EP5
เจย์เลอร์เอ่ยเสียงเยาะหยันจี้ใจดำเพื่อน ทำเอาเดม่อนและกันเนอร์ถึงกับอึ้ง เพราะไม่มีใครรู้เรื่องที่เจย์เลอร์พูดเลยสักคน แน่นอนว่าก่อนหน้านี้พวกเขาก็เข้าใจว่าปั้นหยาเป็นน้องสาวที่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดของเท็มป์เช่นกัน นั่นคงเป็นเหตุผลที่เจย์เลอร์พยายามปรามเดม่อนที่เริ่มทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับเธอ พยายามบอกกันเนอร์ว่าอย่าได้แตกคอกันเพราะเรื่องของปั้นหยา แต่ว่าไม่นานมานี้เจเลอร์ได้ไปล่วงรู้มาว่าสาวน้อยไม่ได้มีความข้องเกี่ยวในเชิงเครือญาติกับเท็มป์เลย ยิ่งได้เห็นว่าเท็มป์มีปฏิกิริยาอย่างไรตอนมองปั้นหยานุ่งผ้าขนหนู เจย์เลอร์ก็ยิ่งแน่ใจว่าที่เพื่อนหวงเธอมากมายขนาดนั้น อาจจะไม่ใช่ในเชิงน้องนุ่งก็เป็นได้ คำว่า ‘พี่ชาย’ อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างของเท็มป์
“ตกลงยัยหนูไม่ใช่น้องมึงเหรอ” เดม่อนถามย้ำเสียงดุ
“ไหนว่าเป็นลูกสาวของน้องชายพ่อมึงไง” กันเนอร์ว่า
“พ่อเธอเป็นลูกบุญธรรมคุณปู่” เมื่อเลี่ยงไม่ได้แล้วเท็มป์จึงต้องบอกความจริงออกไป ซึ่งเรื่องนี้ปั้นหยาเองก็รู้อยู่แล้ว แต่การที่ต้องฟังเขาพูดว่าเธอที่ไม่เหลือใครให้พึ่งพิงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย มันทำให้ปั้นหยารู้สึกเศร้าใจเหลือเกิน
“ไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือดจริง ๆ เหรอวะ แต่มึงคงไม่ได้คิดแบบที่ไอ้เจย์พูดใช่ไหม ว่าไง?” เดม่อนถามไปตามตรง ตอนนี้เจย์เลอร์ดูเหมือนจะสนใจปั้นหยาจริง ๆ และเขาเองก็จะไม่ยอมแพ้ไอ้หมอนั่นด้วย แต่ถ้าศึกรักครั้งนี้มีเท็มป์มาเพิ่มอีกคนเขาจะทำยังไง ปั้นหยาดูชอบใจพี่ชายของเธอจะตาย เท็มป์ทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนกับเธอขนาดนั้น
“บอกแล้วไงว่าปั้นหยาเป็นน้องกู” เท็มป์แทบจะกัดฟันพูด และถ้อยคำของเขาทำสาวน้อยปั้นหยาสะท้านวาบในอกทีเดียว เพราะรู้ว่าไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดทำให้เธอรู้สึกดีเหลือเกินที่มีเขาคอยใส่ใจ แต่สุดท้ายแล้วเท็มป์ก็คิดกับเธอแบบพี่ชายน้องสาวสินะ
“ก็ดี...งั้นกูจะจีบน้องมึง คงไม่เป็นไรใช่ไหม” เจย์เลอร์จงใจใช้คำว่า ‘น้อง’ แทนที่จะเรียกเบบี๋อย่างที่เคย นั่นก็เพื่อให้เท็มป์ตระหนักถึงคำพูดของตัวเองเอาไว้ หากอยากขีดเส้นให้เธอเป็นเพียงน้องสาว ก็ขอให้มันทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีต่อไปเถอะ
“น้องกูยังเด็ก” คนเป็นพี่แย้งเสียงดุ
“ไม่ใช่! เบบี๋จะสิบเก้าแล้ว เธอเรียนปีหนึ่งแล้วนี่”
“พี่น้องก็ดูแลได้แค่ตัว มึงคงห้ามไอ้เจย์ไม่ได้” กันเนอร์ว่า
“มึงเห็นด้วยกับมันเหรอวะ” เท็มป์ไม่อยากจะเชื่อเลย
“เปล่า! เรื่องนี้ตัวเล็กสิต้องเลือก...เธอโตแล้ว” คนที่ปกติแทบจะไม่ออกความคิดเห็นเอ่ย ก่อนไหวไหล่ใส่ราวไม่ยี่หระกับท่าทีไม่สบอารมณ์ของเท็มป์ นี่มันอะไรกัน! ทำไมจู่ ๆ ไอ้พวกเวรนี่ถึงได้พุ่งเป้าไปหาปั้นหยา ไหนว่าเธอเป็นแค่เด็กน้อยยังไม่โตไง
“หวังว่ามึงคงไม่อยากมีเอี่ยวด้วยนะ” เดม่อนหยั่งเชิงกันเนอร์
“บอกแล้วไงว่าตัวเล็กเป็นคนตัดสินใจ”
“พวกมึงบ้าไปแล้ว จะไม่มีใครต้องเลือกอะไร และตอนนี้แยกย้ายกลับห้องไปได้แล้ว เลิกมาป้วนเปี้ยนที่ห้องน้องกูซะ นี่คือคำเตือนสุดท้าย!” เท็มป์ตัดบท เขาไม่รู้เลยว่าจะเอายังไงกับปั้นหยา ไอ้ความกรุ่นโกรธที่ก่อตัวขึ้นในใจของเขาก็เช่นกัน ไม่เคยโมโหเธอเท่าวันนี้เลย ทำไมเธอถึงให้เจย์เลอร์กับเดม่อนเข้ามาในห้อง ทำไมต้องโกหกเขา!
“หึ! หลีกทางให้กูก็จบแล้ว” ในตอนที่เจย์เลอร์กำลังจะเดินผ่านไป ไอ้ตัวดีก็เอ่ยขึ้นเสียงเบาให้แค่เท็มป์เท่านั้นที่ได้ยิน สายตาของเพื่อนที่บ่งบอกว่าเรื่องปั้นหยาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ทำให้คนฟังยิ่งขุ่นใจ
และเมื่อในห้องเหลือเพียงแค่เขากับเธอ ปั้นหยาที่รู้แล้วว่าเท็มป์ปักสถานะให้เธอเป็นเพียงแค่น้องสาว ก็ทำเพียงเดินไปยังตู้เสื้อผ้า
“หนูชอบไอ้เจย์เหรอ” เจ้าของร่างสูงเดินตามมาคุยให้เข้าใจ เจย์เลอร์แม้จะเป็นคนพูดจาสุภาพอ่อนโยน รูปหล่อ ดูไม่มีพิษภัย แต่ไอ้หมอนั่นเป็นเพลย์บอยตัวพ่อเลยล่ะ เจ้าชู้ชนิดที่เปลี่ยนสาวสามคนในหนึ่งวันยังเคยมี แล้วแบบนี้เขาจะแน่ใจได้ยังไงว่าเพื่อนจะมีใจให้เธอจริง ๆ
“หนูไม่ได้ชอบใครเป็นพิเศษ หนูเป็นน้องสาวของพี่ หนูขอโทษที่โกหกแถมยังปกปิดเรื่องก่อนหน้านี้ แต่เพราะหนูกลัวว่าพี่จะไม่เข้าใจและโกรธหนู ระหว่างหนูกับพี่ ๆ มันไม่มีอะไรเลยค่ะ”
เธอบอกเขาพลางค้นหาเสื้อผ้าในตู้ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นในกระจกว่าเท็มป์ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังกำลังกวาดสายตามองเรือนร่างของเธออยู่ นั่นทำให้ปั้นหยาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนที่สาวน้อยจะคลายปมผ้าขนหนูออก ซึ่งทันทีที่ผืนผ้าร่วงลงพื้นและเปิดเปลือยเนื้อตัวของเธอให้เขาเห็น เท็มป์ถึงกับเบิกตาโต
“ปั้นหยา!”
“ทำไมต้องตกใจด้วยคะ ช่วยเก็บผ้าให้หนูหน่อยไม่ได้เหรอ”
“พี่...” เขาไม่รู้เลยว่านั่นมันประโยคอะไร การเห็นเธอเปลือยกายต่อหน้าต่อตาไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเหรอ เท็มป์ราวกับสมองเบลอไปชั่วขณะ เขาทำเพียงโน้มร่างสูงโปร่งลงไปคว้าผ้าขนหนูของเธอ แต่ในจังหวะที่กำลังเงยหน้าขึ้น ปั้นหยาก็หมุนตัวกลับมาพอดี ทำให้ปลายจมูกของเท็มป์เฉียดปลายถันสีหวานของเธอ สาวน้อยถึงกับร่างสะท้านวาบและเผลอร้องครางออกมาเบา ๆ
