บท
ตั้งค่า

5

ทั้งคู่ร่วมกันรับประทานอย่างออกรสออกชาติ เพราะอัคนีเป็นคนคุยเก่งและมีความรู้ความสามารถและมีหลักการคิดที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัวทำให้พงศ์นรินทร์รู้สึกถูกคอและเอ็นดูเขายิ่งนัก การรับประทานอาหารกลางวันในวันนั้นจึงเป็นการขยับระดับความสัมพันธ์และความรู้สึกรักรวมทั้งผูกพันกับชายหนุ่มให้มากขึ้นโดยที่พงศ์นรินทร์เองไม่รู้ตัว จนกระทั่งอาหารมื้อนั้นจบลงด้วยความอิ่มทั้งท้องและอิ่มเอมใจ

ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันออกมาจากโรงแรมแห่งนั้นโดยหารู้ไม่ว่ามีใครบางคนกำลังซุ่มมองอยู่ และพร้อมนักที่จะเหนี่ยวไกปืนที่เล็งปากกระบอกมายังชายที่สูงวัยกว่า หากแต่สายตาของอัคนียังคงใช้การได้ดีอยู่เสมอ ชายหนุ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอยู่แถวๆ หางตา และนั่นทำให้เขาต้องหันขวับไปมองให้ชัดๆ และก็พบว่ามีบุรุษปริศนาที่พลางกายในชุดสีดำสนิท สวมแว่นตากันแดดเพื่อนปกปิดหน้าตากำลังเล็งปืนตรงมายังพงศ์นรินทร์

อัคนีสังเกตเห็นมือคนร้ายกำลังจะเหนี่ยวไก และนั่นทำให้เขาต้องเคลื่อนกายมาบังชายสูงวัยที่ตัวเล็กกว่าเขาเล็กน้อย ส่งผลให้ร่างกำยำของเขาเป็นเกราะรองรับกระสุนปืนแทนพงศ์นรินทร์ ชายสูงวัยกำลังงุนงงว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงเลื่อนกายเข้ามาบังเขาไว้เช่นนี้ แล้วร่างสูงที่ทรุดลงกับพื้น ในขณะที่เลือดไหลซึมออกมาจากแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้น เป็นตัวช่วยตอบคำถามของพงศ์นรินทร์ได้อย่างชัดเจนว่า อัคนีได้เอาตัวบังกระสุนแทนเขา พงศ์นรินทร์รีบทรุดกายลงประคองร่างของชายหนุ่มไว้ ก่อนเรียกหาคนขับรถให้เคลื่อนรถมารับอัคนีไปส่งโรงพยาบาล

อัคนีถูกพาตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันทีที่มาถึงโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย และเป็นโรงพยาบาลที่พงศ์นรินทร์มักจะมาใช้บริการที่นี่หากเจ็บป่วย เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววที่อัคนีจะถูกพาตัวออกมาจากห้องฉุกเฉินไม่ พงศ์นรินทร์เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ กลัวเหลือเกิน...กลัวว่าคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างอัคนีจะต้องมารับเคราะห์กรรมแทนเขาจนกระทั่งถึงชีวิต หากเป็นเช่นนั้นเขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองเป็นแน่ ชายสูงวัยมั่นใจเหลือเกินว่าคนร้ายที่คิดจะทำร้ายเขาต้องเป็นคนที่คู่แข่งทางธุรกิจจ้างมาเป็นแน่

พงศ์นรินทร์รู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของชายหนุ่มที่หมอและพยาบาลกำลังช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่ในห้องฉุกเฉินนี้ ทั้งๆ ที่เขากับอัคนีไม่เคยรู้จักเขามาก่อนด้วยซ้ำ แต่ชายหนุ่มก็ยังยอมที่จะเสี่ยงชีวิตช่วยเขาไว้ถึงสองครั้งสองครา แม้ในความจริงแล้วจะไม่มีความจำเป็นเลยด้วยซ้ำที่อัคนีจะทำเช่นนั้น หากมีสิ่งใดที่พงศ์นรินทร์ทำเพื่อตอบแทนชายหนุ่มผู้มีบุญคุณต่อเขาได้ เขายินดีที่จะทำอย่างไม่ลังเลเลย

เสียงประตูห้องฉุกเฉินเปิดขึ้นทำให้พงศ์นรินทร์หลุดออกมาจากภวังค์แห่งความเป็นกังวล ก่อนที่ร่างสมส่วนของชายวัยห้าสิบจะพุ่งพรวดไปยังร่างท้วมๆ ของบุรุษที่มีอาชีพเป็นแพทย์และตอนนี้ก็เป็นแพทย์เจ้าของไข้ของอัคนีนั่นเอง

“เป็นไงบ้างครับคุณหมอ หลานของผมเป็นยังไงบ้างครับ?”

พงศ์นรินทร์สนิทใจเหลือเกินที่จะเรียกอัคนีว่าเป็นหลาน หลานที่เขารักและเมตตา ความจริงแล้วเขาอยากจะเรียกชายหนุ่มว่าลูกเสียด้วยซ้ำ

“ปลอดภัยแล้วล่ะครับ โชคดีที่กระสุนไม่ถูกจุดสำคัญ เดี๋ยวผมจะย้ายคนไข้ออกไปอยู่ห้องพักฟื้น และคงต้องให้พักดูอาการก่อน หมอขอตัวก่อนนะครับ”

กล่าวจบผู้ที่ทำหน้าที่รักษาคนไข้ก็เดินจากไป พงศ์นรินทร์ทรุดนั่งบนม้านั่งหน้าห้องฉุกเฉินด้วยความโล่งอก ขอบคุณสวรรค์ที่ยังให้โอกาสเขาได้ตอบแทนชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเขาไว้ถึงสองครั้งโดยไม่เคยคำนึงถึงชีวิตตัวเอง

พงศ์นรินทร์โผล่เข้ามาในห้องพักของอัคนีในตอนเย็นของอีกวัน หลังจากที่เขากลับไปสะสางงานที่บริษัทฯเป็นที่เรียบร้อย และพบว่าชายหนุ่มกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ในขณะที่แขนข้างซ้ายต้องใช้ที่ช่วยพยุงแขนเอาไว้เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนแผล

“อ้าว! ตื่นแล้วเหรอ?”

“ครับ ผมขอขอบคุณท่านประธานฯมากเลยนะครับที่พาผมมาส่งโรงพยาบาล”

พงศ์นรินทร์ทำหน้าตาคล้ายไม่เห็นด้วยกับคำพูดของคนป่วยที่นั่งหน้าตาไร้สีเลือดอยู่บนเตียงของคนไข้ ก็จะให้เห็นด้วยได้อย่างไรล่ะ? ในเมื่อชายสูงวัยต่างหากที่ต้องเป็นคนขอบคุณชายหนุ่ม

“ขอบคง ขอบคุณอะไรกันล่ะ? ในเมื่อผมต่างหากที่ต้องเป็นคนขอบคุณคุณ เพราะคุณช่วยชีวิตผมไว้ถึงสองครั้งโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตัวเองเลย แล้วอีกอย่างนะ คุณเลิกเรียกผมว่าท่านประธานฯได้แล้ว ต่อไปนี้เรียกผมว่าลุงเถอะ บอกตามตรงนะ ลุงเอ็นดูและรู้สึกถูกชะตากับหลานมาก ว่าแต่หลานชื่อเล่นว่าอะไรล่ะ? เพราะเรียกชื่อจริงอย่างนี้มันฟังห่างเหินอย่างไรชอบกล”

ชายสูงวัยกล่าวพลางขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เตียงนอนของคนไข้

“ผมมีชื่อเล่นว่าเพลิงครับ”

“เพลิง...” ชายสูงวัยครวญชื่อนี้อยู่ในอก รู้สึกราวกับว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

“แล้วเพลิงพักอยู่ที่ไหนล่ะ? เห็นเพลิงเคยบอกว่าพ่อของเพลิงเป็นคนไทย เพลิงคงมีบ้านอยู่ที่เมืองไทยสินะ?”

เป็นอีกครั้งแล้วที่พงศ์นรินทร์สังเกตเห็นรอยหม่นในแววตาสีน้ำตาลทองนี้ แต่ดูเหมือนคราวนี้เจ้าของนัยน์ตาสีสวยนั้นไม่คิดจะกำจัดมันออกไปเหมือนครั้งแรก

“ความจริงแล้ว...พ่อแม่และพี่สาวคนเดียวของผมเสียตั้งแต่ผมอายุสิบหกครับ ทำให้ผมต้องย้ายไปอยู่ที่อังกฤษกับป้าเป็นการถาวร ส่วนบ้านที่เมืองไทยผมก็ขายไปตั้งแต่ตอนนั้น”

น้ำเสียงและแววตาที่หม่นเศร้าของเขาบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขาเจ็บปวดมากเพียงใดกับการที่ต้องสูญเสียบุคคลในครอบครัวไปหมดเช่นนี้

“แล้วตอนนี้เพลิงพักอยู่ที่ไหนล่ะ?”

“ผมขอพักกับที่คอนโดฯของเพื่อนน่ะครับ แต่ตอนนี้เพื่อนของผมเขาต้องการขายคอนโดฯพอดี ผมก็เลยกำลังมองหาที่อยู่ใหม่ อาจจะเก็บเงินซื้อคอนโดฯต่อจากเพื่อน”

“ไม่ต้องหรอก เพลิงไม่ต้องไปซื้อคอนโดฯต่อจากเพื่อนหรือไปหาที่อยู่ใหม่หรอก เอาเป็นว่าเพลิงย้ายไปอยู่ที่บ้านกับลุงเลยดีกว่า”

คราวนี้เป็นอัคนีบ้างที่ทำหน้าตาคล้ายกับไม่เห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย เพราะบอกตามตรงว่าชายหนุ่มกับพงศ์นรินทร์เพิ่งเคยเจอกันไม่กี่ครั้งเช่นนี้ เหตุใดชายสูงวัยผู้นี้ถึงไว้ใจให้เขาเข้าไปอยู่ในบ้านแถมยังจะให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานฯอีกต่างหาก

“ผมว่าไม่ดีมั้งครับ”

“ไม่ดีอะไรล่ะ? แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับการที่เพลิงช่วยชีวิตลุงไว้ถึงสองครั้งสองคราจนต้องมาเจ็บตัวแทนลุงอย่างนี้ ถ้าไม่มีเพลิง...ป่านนี้ลุงคงเหลือแต่ชื่อไปแล้ว”

แต่ถึงกระนั้นหน้าตาหล่อเหลาของอัคนีก็ยังคงไม่คลายความกังวล ถึงอย่างไรเขาก็ว่าไม่เหมาะที่อยู่ๆ เขาจะเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านของพงศ์นรินทร์

“ผมเกรงใจครอบครัวของคุณลุงน่ะครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ครอบครัวของลุงก็มีเพียงลูกสาวของลุงคนเดียวเท่านั้นล่ะ ภรรยาของลุงเขาเสียชีวิตไปนานแล้วล่ะ แล้วอีกอย่างหนูน้ำค้างลูกสาวของลุงก็เป็นคนเข้าใจอะไรง่าย ถ้าอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นให้แกเข้าใจ แกก็ไม่ว่าอะไรหรอก”

อัคนีจมอยู่กับความคิดของตนเองอยู่ชั่วอึดใจ เพื่อพิจารณาข้อเสนอที่พงศ์นรินทร์กล่าวถึงเมื่อครู่ แล้วเขาก็ได้คำตอบ

“ถ้าอย่างนั้น...ผมฝากตัวด้วยแล้วกันนะครับ”

“ได้สิ เอาเป็นว่าอีกสามวันลุงจะมารับเพลิงไปที่บ้านของลุงแล้วกันนะ วันนี้ลุงต้องขอตัวก่อน แล้วจะจ้างพยาบาลพิเศษมาคอยดูแลแล้วกัน”

กล่าวจบชายสูงวัยผู้เป็นติดชีวิตของอัคนีก็เดินออกจากห้องพักพิเศษของผู้ป่วยไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังไปด้วยแววตาบางอย่าง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel