
บทย่อ
อัคนี เข้ามาอยู่ในบ้านของพรรษชลได้ในฐานะผู้ช่วยชีวิตพ่อของเธอ และหญิงสาวไม่เคยไว้ใจเขาเลย เธอรู้สึกว่าเขาก็เป็นเหมือนเพลิงที่ค่อยๆ คุกรุ่นขึ้นรอวันเผาผลาญทุกคนในครอบครัวของเธอให้มอดไหม้ แต่จะทำอย่างไรล่ะ? ในเมื่อพ่อของเธอไม่เคยเชื่อคำเตือนของลูกสาวเลยสักครั้ง **************** “ฉันขอร้องนะคุณอัคนี คุณปล่อยพ่อฉันเถอะนะคะ อย่าทำร้ายท่านเลย คุณต้องการอะไรบอกฉันมาสิคะ ฉันพร้อมจะให้คุณทุกอย่าง ฉันพอจะมีที่ดินเหลืออยู่บ้าง ถ้าคุณต้องการ...ฉันพร้อมจะโอนให้ ขอแค่คุณอย่าทำร้ายพ่อฉันนะคะ” “ฉันนึกออกว่ามีอยู่อย่างหนึ่งที่เธอพอจะใช้ต่อรองขอชีวิตพ่อของเธอได้ สิ่งนั้นก็คือตัวเธอไงล่ะ” “ก็ได้ ฉันยินดีแลกตัวเองกับชีวิตของพ่อ”
1
เอี๊ยด... โครม!!!!!
เสียงห้ามล้อดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ตามมาด้วยเสียงคล้ายกับรถยนต์ชนเข้ากับอะไรบางอย่างอาจจะเป็นตู้โทรศัพท์หรือเสาของป้ายบอกทางก่อนที่รถยนต์คันนั้นจะขับหนีไปไกล เหลือไว้เพียงร่างของบุรุษต่างวัยทั้งสองที่นั่งกองอยู่ที่พื้นถนน
พงศ์นรินทร์ชายวัยห้าสิบกว่าๆ ยังคงงุนงงและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ไม่คลาย เขาเพิ่งเดินออกจากร้านอาหารซึ่งเป็นสถานที่นัดพบกับลูกค้าในเที่ยงของวันนี้ และในขณะที่เดินออกมาและกำลังจะข้ามถนนไปยังอีกฟากเพื่อแวะซื้อของบางอย่าง รถยนต์ปริศนาคันนั้นก็วิ่งตรงมายังเขาด้วยความเร็วสูงราวกับตั้งใจ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พันล้านตกใจนิ่งงันราวกับถูกสาป และเขาคงจะสิ้นชื่อไปจริงๆ หากว่าไม่ได้ชายหนุ่มที่กำลังพยุงเขาลุกขึ้นยืนอยู่ตอนนี้ไม่เข้ามาช่วยเขาได้ทันท่วงที
“ขอบคุณมากนะที่ช่วยผมไว้ เอ่อ...คุณ...”
ชายวัยห้าสิบกว่าๆ กล่าวขึ้นหลังจากตั้งหลักยืนได้มั่นคงแล้ว ชายหนุ่มยิ้มให้ก่อนและยังไม่ได้ตอบ หากแต่หน้าตาที่คล้ายชาวตะวันตกผิดแต่ที่ผิวสีแทนเหมือนชาวเอเชียไม่ได้ขาวซีดเหมือนฝรั่งแท้ๆ เป็นสิ่งยืนยันว่าผู้ชายตรงหน้าคงมีสายเลือดเอเชียและตะวันตกอยู่อย่างละครึ่ง นั่นทำให้พงศ์นรินทร์เอะใจ หรือว่า...ที่ผู้ช่วยชีวิตของเขาไม่ตอบนี้ อาจเป็นเพราะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องกันแน่? ชายสูงวัยจึงกล่าวถามขื่อเขาเป็นภาษาอังกฤษขึ้นหวังว่าคราวนี้เขาจะรู้เรื่องบ้าง เพราะตอนนี้ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษาราชการของโลกไปเสียแล้ว
“What’s your name?”
“ผมพูดภาษาไทยได้ครับ” ชายหนุ่มตอบกลับมา ทำให้อีกฝ่ายยิ้มแก้เก้อ
“ผมชื่ออัคนีครับ”
“คุณอัคนี ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยชีวิตผม ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะตอบแทนคุณยังไง?”
พงศ์นรินทร์กล่าวอย่างซาบซึ้ง หากแต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงแต่ยิ้มบางๆ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าจะให้ผมยืนดูอยู่เฉยๆ มองดูคุณถูกรถชนมันก็กระไรอยู่ ผมช่วย เพราะผมเต็มใจ ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนหรอกครับ”
ชายที่สูงวัยกว่ายิ้ม ก่อนพยายามนึกอะไรหาสิ่งที่พอจะตอบแทนบุญคุณชายหนุ่มตรงหน้าที่อุตส่าห์เสี่ยงลงมาช่วยชีวิตเขาไว้
“ถ้าอย่างนั้น...นี่นามบัตรของผมนะครับ ถ้าคุณมีปัญหาอะไรต้องการให้ผมช่วย ก็โทร.หาผมได้เสมอนะครับ”
พงศ์นรินทร์หยิบนามบัตรที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ออกมาหนึ่งใบ อาชีพนักธุรกิจอย่างเขาจำเป็นต้องพกนามบัตรไว้ติดตัวเสมออยู่แล้ว ก่อนยื่นให้ชายหนุ่มผู้มีบุญคุณ อีกฝ่ายรับไว้พร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณครับ เอาเป็นว่าถ้าผมมีเรื่องจำเป็นต้องรบกวนคุณจริงๆ ผมจะโทร.หาคุณแล้วกันนะครับ แต่ว่าวันนี้ผมคงต้องขอตัวก่อน เพราะผมมีธุระต้องไปต่อ”
กล่าวจบชายหนุ่มร่างสูงก็เดินจากไป ทิ้งให้พงศ์นรินทร์ยืนมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาด้วยแววตาขอบคุณเป็นกำลังกับความใจดีของอัคนี ชายหนุ่มร่างสูงสมชายชาตรีที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายลูกครึ่งแถบยุโรป
“คุณพ่อขา...”
ลูกสาวคนเดียวของพงศ์นรินทร์ลากเสียงยาวเรียกบิดาอย่างอ่อนหวาน ก่อนที่ร่างบางของเจ้าตัวจะวิ่งตรงเข้ามาสวมกอดที่เอวของเขา พร้อมซบหน้าลงกับอกบิดาอย่างที่เคยทำตั้งแต่เด็กจนโต
“ว่าไงลูกสาวพ่อ?”
พงศ์นรินทร์กอดตอบก่อนกดปลายจมูกลงหนักๆ กับกลุ่มผมดำสนิทของบุตรสาว ก่อนที่เธอจะดึงตัวออกห่างจากอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของบิดา เพื่อความสะดวกในการพูดคุยกัน
“หนูน้ำค้างของพ่อมีอะไรรึเปล่าถึงเข้ามาอ้อนพ่อแบบนี้? ดูซิแต่งตัวซะสวยเชียว”
“แหม...คุณพ่อก็” พรรษชลกล่าวกระเง้ากระงอดพร้อมค้อนวงเล็กๆ ให้บิดาที่เขาพูดราวกับว่าหากเธอไม่ได้ต้องการอ้อนขออะไรจะไม่พูดหวานๆ เช่นนี้ด้วย เลยได้รับเสียงหัวเราะในลำคอจากบิดาเป็นรางวัล
“หนูแค่อยากจะขอออกไปเที่ยวกับยายงามนะคะ”
“ไปเที่ยวไหนล่ะลูก?”
“หนูจะไปเที่ยวที่ผับแถวๆ นี้ล่ะค่ะ นานๆ ที เพื่อนๆ นัดเลี้ยงรุ่นกันน่ะค่ะ”
หญิงสาวหมายถึงเพื่อนๆ ที่เรียนในระดับมัธยมปลายซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีพริ้งพักตรารวมอยู่ด้วย พรรษชลและพริ้งพักตราเป็นเพื่อนรักที่เรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่มัธยมต้น จนกระทั่งทั้งคู่ได้ไปเรียนระดับปริญญาตรีด้วยกันที่ต่างประเทศ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นยิ่งนัก
“ไปเถอะ แล้วหนูน้ำค้างจะไปยังไง? ให้ลุงเฉิดขับรถไปส่งไหม?”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ หนูไม่อยากขับรถเอง”
กล่าวจบบิดาก็ร้องเรียกป้าเนียนแม่บ้านที่ทำงานให้กับสองพ่อลูกมานานกว่าสิบปีให้ไปตามลุงเฉิดซึ่งเป็นสามีของนางเพื่อที่จะให้ขับรถไปส่งพรรษชลยังสถานที่ที่นัดกันไว้กับเพื่อนๆ
