ร้องเรียน
สตรีสองนางที่เป็นเจ้านายและลูกน้องมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าศาลไทฟง ศาลาร้องทุกข์ของชาวบ้าน ทั้งสองคนหันกลับมาสบตากันก่อนที่นางจะตัดสินใจ
“ตรงนี้แหละ!!” นางกวาดตามองดูผู้คนผ่านไปมาอย่างหมายมาดก่อนจะคุกเข่าลงและ
“ฮึก เรียนใต้เท้าอวี๋ ข้ามีเรื่องมากมายที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก ฮืออ ใครก็ได้ช่วยเป็นพยานให้ข้าที ชีวิตของข้านั้นสาหัสนัก มารดาสิ้นใจไปแล้ว บิดายังหายสาปสูญ ญาติพี่น้องเอาเปรียบ ฮือๆๆ ท่านย่าข้าคิดผลักไสข้าออกจากจวน ข้าจะทำอย่างไรดี” สตรีที่รูปโฉมงดงามใครบ้างในเมืองนี้ที่ไม่รู้จักนาง แม่นางน้อยเซี่ย บุตรสาวพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุด ทั้งยังขายอัญมณีให้ราชวงศ์มาเนิ่นนาน ชื่อเสียงที่ดีของนางทำผู้คนต่างหยุดดูพร้อมทั้งสงสารนางกันถ้วนหน้าแม้ต้นสายปลายเหตุเป็นที่มาอย่างไรก็ยังไม่มีใครรู้
“โถว่คุณหนูของถิงถิง ชีวิตช่างอาภัพนัก ตั้งใจจะไปร้องเรียนที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน กลับถูกดูแคลนว่านางขาดสติ คุณหนูของบ่าว” สาวใช้รับบทต่อ นั่งลงเคียงข้างพร้อมตระโกนก้อง
“ฮือๆ ข้าคงไร้บุญวาสนา บิดาหายตัวเช่นนี้ ข้าเป็นเหมือนคนหัวเดียวกระเทียมลีบ แม้แต่จดหมายสั่งเสียของบิดา ข้ายังไม่มีสิทธิ์ได้ดู ฮึก หากวันนี้ศาลไทฟงไม่รับเรื่อง ข้าคง…เป็นเพียงสตรีไร้ความสามารถตามที่คู่หมั้นข้ามอบหมายให้จริงๆ” ใบหน้างดงามบีบน้ำตาออกมาเป็นเผาเต่า ผู้คนต่างซุบซิบนินทากันยกใหญ่ จนกระทั่งมีคนเข้ามารายงานใต้เท้าอวี๋ ขุนนางหนุ่มไฟแรงที่พึ่งสอบเป็นผู้พิพากษาประจำศาลไทฟง เด็ดขาด เที่ยงตรง ยุติธรรม ที่ใครๆเขาล่ำลือมาวันนี้นางจะได้พิสูจเสียที
“ดูเอาเถิดสตรีตัวเล็กเช่นนี้ร้องไห้โยเยเพราะคนบ้านใหญ่รังแกหลังไร้ที่พึ่งพา ท่านแม่ ข้าว่าเรื่องนี้ลี่หัวคงไม่ปล่อยผ่าน” สตรีวัยกลางคนที่จับจูงมากับสตรีสูงอายุยืนมองเด็กสาวที่ร้องไห้กอดกับสาวใช้
“นั่นไม่ใช่บุตรสาวพ่อค้าเซี่ยหรือ ที่ล่ำลือกันว่าหายสาปสูญ และที่ว่าบุตรสาวเลอะเลือน นั่นเรื่องจริงหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลอวี๋หันไปถามลูกสะใภ้ที่ตั้งใจทำอาหารมาให้บุตรชายเพราะตอนนี้ทำงานจนไม่ได้หลับได้นอน
“เห็นคนในตลาดว่ากันว่า คุณหนูเซี่ยผู้นี้โดนผู้เป็นป้าวางยาให้หลับไหล สมบัติที่ขนมาจากท่าเรือถูกกระจายขายทั่วเมืองหลวงเจ้าค่ะ” เป็นแม่บ้านเจียงที่เล่าให้ผู้เป็นนายฟัง นางมาตลาดทุกวันเรื่องในตลาดหนาหูนัก ยิ่งสองวันก่อนข่าวลือสะพัดเรื่องคุณหนูเซี่ยถูกวางยาจนนอนเป็นผักเป็นปลาดังเป็นละลอกๆ
“เข้าไปพานางไปในศาลด้วยกันดีหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินอวี๋เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง สตรีผู้นี้กำลังสิ้นไร้ไม้ตอก แต่แม่สามีกลับคว้ามือเอาไว้ก่อน
“รอดูไปก่อน”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญว่าแสนเสียใจนัก ทำใครบางคนวิ่งไปตามคนบ้านใหญ่สกุลเซี่ยมา คนที่เร่งรีบตรงดิ่งมาทางนี้ก่อนวาดฝ่ามือขึ้นสูง
เพี้ยะ!! ฝ่ามืออวบของฮูหยินใหญ่เซี่ยฟาดลงบนแก้มนวลทันทีที่มาถึง
“อันหนิงเจ้าทำบ้าอะไร!! เจ้าเอาคำพูดพวกนี้มาพูดต่อหน้าศาลาร้องทุกข์เช่นนี้ เจ้าอยากจับพี่น้องเจ้าขังคุกงั้นหรือ!!” เซี่ยหลินฉาง กรีดร้องทันทีที่เห็นหลานสาวที่นางคิดว่าจะไปเชิญป้ายดวงวิญญานบิดาเข้าจวนกลับมาร้องทุกข์อยู่ที่นี่
“ท่านย่า ข้าอาจจะผิดที่นำเรื่องในบ้านมาร้องทุกข์กับท่านใต้เท้าอวี๋ แต่ว่า…ท่านป้าคิดวางยาข้าจนเจ็บป่วยถึงแรมเดือน บิดาข้าหายสาปสูญ บ้านที่ข้าเก็บไว้เป็นความทรงจำของท่านพ่อท่านแท่ กำลังจะถูกพี่น้องยึด” เพี้ยะ!! คราวนี้เป็นฝีมือของป้านาง คนที่โวยวายใส่นางเมื่อเช้านางจำได้ดี
“เจ้า!! เจ้าใส่ร้ายข้า!!” ดวงตาขึงโกรธเตรียมพุ่งเข้ามาตบตีนางอีก แต่ชาวบ้านแถวนั้นห้ามไว้ทัน คนที่โดนตบถึงสองทีเลือดสีแดงสดไหลซิบมุมปาก เงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา
“ทรัพย์สินในกล่องที่ซือหานขนกลับมา พวกท่านนำไปขาย แต่หารู้ไม่…เครื่องประดับมีราคาพวกนั้น เป็นสิ่งของที่บิดาข้าต้องส่งมอบให้แคว้นซาง พวกท่าน…ไม่ปรานีต่อข้าสักนิด” ชาวบ้านที่ได้ยินเช่นนั้นต่างเอามือทาบอก
“แย่จริงๆ คนบ้านนี้ทำร้ายแม้กระทั่งหลานในใส้”
“ต้องการฆ่านางเพื่อปิดปากแน่นอน“
”แม่นางเซี่ยช่างอาภัพ“
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มทำให้คนบ้านใหญ่สกุลเซี่ยขยับเข้าหากันทันที สายตากวาดมองดูรอบๆอย่างแสนอับอาย
”ท่านแม่…“ เซี่ยฉางฉินคนที่เป็นน้องสาวบิดานางขยับเข้ามาจับแขนมารดาคล้ายห้ามปราม
”เจ้ามีหลักฐานหรือ…“ ฮูหยินผู้เฒ่าถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
”หากไม่มีหลักฐานแล้วเจ้าปรักปรำข้า เช่นนั้นข้าขับไล่เจ้าออกจากตระกูลก็คงไม่ผิด!!“ เซี่ยอันหนิงเงยหน้าขึ้นมามองคนเป็นย่าที่ยืนถามนางอย่างเย้ยยัน
”ไม่มี!!“
