประหลาดล่ะมั้ง รู้สึกเวทนาเหมือนสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายมากมายมาก่อนในชีวิต นั่นทำให้ชายสูงวัยรู้สึกอยากปกป้องเขายิ่งนัก และอีกเหตุผลคือ เขาคนนี้เป็นช่วยชีวิตของเขาทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“ท่านประธานฯว่าไงนะครับ?” อัคนีถามกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเพราะแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ยิ่งนัก ไม่คาดฝันมาก่อนว่าจะได้รับตำแหน่งที่สูงเช่นนี้ในบริษัทฯของเขา
“คุณได้ยินไม่ผิดหรอก ผมจะให้คุณทำงานในตำแหน่งเลขาฯของผม จนกว่าคุณนริศจะเกษียณ แล้วผมจะให้คุณรับตำแหน่งรองประธานฯแทนเขา”
“ขอบคุณครับท่านประธานฯ ขอบคุณมากจริงๆ ท่านประธานฯเมตตาผมจริงๆ เลยครับ”
“ไม่เป็นไร อย่าลืมสิว่าคุณเองก็ช่วยชีวิตผมไว้เหมือนกัน” ท่านประธานบริษัทฯกล่าว ก่อนขยับตัวเล็กน้อยเพื่อที่จะกล่าวต่อไป
“เอาเป็นว่าผมขอเลี้ยงข้าวคุณเป็นการฉลองที่คุณได้เข้ามาทำงานในบริษัทฯผม และเป็นการเลี้ยงขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตผมไว้เมื่อคราวก่อนก็แล้วกันนะครับ”
“ด้วยความยินดีครับ”
ชายหนุ่มตอบก่อนที่ร่างของประธานบริษัทฯจะลุกขึ้นหยิบเสื้อสูทมาคลุมทับ และเดินออกจากห้องทำงานมุ่งตรงไปยังห้องอาหารระดับห้าดาวในโรงแรมในเครือของบริษัทฯพร้อมกันกับเลขาฯคนใหม่
