บทที่ 4 : หน้ากากที่หลุดลุ่ย
สายลมยามบ่ายพัดผ่านสวนตระกูลไป๋ หอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุ้ยฮวามาด้วย ไป๋ลู่เหยาเดินกลับเรือนพักของตนด้วยฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคง ราวกับว่าการสนทนาที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของใครบางคนเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ
จินจือรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับทันทีที่เห็นร่างของคุณหนู ในมือนางถือถาดไม้เล็กๆ ที่มีขนมเปี๊ยะดอกเหมยส่งกลิ่นหอมกรุ่นวางอยู่
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวอุ่นไว้ให้พอดีเลยเจ้าค่ะ ทานรองท้องสักหน่อยนะเจ้าคะ หน้าซีดเดี๋ยวก็เป็นลมไปหรอก” นางเอ่ยด้วยความเป็นห่วง พลางจัดแจงวางถาดขนมลงบนโต๊ะกลมกลางห้อง
ไป๋ลู่เหยาเพียงปรายตามองขนมเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม นางไม่ได้ตอบคำถามของจินจือ แต่กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นางมาแล้วหรือยัง”
“มาแล้วเจ้าค่ะ รออยู่ในห้องด้านใน บ่าวกำชับแล้วว่าห้ามส่งเสียงเด็ดขาด” จินจือรายงานพลางรินน้ำชาให้ผู้เป็นนาย
“ดี”
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ความอุ่นของน้ำชาไหลผ่านลำคอแต่ไม่ได้ทำให้ความเยือกเย็นในแววตาของนางลดลงเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวงามของนางเริ่มลูบไล้กันเบาๆ เป็นภาพที่จินจือเห็นจนชินตาเวลาที่คุณหนูของนางกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ครู่ต่อมา ประตูห้องด้านในก็เปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างของสาวใช้ในชุดสีเขียวอ่อนนางหนึ่งก้าวออกมา นางมีใบหน้าจืดชืดธรรมดา หากแต่ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนเห็นได้ชัด นางทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าไป๋ลู่เหยาทันที โขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงทึบๆ
“คุณหนูใหญ่... บ่าว... บ่าวได้ของมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงของนางสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ
สาวใช้ผู้นี้คือเสี่ยวชุ่ย คนสนิทข้างกายน้องสาวต่างมารดาของนาง ไป๋อวี้หลาน
เสี่ยวชุ่ยล้วงห่อผ้าเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นส่งให้ไป๋ลู่เหยาด้วยสองมือที่สั่นเทา จินจือเป็นผู้เดินเข้าไปรับมาแล้วนำมาวางบนโต๊ะตรงหน้าคุณหนูของตน
ไป๋ลู่เหยาคลี่ห่อผ้าออกอย่างไม่รีบร้อน ข้างในคือจดหมายหลายฉบับที่ถูกพับไว้อย่างดี ลายมือบนจดหมายเหล่านั้นงดงามอ่อนช้อย เป็นลายมือของไป๋อวี้หลานอย่างไม่ต้องสงสัย นางหยิบขึ้นมาฉบับหนึ่งแล้วเปิดอ่าน เนื้อหาในนั้นหวานล้ำพร่ำพรรณนาถึงความรักความคิดถึงที่มีต่อองค์รัชทายาทจ้าวเทียนอี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือประโยคที่สอดแทรกอยู่เป็นระยะ
‘...พี่หญิงใหญ่ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก นางคิดว่าตนเองเป็นใครกัน เหตุใดท่านพ่อจึงยังต้องเกรงใจนางอยู่...’
‘...หากไม่มีนางคอยขวางทาง ข้ากับท่านคงได้อยู่เคียงข้างกันอย่างเปิดเผยไปนานแล้ว...’
‘...ข้าจะทำให้นางสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่เหลือที่ยืนในจวนแห่งนี้อีกต่อไป...’
ไป๋ลู่เหยาอ่านทุกฉบับอย่างละเอียด ดวงตาของนางไร้ระลอกคลื่นใดๆ คล้ายกำลังอ่านรายงานการค้าที่น่าเบื่อฉบับหนึ่งเท่านั้น
“เจ้าทำได้ดีมาก เสี่ยวชุ่ย” นางเอ่ยขึ้นในที่สุด พลางพับจดหมายเก็บเข้าที่เดิม “จำสิ่งที่เราตกลงกันไว้ได้หรือไม่”
“จำได้เจ้าค่ะ! จำได้ขึ้นใจ!” เสี่ยวชุ่ยรีบตอบรับ “บ่าวจะทำตามที่คุณหนูใหญ่สั่งทุกอย่าง ขอเพียงคุณหนูใหญ่โปรดเมตตาครอบครัวของบ่าวที่อยู่ต่างเมืองด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่เคยผิดสัญญา” ไป๋ลู่เหยากล่าวเสียงเย็น “กลับไปที่เรือนของนายเจ้าเสีย ทำตัวตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอสัญญาณจากข้า”
“เจ้าค่ะ! ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่! ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่!” เสี่ยวชุ่ยโขกศีรษะอีกหลายครั้งก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วถอยออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
เมื่อลับร่างของเสี่ยวชุ่ยไปแล้ว จินจือจึงอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไม่อยากจะเชื่อเลยว่านังงูพิษนั่นจะเขียนอะไรแบบนี้! นาง...นาง...น่ารังเกียจที่สุด!”
ไป๋ลู่เหยายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก “นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น จินจือ สิ่งที่นางทำกับข้าในชาติ... อดีต มันเลวร้ายกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่านัก” นางชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเกือบจะหลุดปากพูดถึง ‘ชาติก่อน’ ออกไป
“แล้ว...แล้วคุณหนูจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ”
“รอ” นางตอบสั้นๆ “รอให้เหยื่อดิ้นรนจนหมดแรง แล้วค่อยลากขึ้นมาเชือด”
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ขณะที่แสงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง บ่าวรับใช้หญิงอาวุโสจากเรือนใหญ่ก็มาถึงหน้าเรือนของไป๋ลู่เหยา
“เรียนคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ ท่านเจ้าสัวมีคำสั่งให้คุณหนูไปพบที่โถงบรรพชนเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความกระด้างและไม่เคารพนัก
จินจือขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ไป๋ลู่เหยาเพียงพยักหน้ารับอย่างสงบ “ข้ารู้แล้ว”
นางลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ของตนให้เข้าที่อย่างใจเย็น แล้วจึงหยิบห่อผ้าที่ใส่จดหมายเหล่านั้นซ่อนไว้ในแขนเสื้อกว้าง ก่อนจะก้าวเดินออกจากเรือนไปอย่างมั่นคง จินจือรีบเดินตามหลังไปติดๆ ด้วยสีหน้าเป็นกังวล
โถงบรรพชนของตระกูลไป๋ตั้งอยู่ใจกลางจวน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับประกอบพิธีสำคัญและลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด บรรยากาศภายในเย็นเยียบและน่าเกรงขาม ป้ายสลักชื่อบรรพบุรุษตั้งเรียงรายอยู่บนแท่นบูชาสูงใหญ่ กลิ่นกำยานที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาทำให้รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เมื่อไป๋ลู่เหยาเดินเข้าไปถึง ก็พบว่าบิดาของนาง ท่านเจ้าสัวไป๋เจิ้งหมิง นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ข้างกายเขามีฮูหยินรองซึ่งเป็นมารดาของไป๋อวี้หลานนั่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ อยู่ ส่วนตัวการของเรื่อง ไป๋อวี้หลาน คุกเข่าอยู่กลางโถง ใบหน้าของนางขาวซีดราวกับกระดาษ ดวงตากลมโตคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา ดูน่าสงสารและบอบบางเป็นอย่างยิ่ง
ทันทีที่เห็นไป๋ลู่เหยา ไป๋เจิ้งหมิงก็ตบเท้าแขนเก้าอี้อย่างแรงจนเกิดเสียงดังปัง!
“ไป๋ลู่เหยา! เจ้ายังกล้ามาอีกรึ! คุกเข่าลง!” เสียงของเขาดังกึกก้องไปทั่วโถงบรรพชน
ไป๋ลู่เหยาเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ น้องสาวต่างมารดา แต่นางไม่ได้คุกเข่าลงตามคำสั่ง นางเพียงย่อกายคารวะบิดาอย่างงดงามตามธรรมเนียม แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านพ่อเรียกหาลู่เหยามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ หากเป็นเรื่องที่น้องรองกล่าวหาว่าข้าทำร้ายนาง เช่นนั้นลู่เหยาคงไม่อาจคุกเข่ารับโทษที่ตนเองไม่ได้ก่อได้”
“นังเด็กดื้อด้าน!” ไป๋เจิ้งหมิงตวาดลั่น “น้องสาวของเจ้าป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น แต่เจ้ากลับไปก่อกวนนางไม่หยุดหย่อน มิหนำซ้ำยังกล่าวหานางว่าแสร้งป่วยอีก นี่คือสิ่งที่พี่สาวพึงกระทำต่อน้องรึ!”
“ท่านพี่...” ไป๋อวี้หลานหันมามองพี่สาวด้วยแววตาตัดพ้อ น้ำตาไหลเป็นทางยาว “หลานเอ๋อร์ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องท่านพี่เลยนะเพคะ... เป็นท่านแม่ที่...ฮึก...ที่ทนเห็นหลานเอ๋อร์เจ็บปวดไม่ไหว ท่านพ่อ โปรดอย่าลงโทษท่านพี่เลยนะเพคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของหลานเอ๋อร์เองที่ร่างกายอ่อนแอ”
นางกัดริมฝีปากล่างของตนเองเบาๆ ท่าทางน่าเวทนาเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาโกรธเกรี้ยวไป๋ลู่เหยามากขึ้นไปอีก
“เจ้าได้ยินหรือไม่ลู่เหยา! ดูน้องสาวของเจ้าสิ! จิตใจดีงามและเปี่ยมด้วยเมตตาเพียงใด แล้วดูตัวเจ้า! เย็นชา ไร้หัวใจ! วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก!”
ไป๋ลู่เหยามองภาพละครตรงหน้าด้วยความรู้สึกสมเพชระคนสะใจ นางรอจนบิดาพูดจบจึงเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ท่านพ่อ ท่านกล่าวหาว่าข้าไร้หัวใจ แต่ท่านเคยไต่สวนหาความจริงแล้วหรือยังว่าเหตุใดข้าจึงทำเช่นนั้น”
นางหันไปมองไป๋อวี้หลานที่กำลังสะอื้นไห้ตัวโยน “น้องรอง เจ้าบอกว่าเจ้าป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น เช่นนั้นเหตุใดเมื่อเช้าเจ้าจึงยังมีแรงเดินไปที่ศาลาริมสระบัวเพื่อลอบพบกับคนผู้หนึ่งได้เล่า”
คำพูดของนางทำให้อาการสะอื้นของไป๋อวี้หลานชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงซ่อนประกายความหวาดหวั่นนั้นไว้
“เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด!” ฮูหยินรองรีบแก้ต่างให้บุตรสาว “บุตรสาวข้าป่วยนอนซมอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน จะออกไปพบเจอใครได้อย่างไร!”
“โอ้? เช่นนั้นหรือเจ้าคะ” ไป๋ลู่เหยาแค่นยิ้ม “ถ้าเช่นนั้น บางที ‘หลักฐาน’ ชิ้นนี้อาจช่วยเตือนความจำให้น้องรองได้กระมัง”
นางหยิบห่อผ้าออกมาจากแขนเสื้อ ค่อยๆ คลี่ออกช้าๆ เผยให้เห็นจดหมายหลายฉบับที่อยู่ข้างใน ทันทีที่ไป๋อวี้หลานเห็นซองจดหมายเหล่านั้น ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดไร้สีเลือดในบัดดล
“ท่านพ่ออาจจะยังไม่ทราบ” ไป๋ลู่เหยากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด “น้องรองของข้ามิได้ป่วยกาย แต่ป่วยใจต่างหาก... ป่วยด้วยโรคที่เรียกว่า ‘ความรัก’ ที่มีต่อองค์รัชทายาทจ้าวเทียนอี้”
“กรี๊ดดด! ไม่จริงนะ!” ไป๋อวี้หลานกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว “ท่านพี่! ท่านใส่ร้ายข้า! ท่านใส่ร้ายข้า!”
ไป๋เจิ้งหมิงขมวดคิ้วมุ่น มองหน้าบุตรสาวทั้งสองสลับกันไปมา “ลู่เหยา นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“ก็เรื่องที่น้องรองของข้าลักลอบติดต่อกับองค์รัชทายาทอย่างลับๆ มาโดยตลอดอย่างไรเล่าเจ้าคะ” ไป๋ลู่เหยาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาถือไว้ “ในจดหมายเหล่านี้ ไม่เพียงแต่พร่ำพรรณนาถึงความรัก แต่ยังเต็มไปด้วยคำกล่าวร้ายต่อข้าผู้เป็นพี่สาว และยังดูหมิ่นสกุลไป๋ของเราอีกด้วย ท่านพ่ออยากจะลองฟังดูสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
นางทำท่าจะเปิดอ่าน แต่ไป๋อวี้หลานถลาเข้ามาพยายามจะแย่งจดหมายไปจากมือนาง “อย่า! เอาคืนมานะ! เอาคืนมา!”
แต่ไป๋ลู่เหยาไวกว่า นางเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ทำให้อวี้หลานเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น
“ดูเหมือนน้องรองจะอาการดีขึ้นมากแล้วนะเจ้าคะ สามารถลุกขึ้นมาวิ่งแย่งของได้แล้ว” นางกล่าวเยาะหยัน
ไป๋เจิ้งหมิงหน้าดำคล้ำด้วยความโกรธ เขาตวาดลั่น “เอามาให้ข้าดู!”
ไป๋ลู่เหยายื่นจดหมายทั้งหมดให้บ่าวรับใช้ข้างกายบิดา ซึ่งนำไปส่งต่อให้ท่านเจ้าสัวอย่างนอบน้อม
ยิ่งอ่าน ใบหน้าของไป๋เจิ้งหมิงก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความพิโรธ มือที่ถือจดหมายสั่นเทิ้ม เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ การที่บุตรสาวลักลอบมีความสัมพันธ์กับองค์รัชทายาทก่อนแต่งงานนับเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติอย่างร้ายแรง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของสกุลไป๋ที่สั่งสมมานับร้อยปีคงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!
“นังลูกชั่ว!” เขาขว้างจดหมายทั้งหมดใส่หน้าไป๋อวี้หลานอย่างแรง “นี่รึคือสิ่งที่เจ้าทำลับหลังข้า! เจ้าทำให้ข้าขายหน้า! ทำให้บรรพบุรุษต้องอับอาย!”
“ท่านพ่อ... ไม่ใช่นะเพคะ... มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด... ท่านพี่... ท่านพี่ต้องเป็นคนปลอมจดหมายขึ้นมาแน่ๆ!” ไป๋อวี้หลานยังคงพยายามดิ้นรนหาทางรอด
ไป๋ลู่เหยาหัวเราะในลำคอ “ปลอมหรือ? ลายมือของเจ้าแท้ๆ เจ้ายังจะปฏิเสธอีกหรือ แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ายังไม่ยอมรับ ข้าก็ยังมีพยาน”
นางหันไปพยักหน้าให้จินจือที่ยืนรออยู่หน้าประตูโถง จินจือจึงเดินออกไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับเสี่ยวชุ่ยที่ตัวสั่นงันงก
ทันทีที่เห็นเสี่ยวชุ่ย ไป๋อวี้หลานก็เบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา “เสี่ยวชุ่ย! เจ้า...!”
เสี่ยวชุ่ยคุกเข่าลงต่อหน้าท่านเจ้าสัวไป๋ “เรียนท่านเจ้าสัว บ่าว...บ่าวเป็นคนขโมยจดหมายเหล่านี้ออกมาจากห้องของคุณหนูรองเองเจ้าค่ะ ทุกสิ่งที่เขียนในจดหมายเป็นความจริงทุกประการ คุณหนูรองลักลอบพบกับองค์รัชทายาทบ่อยครั้ง และนางก็แสร้งป่วยเพื่อใส่ร้ายคุณหนูใหญ่จริงๆ เจ้าค่ะ!”
คำสารภาพของคนสนิทข้างกายเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงบนความหวังสุดท้ายของไป๋อวี้หลานจนแหลกละเอียด นางทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง จ้องมองเสี่ยวชุ่ยด้วยแววตาทั้งโกรธแค้นและเจ็บปวดที่ถูกหักหลัง นางไม่เข้าใจ... เหตุใดสาวใช้ที่นางไว้ใจที่สุดจึงกล้าทำเช่นนี้กับนาง
“เหตุใด... เหตุใดเจ้าจึงทำกับข้าเช่นนี้...” นางพึมพำเสียงแผ่ว
“ท่านพ่อ” ไป๋ลู่เหยาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว “ตอนนี้น่าจะชัดเจนแล้วนะเจ้าคะว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด น้องรองไม่เพียงแต่หลอกลวงท่านพ่อ แต่ยังคิดทำลายชื่อเสียงของข้าและของตระกูลเราอีกด้วย หากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าสักวันนางอาจจะนำภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงกว่านี้มาสู่สกุลไป๋ของเราได้”
ไป๋เจิ้งหมิงโกรธจนหน้าเขียว เขาชี้หน้าไป๋อวี้หลานที่นอนหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้น
“เด็กๆ! เด็กๆ อยู่ไหน! มาลากนังตัวดีนี่ออกไปโบยห้าสิบไม้! โบยให้ข้าเห็นตรงนี้เดี๋ยวนี้!”
ฮูหยินรองกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ รีบคลานเข้าไปกอดขาของสามี “ท่านพี่! ไม่ได้นะเจ้าคะ! อย่าทำหลานเอ๋อร์เลย! นางเป็นลูกของท่านนะเจ้าคะ! ห้าสิบไม้จะทำให้นางตายได้นะเจ้าคะ!”
“ไสหัวไป!” ไป๋เจิ้งหมิงสะบัดขานางออกอย่างไม่ไยดี “นางทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ ยังมีหน้ามาเรียกข้าว่าพ่ออีกรึ! โบย! ใครไม่ทำตามคำสั่งข้าจะโบยมันด้วย!”
บ่าวไพร่ร่างกำยำสองนายเดินเข้ามาในโถงบรรพชน พวกเขาลากร่างของไป๋อวี้หลานไปยังลานกว้างหน้าโถง จับนางกดลงกับม้านั่งยาวสำหรับลงทัณฑ์
เสียงไม้กระทบเนื้อหนังดังขึ้นเป็นครั้งแรก ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของไป๋อวี้หลานที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ
“อ๊ากกก! ท่านพ่อ! ข้าเจ็บ! ได้โปรด...อภัยให้ข้าด้วย! อ๊า!”
เสียงร้องของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ไป๋ลู่เหยายืนมองภาพนั้นจากในโถงด้วยใบหน้าเรียบเฉย ในใจของนางไม่มีทั้งความสุขและความทุกข์ มีเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น หนี้แค้นที่พวกเจ้าติดค้างข้าไว้ มันยังเหลืออีกมากมายนัก
ฮูหยินรองเป็นลมล้มพับไปทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของบุตรสาว บ่าวรับใช้ต้องรีบเข้ามาพยุงนางออกไป
เมื่อการลงโทษสิ้นสุดลง ไป๋อวี้หลานก็สลบไสลไปแล้ว แผ่นหลังของนางชุ่มโชกไปด้วยเลือด เนื้อตัวบอบช้ำจนดูไม่ได้ บ่าวไพร่นำร่างที่ไร้สติของนางกลับไปยังเรือนพัก
บรรยากาศในโถงบรรพชนกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างหนักของไป๋เจิ้งหมิงเท่านั้น
ไป๋ลู่เหยาจึงย่อกายลงอีกครั้งหนึ่ง “ท่านพ่อ เพื่อมิให้เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ขึ้นอีก และเพื่อดูแลจัดการความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในจวน ลู่เหยาเห็นว่าอำนาจในการดูแลเรือนหลังทั้งหมด...ควรจะกลับมาอยู่ในมือของบุตรสาวคนโตเช่นข้าดังเดิมนะเจ้าคะ”
ไป๋เจิ้งหมิงเหนื่อยล้าเกินกว่าจะโต้เถียง เขาเพิ่งจะสูญเสียหน้าไปอย่างยับเยินเพราะความโง่เขลาของบุตรสาวคนเล็กและฮูหยินรอง การปล่อยให้พวกนางดูแลจัดการเรื่องในบ้านต่อไปคงมีแต่จะสร้างปัญหาไม่รู้จบ
เขามองไป๋ลู่เหยา บุตรสาวคนโตที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง แม้นางจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่ก็ฉลาดและมีความสามารถมาโดยตลอด อย่างน้อยนางก็ไม่เคยทำให้เขาต้องขายหน้าเช่นนี้
“เอาเถอะ...” เขาถอนหายใจยาว “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงรับตราประทับและสมุดบัญชีทั้งหมดคืนไปจัดการเสีย อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังอีก”
“ขอบพระคุณท่านพ่อที่ไว้วางใจเจ้าค่ะ” ไป๋ลู่เหยากล่าวรับคำอย่างนอบน้อม ดวงตาของนางทอประกายแห่งชัยชนะอยู่เพียงวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเรียบสงบดังเดิม
คืนนั้น ภายในเรือนพักของไป๋ลู่เหยา แสงเทียนส่องสว่างไสว บนโต๊ะทำงานของนางมีสมุดบัญชีและกุญแจพวงใหญ่วางอยู่ จินจือยกถ้วยซุปรังนกตุ๋นโสมเข้ามาวางให้อย่างเอาใจ
“คุณหนูเจ้าคะ ดื่มบำรุงร่างกายสักหน่อยนะเจ้าคะ วันนี้ท่านต้องเหนื่อยมาทั้งวัน”
ไป๋ลู่เหยาละสายตาจากสมุดบัญชี นางไม่ได้แตะต้องถ้วยซุปนั้น แต่กลับหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก แล้วเขียนรายชื่อร้านค้าและกิจการต่างๆ ของตระกูลลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
“จินจือ” นางเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้า “พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงนำสาส์นนี้ไปให้ท่านลุงกู้ บอกท่านว่า...ถึงเวลาที่เราต้องเริ่ม ‘สะสาง’ บัญชีเก่าๆ ที่มีคนทำสกปรกทิ้งไว้แล้ว”
