บทที่ 6 : เกมการค้าที่ไร้เงา
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังระงมไปทั่วตลาดค้าแพรพรรณฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง แต่นี่หาใช่เสียงแห่งความคึกคักในการซื้อขายไม่ หากแต่เป็นเสียงแห่งความโกลาหลและสิ้นหวัง พ่อค้าหลายคนทุบแผงของตนเองด้วยความเดือดดาล สตรีเจ้าของร้านบางคนถึงกับทรุดลงนั่งร้องไห้ปานจะขาดใจ
ต้นเหตุของความวินาศสันตะโรทั้งหมดมาจากร้านค้าเปิดใหม่ที่มุมถนนซึ่งมีนามว่า ‘หอพิรุณโปรย’
ป้ายไม้สลักอักษรอย่างงดงามแขวนเด่นเป็นสง่า ทว่าสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปจนแทบจะเหยียบกันตายนั้นคือป้ายผ้าสีแดงสดที่เขียนราคาตัวใหญ่เท่าหม้อแกง ‘ผ้าไหมลายเมฆา ราคาเพียงห้าตำลึงเงินต่อพับ!’
ราคานี้...มันบ้าไปแล้ว!
ผ้าไหมชนิดเดียวกันนี้ ร้านอื่นขายกันอยู่ที่สิบสองตำลึงเงินเป็นอย่างต่ำ การที่หอพิรุณโปรยขายในราคาไม่ถึงครึ่งเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามการค้าอย่างซึ่งหน้าและไร้ความปรานี
ณ ตำหนักบูรพา บรรยากาศอึดอัดเย็นเยียบจนน่าขนลุก ขันทีและนางกำนัลทุกคนต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงกอยู่ตามมุมห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เพล้ง!
ถ้วยชาชั้นดีลายครามถูกปาใส่ผนังจนแตกกระจาย จ้าวเทียนอี้หอบหายใจอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง นิ้วโป้งของเขาหมุนแหวนหยกประจำตัวอย่างรวดเร็วจนน่าเวียนหัว
“มันผู้ใด! มันผู้ใดบังอาจเล่นสกปรกเยี่ยงนี้!”
เบื้องหน้าของเขาคือรายงานความเสียหายทางการค้าที่กองสุมกันเป็นตั้ง ทุกฉบับล้วนมีเนื้อหาเดียวกัน คือยอดขายผ้าไหมของเขาดิ่งลงเหวในชั่วข้ามคืน พ่อค้าที่รับสินค้าของเขาไปต่างร้องขอคืนของหรือไม่ก็ขอลดราคาลงเกินกว่าครึ่ง เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีปัญญาไปสู้กับราคาของหอพิรุณโปรยได้
“เสด็จพี่...ทรงพระทัยเย็นก่อนเพคะ” ไป๋อวี้หลานในอาภรณ์สีชมพูอ่อนหวาน ค่อยๆ ประคองถ้วยชาถ้วยใหม่เข้าไปใกล้ รินชาหอมกรุ่นให้เขาด้วยท่าทีนอบน้อมอ่อนโยน “เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องมีทางออก บางทีอาจเป็นเพียงกลยุทธ์ของคู่แข่งที่หวังจะตัดกำลังเราในช่วงแรกเท่านั้น”
“ทางออกรึ!” จ้าวเทียนอี้ตวาดเสียงลั่นจนนางสะดุ้ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าผ้าไหมลอตนี้ข้าทุ่มเงินลงไปเท่าใด! เงินทุนที่ข้าแอบโยกย้ายมาจากคลังหลวงส่วนหนึ่งก็อยู่ในนั้น หากข้าขาดทุนย่อยยับตอนนี้ แผนการใหญ่ของข้าก็จะพังทลายลงไปด้วย!”
ความลับที่น่าตกใจหลุดออกจากปากรัชทายาทอย่างง่ายดายยามโทสะเข้าครอบงำ ไป๋อวี้หลานเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นกังวลดังเดิม นางค่อยๆ ยื่นมือไปกุมมือของเขาไว้ “หม่อมฉันทราบดีเพคะ แต่หากเราลดราคาลงไปสู้กับมัน เราก็จะยิ่งขาดทุนหนักนะเพคะ หรือ...หรือเราควรจะส่งคนไป...” นางทำท่าปาดคอเบาๆ
จ้าวเทียนอี้ปัดมือนางออกอย่างไม่ไยดี “โง่เขลา! ทำเช่นนั้นก็เท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่น ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องมาที่ข้า หากเจ้าของหอพิรุณโปรยเป็นอะไรไป ข้าจะเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรก!”
ไป๋อวี้หลานชักมือกลับ รู้สึกเสียหน้าที่ถูกตวาดต่อหน้าข้ารับใช้ นางก้มหน้าลงซ่อนแววตาไม่พอใจ กัดริมฝีปากล่างของตนเองเบาๆ
ในขณะที่จ้าวเทียนอี้กำลังจะอาละวาดต่อ ทหารองครักษ์คนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในตำหนัก ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
“ทูล...ทูลรัชทายาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!
“มีอะไรอีก!” จ้าวเทียนอี้ตวาดถามอย่างหัวเสีย
ทหารองครักษ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะคุกเข่าลงกราบกรานจนศีรษะแทบจะติดพื้น “ขบวน...ขบวนสินค้าผ้า ไหมลอตใหม่ที่กำลังเดินทางมาจากเมืองซูโจว...ถูก...ถูกกลุ่มโจรลึกลับดักปล้นกลางทางพ่ะย่ะค่ะ! สินค้าทั้งหมด...ถูกชิงไปจนหมดสิ้น องครักษ์คุ้มกันถูกสังหารเกือบทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ!”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางตำหนัก จ้าวเทียนอี้แข็งทื่อไปในบัดดล ลมหายใจของเขาติดขัด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธ บัดนี้กลับซีดขาวราวกับกระดาษ
ผ้าไหมลอตนั้น...คือทุนก้อนสุดท้ายของเขา! คือความหวังทั้งหมดที่จะใช้พลิกสถานการณ์ในตลาด!
“ไม่...ไม่จริง...” เขาส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ มือไม้สั่นเทา ก่อนที่ดวงตาจะเหลือกลานแล้วทรุดลงไปบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
ไป๋อวี้หลานตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นางมองคนรักที่บัดนี้ดูราวกับคนสูญสิ้นทุกสิ่งด้วยความรู้สึกซับซ้อน ในใจส่วนหนึ่งรู้สึกสมเพช แต่อีกส่วนหนึ่งกลับหวาดกลัวต่ออนาคตของตนเอง
ในตรอกมืดและอับชื้นหลังตลาดค้าเนื้อ จินจือในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ดูมอซอ กำลังยืนคุยกับชายชราผมเผ้ารุงรังผู้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าใหญ่ของเครือข่ายขอทานทั่วเมืองหลวง
“นี่คือเงินรางวัลสำหรับข่าวที่พวกเจ้าหามาได้ และนี่คือเงินสำหรับงานชิ้นต่อไป” นางยื่นถุงเงินสองใบให้ชายชราซึ่งรับไปอย่างนอบน้อม
“นายหญิงน้อยโปรดวางใจ ข่าวที่ท่านต้องการจะกระจายไปทั่วทุกหัวระแหงของเมืองหลวงภายในหนึ่งชั่วยามนี้แน่นอนขอรับ”
จินจือพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “จำไว้ให้ขึ้นใจ ต้องให้ดูเหมือนเป็นเสียงร่ำลือจากชาวบ้านธรรมดา ห้ามให้มีพิรุธเด็ดขาด เนื้อหาข่าวลือต้องเป็นไปตามที่ข้าบอกทุกประการ”
“ขอรับ... ‘รัชทายาททำการค้าจนขาดทุนย่อยยับ’ ‘ไร้สามารถจนสินค้าถูกโจรปล้นกลางทาง’ ‘เบื้องหลังอาจมีขุนนางใหญ่หนุนหลังโจรป่า’ ‘ตอนนี้ถังแตก ไม่มีเงินจ่ายให้คู่ค้าแล้ว’... ข้าน้อยจำได้ขึ้นใจขอรับ” หัวหน้าขอทานทวนคำอย่างแม่นยำ
“ดีมาก ไปทำงานได้”
สิ้นคำสั่ง ร่างของหัวหน้าขอทานก็หายวับเข้าไปในความมืดของตรอกซอกซอย ไม่นานหลังจากนั้น กลุ่มขอทาน เด็กเร่ร่อน คนเก็บของเก่า ก็เริ่มเคลื่อนไหว กระจายตัวกันออกไปปะปนกับฝูงชนตามโรงน้ำชา ตลาดสด และซ่องนางโลม เสียงกระซิบกระซาบที่ทรงพลังกว่าคมดาบได้เริ่มทำงานของมันแล้ว
ณ เรือนพักของไป๋ลู่เหยา กลิ่นชาชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้อง นางนั่งอยู่หน้ากระดานหมากล้อมอย่างสงบ ค่อยๆ ใช้คีมคีบเม็ดหมากลงบนกระดานอย่างเชื่องช้า แต่ละเม็ดที่วางลงไปนั้นหนักแน่นและเด็ดขาด ราวกับกำลังกำหนดชะตากรรมของใครบางคน
จินจือกลับเข้ามารายงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คุณหนูเจ้าขา ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเจ้าค่ะ! ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังลือกันให้แซ่ดว่ารัชทายาทสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ชื่อเสียงป่นปี้ไม่มีชิ้นดีเลยเจ้าค่ะ!” นางยกถาดขนมเปี๊ยะทอดใหม่ๆ ที่หอมกรุ่นมาวางไว้ข้างๆ อย่างเอาใจ
ลู่เหยาเพียงยิ้มบางๆ ที่มุมปาก นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ไม่ได้แตะต้องขนมแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ท่านลุงกู้ก็มาถึง เขาโค้งคำนับนางอย่างนอบน้อมยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ ในแววตาของชายชราเต็มไปด้วยความชื่นชมและยำเกรงอย่างสุดซึ้ง
“คุณหนูใหญ่...แผนการของท่าน...ช่าง...ช่างเหนือความคาดหมายของข้าน้อยยิ่งนัก!” เขาลูบเคราแพะของตนเองด้วยมือที่สั่นน้อยๆ จากความตื่นเต้น “เพียงสองวันเท่านั้น หุ้นส่วนทางการค้าของรัชทายาทกว่าเจ็ดในสิบส่วนถอนตัวแล้ว โรงทอผ้าที่เคยส่งสินค้าให้เขาก็อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลายเพราะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ข้าคาดว่าภายในสามวัน เงินทุนหมุนเวียนของจ้าวเทียนอี้จะติดขัดจนกลายเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์!”
“ท่านลุงกู้ชมเกินไปแล้ว” ลู่เหยาเอ่ยเสียงเรียบ “นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น”
ปลายนิ้วของนางเริ่มลูบไล้กันเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกพึงพอใจที่ได้เห็นศัตรูค่อยๆ ล่มสลายนั้นช่างหอมหวาน แต่มันก็ทำให้นางรู้สึกเย็นเยียบในหัวใจไปพร้อมกัน ชาติก่อนนางคือผู้ถูกกระทำ ชาตินี้นางคือผู้กระทำ...เส้นแบ่งระหว่างการแก้แค้นและความโหดเหี้ยมนั้นบางเหลือเกิน
ทันใดนั้น เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่มุมห้องอย่างเงียบเชียบดุจวิญญาณ
“อาเฟย” นางเอ่ยเรียกโดยไม่ได้หันไปมอง
“ขอรับคุณหนู” เสียงของอาเฟยราบเรียบไร้ความรู้สึกเช่นเคย “จากการสืบสวน ขบวนสินค้าของรัชทายาทถูกโจมตีโดยกลุ่มคนประมาณห้าสิบคน พวกมันลงมืออย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ระเบียบวินัยสูงส่งผิดกับโจรป่าทั่วไป...ลักษณะการสังหารองครักษ์...คล้ายคลึงกับหน่วยทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมขอรับ”
ลู่เหยาชะงักมือที่กำลังจะวางเม็ดหมากเม็ดต่อไป
“แล้วจวนอ๋องทมิฬเล่า?”
“เงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่เมื่อคืนวาน มีรายงานว่าองครักษ์เงาหน่วยหนึ่งของอ๋องทมิฬได้ออกจากเมืองหลวงไป...และเพิ่งกลับเข้ามาเมื่อเช้ามืดวันนี้”
ท่านลุงกู้ถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ “หรือว่า...จะเป็นฝีมือของอ๋องทมิฬ?”
ดวงตาของลู่เหยาหรี่ลง ในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อนยากจะบรรยาย หลี่ซวน...บุรุษผู้นั้นอีกแล้ว เขากำลังทำอะไรกันแน่? การกระทำของเขาดูเหมือนจะช่วยเหลือเกื้อกูลนางอยู่ตลอดเวลา แต่เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น? ความช่วยเหลือที่ไร้ที่มาที่ไปนี่แหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุด
นางไม่ได้ตอบคำถามของท่านลุงกู้ แต่เปลี่ยนเรื่องไปเสียดื้อๆ “สินค้าที่ปล้นมาได้ จัดการเรียบร้อยดีหรือไม่?”
อาเฟยตอบทันที “เรียบร้อยดีขอรับ ท่านลุงกู้ได้เตรียมพ่อค้าจากต่างเมืองมารับซื้อต่อแล้ว จะไม่มีร่องรอยสาวมาถึงเราได้อย่างแน่นอน”
“ดี” ลู่เหยาพยักหน้า ในที่สุดนางก็วางเม็ดหมากลงบนกระดาน เสียง ‘แปะ’ ดังขึ้นเพียงเบาๆ แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบของห้องนั้น มันคือเสียงแห่งการปิดล้อม คือเสียงแห่งการประกาศชัยชนะในสมรภูมิแรก
ท่านลุงกู้มองดูสถานการณ์บนกระดานแล้วถึงกับเบิกตากว้าง เม็ดหมากสีขาวของฝ่ายรัชทายาทถูกเม็ดหมากสีดำของนางล้อมกรอบจนสิ้นไร้หนทางไปโดยสมบูรณ์แล้ว
“ยอดเยี่ยม...ยอดเยี่ยมจริงๆ! แผนการทุบราคาเพื่อสร้างความโกลาหล ตามด้วยการตัดเส้นเลือดใหญ่ และปิดท้ายด้วยการทำลายชื่อเสียง...รัชทายาทคงไม่คาดคิดว่าจะถูกโจมตีพร้อมกันจากทุกทิศทางเช่นนี้” ท่านลุงกู้เอ่ยชมด้วยความจริงใจ
ไป๋ลู่เหยาลุกขึ้นยืน เดินไปที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองไปยังสวนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอย่างเงียบงัน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบใบหน้าหมดจดของนาง เผยให้เห็นแววตาที่เยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว
“เมื่อกิ่งก้านถูกตัดจนโกร๋นแล้ว...ก็ถึงเวลาที่จะต้องขุดรากถอนโคน”
นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษทั้งสอง แววตาคมกริบดุจใบมีดที่เพิ่งลับใหม่
“ท่านลุงกู้ เตรียมเงินทุนทั้งหมดของเราไว้ให้พร้อม”
“จะ...จะให้ข้าน้อยทำสิ่งใดหรือขอรับ?”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของไป๋ลู่เหยา เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่กลับแฝงไว้ด้วยความอำมหิตอย่างที่สุด
“พรุ่งนี้เช้า...เราจะไปกว้านซื้อโรงทอผ้าทุกแห่งที่กำลังจะล้มละลายเพราะเขา”
