บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 : หลงจู๊ผู้ซ่อนเร้น

รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับไอหมอกบางเบาที่ลอยปกคลุมทั่วจวนสกุลไป๋ จินจือผู้ตื่นแต่เช้ามืดกลับมิได้มีท่าทีสดใสร่าเริงเช่นเคย นางยกถาดอาหารเช้าเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ากังวล เมื่อเห็นคุณหนูของตนนั่งสงบนิ่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปล่อยให้สาวใช้กำลังบรรจงเกล้าผมมวยเรียบง่าย นางก็อดถอนหายใจไม่ได้

“คุณหนูเจ้าคะ...เรื่องเมื่อคืน...”

ไป๋ลู่เหยามองเงาสะท้อนของตนในกระจกทองเหลืองขัดเงา ดวงตาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น “สาส์นส่งไปแล้วหรือยัง?”

“ส่งไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าให้คนเร็วที่สุดไปส่งที่ร้านผ้าไหม ‘พันภพ’ ตามที่ท่านสั่ง แต่...คุณหนูจะไปเองจริงๆ หรือเจ้าคะ สถานที่เช่นนั้นมัน...”

“โรงเตี๊ยมจันทราเร้นเป็นเพียงฉากหน้า” ไป๋ลู่เหยาเอ่ยขัดขึ้น เสียงของนางราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ “เบื้องหลังมันคือศูนย์กลางข่าวกรองและเครือข่ายการค้าของท่านแม่และท่านลุงกู้ดูแลอยู่ สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด มักเป็นสถานที่ที่เปิดเผยที่สุดเสมอ”

นางโบกมือให้สาวใช้ที่เกล้าผมถอยออกไป ก่อนจะหยิบปิ่นหยกขาวธรรมดาที่สุดขึ้นมาปักลงบนมวยผมของตนเองอย่างแผ่วเบา เป็นการส่งสัญญาณว่าการแต่งกายวันนี้ต้องเรียบง่ายที่สุด

“แต่ถึงอย่างไรก็ยังเสี่ยงอยู่ดีนะเจ้าคะ หากท่านเจ้ากรมหรือฮูหยินรองทราบเรื่องเข้า...” จินจือยังคงร้อนใจ

ไป๋ลู่เหยาลุกขึ้นยืน หมุนกายมาเผชิญหน้ากับสาวใช้คนสนิท “จินจือ เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?”

แววตาคู่นั้นของนายหญิงทำให้จินจือชะงักงัน มันมิใช่แววตาของสตรีอ่อนแอในห้องหอ แต่เป็นแววตาของแม่ทัพผู้กำลังจะออกสู่สมรภูมิ ลึกล้ำ เด็ดเดี่ยว และเยือกเย็นจนน่าหวั่นเกรง นางก้มศีรษะลงทันที “บ่าวเชื่อใจคุณหนูเจ้าค่ะ”

“ดี” ไป๋ลู่เหยาลูบปลายนิ้วของตนเองเบาๆ เป็นภาพที่จินจือเห็นจนชินตาเวลาคุณหนูของนางกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง “เตรียมชุดบุรุษสีมอๆ ให้ข้าชุดหนึ่ง บอกทุกคนว่าข้ารู้สึกไม่สบาย ต้องการพักผ่อน ไม่อนุญาตให้ใครเข้ารบกวน”

ครึ่งชั่วยามต่อมา ร่างของ ‘คุณชาย’ ท่านหนึ่งในอาภรณ์สีเทาเข้มธรรมดาดูไม่สะดุดตา ก็ลอบออกจากประตูหลังของจวนสกุลไป๋อย่างเงียบเชียบ ข้างกายไม่มีผู้ติดตามแม้แต่คนเดียว ทว่าบนยอดหลังคาของตึกรามบ้านช่องที่ร่างนั้นเคลื่อนผ่านไป มีเงาดำทะมึนสายหนึ่งกระโจนตามไปติดๆ ดุจเหยี่ยวราตรี ไร้เสียง ไร้ร่องรอย

โรงเตี๊ยมจันทราเร้นตั้งอยู่ในย่านการค้าที่พลุกพล่านที่สุดของเมืองหลวง ภายนอกดูไม่ต่างจากโรงเตี๊ยมขนาดกลางทั่วไป ทว่าผู้ที่เข้าออกกลับมีลักษณะหลากหลาย ตั้งแต่พ่อค้าวาณิช นักเดินทาง จนถึงบัณฑิตยากจน ทำให้การปรากฏตัวของไป๋ลู่เหยาในคราบคุณชายร่างเล็กไม่เป็นที่น่าสนใจมากนัก

นางเดินขึ้นไปยังชั้นสองตามที่สาส์นได้นัดแนะไว้ เคาะประตูห้อง ‘จันทราคล้อย’ เป็นจังหวะสามครั้งสั้น สองครั้งยาว ประตูไม้เปิดออกโดยไร้เสียงเผยให้เห็นชายวัยกลางคนผู้มีหนวดเคราแพะเรียวงาม ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มอบอุ่นแต่ดวงตากลับฉายแววเฉียบคมดุจพ่อค้าผู้เจนโลก

“คุณหนู” ท่านลุงกู้โค้งกายเล็กน้อย ก่อนจะผายมือเชิญนางเข้าไปด้านในแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างรวดเร็ว

ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม้สี่ตัว บนโต๊ะมีกาน้ำชาและจอกชาเตรียมพร้อมไว้แล้ว ชายชุดดำทะมึนที่ติดตามนางมาปรากฏกายขึ้นที่มุมห้องเงียบๆ ราวกับภูตผี อาเฟยนั่นเอง

“ท่านลุงกู้ มิต้องมากพิธี” ไป๋ลู่เหยากล่าวพลางปลดผ้าคาดศีรษะที่ปิดบังใบหน้าครึ่งล่างออก เผยให้เห็นดวงหน้าหมดจดงดงามทว่าเย็นชา นางนั่งลงที่เก้าอี้ประธานอย่างเป็นธรรมชาติ

“ไม่ได้พบกันเสียนาน คุณหนูเติบใหญ่ขึ้นมากนัก ทั้งยัง...เปลี่ยนไปมาก” ท่านลุงกู้รินชาให้นางด้วยตนเอง สายตาของเขามีทั้งความยินดี ความห่วงใย และความประหลาดใจระคนกัน เขายังจำได้ดีถึงคุณหนูใหญ่ผู้เคยอ่อนโยนและมองโลกในแง่ดีราวกับบุปผาในแดนสวรรค์ บัดนี้กลับกลายเป็นน้ำแข็งพันปีที่พร้อมจะบาดทุกคนที่เข้าใกล้

“คนเราย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและสิ่งที่พานพบ” ไป๋ลู่เหยารับจอกชามาแต่ยังไม่ดื่ม นางจ้องลึกลงไปในดวงตาของชายชรา “ข้ามีเวลาไม่มาก ท่านลุงคงได้รับสาส์นและเข้าใจเจตนาของข้าแล้ว”

ท่านลุงกู้ลูบเคราแพะของตนเองเบาๆ พยักหน้าช้าๆ “บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ บ่าวตรวจสอบบัญชีทั้งหมดที่ท่านส่งมาให้เมื่อเช้านี้แล้ว มีร่องรอยการยักยอกเงินและสินค้าจากคลังของตระกูลเราไปสนับสนุนกิจการบางอย่างของทางวังหลวง...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์รัชทายาท จ้าวเทียนอี้”

“ถูกต้อง” ไป๋ลู่เหยาเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ “เงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้กว้านซื้อธัญพืชจากหัวเมืองทางเหนือและตะวันออก เพื่อกักตุนไว้รอเวลาที่เกิดภัยแล้งหรืออุทกภัย ราคาธัญพืชจะพุ่งสูงขึ้นหลายสิบเท่า ไม่เพียงแต่จะได้กำไรมหาศาล ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือควบคุมกองทัพและสร้างบุญคุณจอมปลอมต่อราษฎรได้อีกด้วย”

ความจริงข้อนี้ทำเอาท่านลุงกู้ต้องสูดหายใจลึก นี่ไม่ใช่แค่การทุจริตทางการค้าธรรมดา แต่เป็นแผนการใหญ่ที่ส่งผลต่อความมั่นคงของแผ่นดิน!

“ชาติก่อน...เอ่อ...ข้าหมายถึง ข้าเคยได้ยินมาว่าแผนการนี้ของจ้าวเทียนอี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม” นางเอ่ยแก้คำพูดอย่างรวดเร็ว “เขากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาประชาชน ส่วนตระกูลไป๋ของเรา...เป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำขึ้นไป”

“แล้วครั้งนี้...คุณหนูต้องการให้บ่าวทำเช่นไรหรือขอรับ?”

“ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ไป๋ลู่เหยากล่าวเสียงเย็น “ข้าต้องการให้ท่านลุงกู้ใช้เครือข่ายทั้งหมดที่เรามี เข้าชิงกว้านซื้อธัญพืชจากแหล่งเดียวกัน ตัดหน้าคนของจ้าวเทียนอี้ให้หมดทุกทาง ไม่ว่าจะต้องทุ่มเงินมากเท่าใดก็ตาม เงินที่เขาขโมยไปจากเรา เราจะใช้มันทำลายเส้นทางของเขาเสีย”

ท่านลุงกู้ขมวดคิ้ว ลูบเคราของตนเองไปมาอย่างครุ่นคิด “เป็นแผนการที่เด็ดขาดยิ่งนัก แต่...ไม่ง่ายเลยขอรับคุณหนู เครือข่ายขององค์รัชทายาทฝังรากลึกมานานหลายปี ทั้งยังมีอำนาจรัฐหนุนหลัง การจะตัดหน้าพวกเขาต้องใช้เงินทุนมหาศาล และอาจเป็นการเปิดศึกกับราชสำนักโดยตรง”

“ข้าทราบดี” ไป๋ลู่เหยายกจอกชาขึ้นจิบ ของเหลวอุ่นๆ ไหลผ่านลำคอ แต่ไม่ได้ทำให้ความเย็นเยียบในใจของนางลดลงเลย “แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น หากปล่อยให้เขาทำสำเร็จ ตระกูลไป๋ก็จะหมดสิ้นทุกอย่างในท้ายที่สุดเหมือนเช่นเคย...สู้ชิงลงมือก่อนยังมีโอกาสชนะ”

บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสาม ท่านลุงกู้มองลึกเข้าไปในดวงตาของคุณหนูที่เขาเฝ้าดูแลมาตั้งแต่ยังเล็ก เห็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้

“บ่าวจะทำตามที่คุณหนูสั่งทุกประการ” เขากล่าวหนักแน่น “แต่มีเรื่องหนึ่งที่บ่าวต้องเรียนให้ทราบ...เรื่องนี้ออกจะประหลาดอยู่บ้าง”

ไป๋ลู่เหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย รอฟัง

ท่านลุงกู้โน้มตัวเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน “ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ มี ‘ใครบางคน’ เริ่มลงมือกว้านซื้อโรงสีและที่ดินเพาะปลูกทางภาคเหนือไปแล้วจำนวนมากขอรับ”

ดวงตาของไป๋ลู่เหยาหรี่ลงทันที “ใครกัน?”

“บ่าวก็ไม่ทราบแน่ชัด” ท่านลุงกู้ส่ายหน้า “พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ใช้ตัวแทนหลายสิบรายเข้าซื้อกิจการพร้อมๆ กัน แต่ละรายดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาต่อกัน ก็จะเห็นภาพว่าเป็นการกระทำของกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่มีเป้าหมายชัดเจน...คือการควบคุมเส้นทางธัญพืชทางเหนือทั้งหมด บ่าวพยายามสืบหาตัวนายทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง แต่เส้นสายทั้งหมดกลับไปสิ้นสุดที่หอการค้าลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครได้ยินชื่อมาก่อน ราวกับผุดขึ้นมาจากอากาศธาตุ”

ไป๋ลู่เหยาเผลอลูบปลายนิ้วของตนเองอีกครั้ง จิตใจหมุนวนอย่างรวดเร็ว ใครกันที่เคลื่อนไหวก่อนนาง? ใครกันที่ล่วงรู้แผนการของจ้าวเทียนอี้และคิดจะทำลายมันเช่นเดียวกับนาง? หรือว่า...จะเป็นศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งที่นางไม่เคยรู้จักในชาติที่แล้ว?

“พวกเขาทำไปเพื่ออะไร? กว้านซื้อแล้วนำไปขายต่อให้องค์รัชทายาทในราคาสูงขึ้นอย่างนั้นหรือ?”

“ตอนแรกบ่าวก็คิดเช่นนั้นขอรับ” ท่านลุงกู้ตอบ “แต่ที่น่าประหลาดคือ พวกเขาซื้อกิจการเหล่านั้นแล้ว...กลับปล่อยให้มันดำเนินไปตามปกติ ไม่ได้ขึ้นราคา ไม่ได้กักตุนสินค้า ราวกับเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์เงียบๆ เท่านั้น...เหมือนกับกำลังรออะไรบางอย่างอยู่”

เหมือนกำลัง...รอนางอยู่?

ความคิดนั้นผุดวาบขึ้นมาในหัวของไป๋ลู่เหยา แต่นางสลัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เป็นไปได้อย่างไรกัน? ในโลกนี้จะมีใครหยั่งรู้อนาคตได้เหมือนนางอีกหรือ?

“ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม” นางกล่าวสรุป ตัดความสับสนวุ่นวายในใจทิ้งไป “ตอนนี้เป้าหมายของเรากับพวกเขาตรงกัน ท่านลุงกู้จงส่งคนไปติดต่อพวกเขาอย่างลับๆ เสนอตัวเป็นพันธมิตร บอกไปว่าเรามีเป้าหมายเดียวกันคือขัดขวางแผนการขององค์รัชทายาท และเราพร้อมจะให้ความร่วมมือทุกอย่าง”

“ขอรับคุณหนู”

หลังจากวางแผนในรายละเอียดอีกเล็กน้อย ไป๋ลู่เหยาก็เตรียมตัวจากไป นางสวมผ้าคาดศีรษะกลับดังเดิม ขณะที่กำลังจะก้าวออกจากประตู ท่านลุงกู้ก็เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“คุณหนู...โปรดระวังตัวด้วยนะขอรับ เส้นทางสายนี้...เมื่อก้าวไปแล้ว มิอาจหวนคืน”

ไป๋ลู่เหยาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งโดยไม่หันกลับมา “ข้าไม่เคยคิดจะหวนคืนอยู่แล้ว”

นางก้าวออกจากโรงเตี๊ยมจันทราเร้น ท่ามกลางฝูงชนที่ยังคงเดินขวักไขว่ แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาจนต้องหยีตาเล็กน้อย ความรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ

ทว่าที่ชั้นสองของหอสุราฝั่งตรงข้าม ในห้องส่วนตัวที่ม่านมู่ลี่ไม้ไผ่ถูกแง้มออกเล็กน้อย ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทกำลังยืนมอง ‘คุณชาย’ ร่างเล็กที่เดินหายลับไปในฝูงชนด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา

“นายท่าน...นั่นคือคุณหนูใหญ่ไป๋” องครักษ์ข้างกายเอ่ยขึ้นเบาๆ

หลี่ซวน หรืออ๋องทมิฬผู้เลื่องชื่อ ไม่ได้ตอบคำใด เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ แต่ดวงตาสีหมึกกลับทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงอเวจีที่เก็บงำความลับนับพันปีไว้ภายใน มืออีกข้างของเขากำป้ายหยกสีดำทมิฬที่พกติดตัวไว้แน่น ความรู้สึกผิดและเจ็บปวดจากอดีตชาติยังคงตามหลอกหลอนเขาทุกห้วงลมหายใจ

ภาพของนางในชุดบุรุษ แม้จะดูแปลกตา แต่แววตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้น...เขาไม่มีวันลืม

“เหยาเอ๋อร์ของข้า...ชาตินี้ ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าต้องเจ็บปวดอีก” เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหันไปสั่งองครักษ์ “ให้คนของเราที่แฝงตัวอยู่ในเครือข่ายของกู้ฉางเฟิงอำนวยความสะดวกให้นางทุกอย่าง อย่าให้นางรู้ตัวตนของเราเด็ดขาด”

ไป๋ลู่เหยาเดินเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนเพื่อมุ่งหน้ากลับจวน ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบที่คุ้นเคย ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งปรากฏกายขึ้นขวางทางนางไว้จากเงามืดของชายคา ทำเอานางต้องหยุดฝีเท้ากะทันหัน

อาเฟยปราดเข้ามาขวางหน้านางไว้ในทันที ชักดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็ว บรรยากาศกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

บุรุษตรงหน้าอยู่ในชุดสีดำปักดิ้นทองลายเมฆมงคล ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับสลักจากหยกน้ำแข็ง แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่นางเพียงผู้เดียว...อ๋องทมิฬ หลี่ซวน!

หัวใจของไป๋ลู่เหยาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

“ถอยไป” หลี่ซวนออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าอาเฟยกลับไม่ขยับ ยังคงยืนตั้งท่าป้องกันเจ้านายอย่างแน่วแน่

“อาเฟย ถอยไป” ไป๋ลู่เหยาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น นางรู้ดีว่าต่อให้มีอาเฟยสิบคนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษผู้นี้

อาเฟยลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเก็บดาบแล้วถอยกลับไปยืนอยู่ด้านหลังนางอย่างเงียบเชียบ

“คารวะท่านอ๋อง ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ?” ไป๋ลู่เหยากล่าวพลางโค้งกายลงเล็กน้อยตามมารยาท แต่ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย

หลี่ซวนก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว กลิ่นหอมเย็นๆ ของไม้จันทน์จากตัวเขาโชยมาแตะจมูก “เจ้าไม่ควรมาอยู่ในที่เช่นนี้ตามลำพัง”

“ข้าไม่ได้มาคนเดียว” นางตอบกลับเรียบๆ

“องครักษ์เงาของเจ้าเก่งกาจ แต่ไม่อาจรับมือกับทุกสิ่งได้” สายตาของเขากวาดมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหยุดลงที่มือของนางที่กำแน่นอยู่ข้างลำตัว “ในเมืองหลวงมีอันตรายซ่อนอยู่มากกว่าที่เจ้าเห็น”

“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เป็นห่วง แต่เรื่องของข้า ข้าจัดการเองได้” ไป๋ลู่เหยาตอบอย่างเย็นชา นางไม่ต้องการให้ใครเข้ามาแทรกแซงแผนการของนาง โดยเฉพาะบุรุษที่อันตรายและคาดเดายากเช่นเขา

หลี่ซวนจ้องหน้านางนิ่ง ดวงตาของเขาราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ “บางครั้ง...การยอมรับความช่วยเหลือจากมิตร ก็มิใช่เรื่องที่น่าอาย”

มิตร? ไป๋ลู่เหยาแค่นหัวเราะในใจ นางกับเขานับเป็นมิตรกันได้ตั้งแต่เมื่อใด

“หม่อมฉันไม่กล้ารบกวนท่านอ๋อง หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว หม่อมฉันขอตัว” นางกล่าวตัดบท เตรียมจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง

ทว่าแขนของนางกลับถูกมือใหญ่คว้าไว้เสียก่อน สัมผัสอุ่นร้อนที่ส่งผ่านเนื้อผ้าทำให้ร่างกายนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ

“ปิ่นบนผมเจ้า...เบี้ยว” หลี่ซวนเอ่ยเสียงทุ้ม เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ขยับปิ่นหยกขาวบนมวยผมของนางให้เข้าที่อย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านใบหูของนางไปเพียงนิดเดียว แต่กลับทิ้งความร้อนรุ่มไว้จนน่าประหลาดใจ การกระทำที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับใกล้ชิดจนเกินงาม

ไป๋ลู่เหยาสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมทันที ถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยใบหน้าที่เย็นชากว่าเดิม “ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วย”

หลี่ซวนมองมือที่ว่างเปล่าของตนเอง ในแววตามีความรู้สึกบางอย่างที่นางอ่านไม่ออกฉายวูบผ่านไป เขายกมือขึ้นช้าๆ มองป้ายหยกดำที่ห้อยอยู่ข้างเอวด้วยสายตาที่เจ็บปวดอยู่ลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตานางอีกครั้ง

“จำไว้” เขากล่าวทิ้งท้าย “หากมีเรื่องใดที่เจ้าจัดการเองไม่ได้...ข้าอยู่ตรงนี้เสมอ”

พูดจบร่างสูงสง่าก็หมุนกายหายลับเข้าไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ไป๋ลู่เหยายืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย หัวใจที่เคยสงบนิ่งราวกับผืนน้ำแข็ง บัดนี้กลับปรากฏรอยร้าวขึ้นมาบางๆ นางยกมือขึ้นสัมผัสปิ่นบนศีรษะของตนเองอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อกลับถึงเรือนพัก จินจือก็รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา “คุณหนู! เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เรียบร้อยดีหรือไม่?”

“เรียบร้อยดี” ไป๋ลู่เหยาตอบสั้นๆ พลางถอดชุดบุรุษออกแล้วเปลี่ยนกลับเป็นชุดสตรีดังเดิม นางเดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ หยิบแผนที่การค้าของแคว้นขึ้นมากางออก สายตาไล่มองเส้นทางการลำเลียงธัญพืชจากภาคเหนือสู่เมืองหลวงอย่างละเอียด

นายทุนลึกลับ...อ๋องทมิฬที่ปรากฏตัวอย่างน่าสงสัย...ทุกอย่างดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด แต่ก็ยังหาจุดร่วมที่แท้จริงไม่พบ

นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ปลายนิ้วเริ่มลูบไล้กันอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ภาพความตายอันโหดร้ายในชาติก่อนซ้อนทับกับสัมผัสอันแปลกประหลาดของหลี่ซวนเมื่อครู่ จนในหัวปั่นป่วนไปหมด

“อาเฟย” นางเอ่ยเรียกเสียงเรียบ

เงาร่างขององครักษ์หนุ่มปรากฏขึ้นที่มุมห้องทันที

“ไปสืบมา” ดวงตาของนางเปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันทอประกายเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม “สืบทุกอย่างเกี่ยวกับหอการค้าแห่งใหม่นั่น และจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนอ๋องทมิฬอย่างใกล้ชิด...ข้าต้องการรู้ว่าบุรุษผู้นั้น...ต้องการอะไรกันแน่”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel