นางร้ายเช่นข้าเมื่อเกิดใหม่แล้วจะไม่ปรานีท่านอีกต่อไป

91.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
31
บท
4.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

คำโปรย: ชาติก่อน ‘ไป๋ลู่เหยา’ คือสตรีโง่งมที่ทุ่มเทความรักให้บุรุษไร้หัวใจและน้องสาวจอมปลอม รางวัลตอบแทนความภักดีคือการถูกจองจำในคุกใต้ดิน ร่างกายถูกทัณฑ์ทรมานจนแหลกสลาย และต้องสิ้นลมหายใจอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกองเลือด แต่สวรรค์กลับเล่นตลกร้าย หรือนรกยังไม่อยากต้อนรับวิญญาณอาฆาต... นางจึงได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในวัยสิบห้าปี! เมื่อโอกาสครั้งที่สองมาเยือน หน้ากากแห่งความเมตตาจึงถูกฉีกทิ้ง ชาตินี้นางจะไม่ทวงถามหาความยุติธรรม แต่จะใช้สองมือนี้ขีดเขียนชะตากรรมของพวกมันด้วยตัวเอง ทว่า... ในเส้นทางการล้างแค้นที่อาบย้อมด้วยสีชาด กลับมี ‘อ๋องทมิฬหลี่ซวน’ บุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิต คอยยื่นมือเข้ามาก้าวก่าย พร้อมกับสายตาลึกล้ำที่ราวกับจะมองทะลุถึงวิญญาณของนาง “หากมือของเจ้าต้องเปื้อนเลือด... เช่นนั้นข้าก็จะเป็นดาบเล่มนั้นให้เจ้าเอง ลู่เหยา”

นิยายย้อนยุคข้ามมิติฟินๆแหกหน้าพลิกชีวิตนางเอกเก่งอาหาร

บทที่ 1 คาวเลือดและการลืมตาตื่น

กลิ่นคาวเลือดและดินชื้นแฉะคือสิ่งสุดท้ายที่ไป๋ลู่เหยารับรู้ได้ในห้วงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ความเย็นเยียบเสียดแทงเข้าสู่กระดูกทุกข้อ ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าที่เคยถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดส่งความเจ็บปวดรวดร้าวกลับมาทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่ามันจะด้านชาไปนานแล้วก็ตาม

นางนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบของคุกใต้ดินหลวง ร่างกายบอบช้ำเกินกว่าจะขยับได้แม้เพียงเล็กน้อย ดวงตาพร่ามัวมองเห็นเพียงเงาร่างสองสายที่ยืนค้ำหัวอยู่ท่ามกลางแสงคบไฟริบหรี่

“เหยาเอ๋อร์...น่าสงสารเสียจริง” น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความสมเพชดังขึ้น เป็นเสียงที่นางไม่มีวันลืม เสียงของไป๋อวี้หลาน น้องสาวต่างมารดาผู้ซึ่งแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากนาง

“อวี้หลาน...อย่าแตะต้องนางด้วยมือสกปรกของเจ้า” เสียงทุ้มต่ำเย็นชาดังตามมา ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายมังกรของรัชทายาทจ้าวเทียนอี้ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายนาง เขาคือบุรุษที่นางเคยรักสุดหัวใจ คืออดีตคู่หมั้นที่นางเคยเฝ้ารอวันจะได้เคียงข้างบัลลังก์ บัดนี้เขากลับมองนางด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ราวกับนางเป็นเพียงหนอนแมลงน่าขยะแขยง

จ้าวเทียนอี้หมุนแหวนหยกที่สวมอยู่บนนิ้วโป้งอย่างเชื่องช้า แววตาคมกริบจ้องมองซากชีวิตที่หายใจรวยรินตรงหน้า “ไป๋ลู่เหยา เจ้ามันโง่เง่าสิ้นดี คิดว่าความรักจะทำให้ข้าตาบอดได้หรือ สตรีที่ทะเยอทะยานและควบคุมไม่ได้เช่นเจ้า ไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮองเฮาของข้า”

“ฝ่าบาท...อย่าตรัสเช่นนั้นเลยเจ้าคะ อย่างไรเสียนางก็คือพี่สาวของหม่อมฉัน” ไป๋อวี้หลานแสร้งทำเสียงสั่น ก้มลงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมตาที่ไม่มีหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ก่อนจะกัดริมฝีปากล่างเบาๆ แล้วกล่าวต่อ “พี่หญิง ท่านคงไม่รู้สินะว่าท่านพ่อส่งท่านเข้าวังมาเพื่อเป็นหมากให้ตระกูลไป๋ แต่ท่านกลับทำทุกอย่างพังไม่เป็นท่า ดีที่หม่อมฉันและฝ่าบาทช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที บัดนี้ตระกูลไป๋ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนท่าน...ก็หมดประโยชน์แล้ว”

คำพูดทุกคำกรีดลึกลงในใจของลู่เหยาราวกับมีดนับพันเล่ม นางพยายามจะเปล่งเสียง แต่มีเพียงลมหายใจแหบแห้งและเสียงโลหิตที่กระอักออกจากลำคอ ความจริงที่โหดร้ายถาโถมเข้าใส่ ที่แท้ทุกอย่างเป็นเพียงแผนการ นางเป็นแค่บันไดให้อสรพิษสองตัวนี้เหยียบย่ำขึ้นไปสู่จุดสูงสุด

อวี้หลานย่อตัวลง กระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่แท้จริง “ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดมารดาของท่านจึงตกจากหน้าผาตายอย่างปริศนา...เป็นข้าเอง ข้ากับมารดาของข้าเป็นคนวางแผนทั้งหมด นางโง่เง่าเหมือนกับท่านไม่มีผิด หลงเชื่อว่าคนของนางซื่อสัตย์ แต่สุดท้ายก็ถูกผลักลงไปตายอย่างน่าสมเพช สมบัติทุกชิ้น กิจการลับทั้งหมดของนาง...ตอนนี้เป็นของข้าหมดแล้ว”

ดวงตาของลู่เหยาเบิกกว้าง ความแค้นและความเจ็บปวดระเบิดขึ้นในอกจนแทบแหลกสลาย มารดาของนาง! ที่แท้มารดาของนางก็ถูกคนพวกนี้สังหาร! โลหิตทะลักออกจากปากอีกครั้ง นางพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าข้อเท้าของอวี้หลาน แต่กลับไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง

จ้าวเทียนอี้ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “ส่งยาให้นางได้แล้ว ข้าไม่อยากเห็นหน้านางอีกต่อไป”

ขันทีคนหนึ่งนำถ้วยยาถ้วยเล็กเข้ามาคุกเข่าลงข้างๆ อวี้หลานรับถ้วยยานั้นมาถือไว้ กลิ่นฉุนของยาพิษลอยมาแตะจมูกของลู่เหยา “ดื่มเถิดพี่หญิง ยานี่จะช่วยให้ท่านพ้นทุกข์ ไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป ถือว่าเป็นความเมตตาสุดท้ายจากน้องสาวคนนี้”

นางจ้องมองใบหน้างดงามแต่แฝงด้วยความอำมหิตของ อวี้หลาน จ้องมองแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึกของจ้าวเทียนอี้ ภาพความทรงจำสุดท้ายที่นางอยากจะจดจำคือใบหน้าของศัตรู หากสวรรค์มีจริง หากนรกมีตา ขอให้นางได้จารึกความแค้นนี้ไว้ในส่วนลึกของวิญญาณ แม้จะต้องกลายเป็นภูตผีปีศาจ นางก็จะขอกลับมาลากพวกมันทั้งหมดลงสู่อเวจี!

อวี้หลานกรอกยาพิษเข้าปากนาง ของเหลวขมปร่าไหลผ่านลำคอ แผดเผาอวัยวะภายในจนบิดเกร็ง ความเจ็บปวดครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ กัดกินร่างของนางจากภายในสู่ภายนอก สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง แสงไฟจากคบไฟดับวูบลง...พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของไป๋ลู่เหยา

เฮือก!

ร่างทั้งร่างสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระชากขึ้นจากห้วงน้ำลึก ไป๋ลู่เหยาสะบัดศีรษะอย่างแรง ลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมกับหอบหายใจถี่กระชั้น เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผาก กลิ่นคาวเลือดและดินชื้นแฉะในคุกใต้ดินหายไปแล้ว แทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและไม้จันทน์ในห้องนอนที่คุ้นเคย

แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบบนผ้าปูที่นอนไหมเนื้อดีสีชมพูอ่อน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว...คือเรือนนอนของนางที่จวนตระกูลไป๋ ไม่มีโซ่ตรวน ไม่มีบาดแผล ไม่มีกลิ่นอับชื้นของคุกหลวง

“พี่หญิงเจ้าคะ...ดื่มยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงหวานใสที่นางเพิ่งได้ยินก่อนตายดังขึ้นข้างหู ลู่เหยาหันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น

ไป๋อวี้หลานในวัยสิบสี่ปี ใบหน้ายังคงเจือความไร้เดียงสา สวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน กำลังประคองถ้วยยาส่งมาให้ด้วยรอยยิ้มห่วงใย

ถ้วยยา...ถ้วยยานั่น!

ลู่เหยารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาด ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่ากลับเข้ามา นี่คือเหตุการณ์เมื่อตอนที่นางอายุสิบห้าปี นางไม่สบายด้วยไข้ป่าหลังจากกลับจากเยี่ยมญาติที่ชนบท และอวี้หลานก็อาสาเป็นคนดูแล ปรุงยามาให้ดื่มกับมือ...ยานี่เอง! ยาพิษอ่อนๆ ที่ทำให้นางร่างกายอ่อนแอลงทีละน้อย เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งหมด!

นางไม่ได้ไปยมโลก แต่กลับย้อนเวลามา

“พี่หญิง ท่านเป็นอะไรไป หน้าซีดเชียว” อวี้หลานขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ยื่นถ้วยยามาจ่อที่ริมฝีปากของนาง “รีบดื่มเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”

ในเสี้ยววินาทีนั้น แววตาของไป๋ลู่เหยาเปลี่ยนไป จากความสับสนตื่นตระหนก กลายเป็นความเย็นเยียบเฉียบขาดราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ความเกลียดชังที่ถูกสะกดไว้ในห้วงวิญญาณปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง

เพล้ง!

ฝ่ามือของนางปัดถ้วยยากระเด็นตกแตกกระจายบนพื้น น้ำยาสีเข้มสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของอวี้หลานและพื้นไม้ขัดมัน

ไป๋อวี้หลานตกใจจนตัวแข็งทื่อ ไม่เคยมีครั้งไหนที่พี่สาวผู้อ่อนโยนของนางจะแสดงกิริยาก้าวร้าวเช่นนี้ “พี่หญิง! ท่าน...ท่านทำอะไรของท่าน!”

ลู่เหยาไม่ตอบ แต่ใช้สายตาคมปลาบราวกับใบมีดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอวี้หลาน นางค่อยๆ เอื้อมมือของตัวเองขึ้นมาพิจารณาอย่างช้าๆ นิ้วเรียวยาว ขาวสะอาด ไม่มีร่องรอยของการถูกทุบตีหรือบดขยี้ นางลองกำมือและแบมือ สัมผัสได้ถึงพละกำลังที่ห่างหายไปนานแสนนาน...นี่คือร่างกายของนางจริงๆ ร่างกายในวัยสิบห้าปีที่ยังสมบูรณ์พร้อม

นางเผลอลูบปลายนิ้วของตัวเองเบาๆ ความรู้สึกเจ็บปวดในความทรงจำยังคงแจ่มชัดจนน่ากลัว

“ข้าถามว่าท่านทำอะไร!” อวี้หลานเริ่มขึ้นเสียง พยายามข่มความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดแววตาของพี่สาวจึงน่ากลัวถึงเพียงนี้

ลู่เหยาละสายตาจากมือของตนเอง หันกลับไปมองอสรพิษในคราบบุบผางามตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น “ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า...อวี้หลาน ในถ้วยานั่น เจ้าใส่อะไรลงไปกันแน่?”

คำถามนั้นราวกับค้อนหนักทุบลงกลางใจของอวี้หลาน นางหน้าถอดสีไปในทันที ดวงตากลมโตสั่นระริก แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “พี่หญิงพูดอะไร...นั่นมันยาบำรุงที่หมอหลวงจัดให้ น้องเพียงแค่นำมาอุ่นให้ท่านเท่านั้น”

“ยาบำรุงหรือ?” ลู่เหยาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของนางแหบต่ำและเย็นยะเยือก “ยาบำรุงที่ผสม ‘หญ้าสลายวิญญาณ’ เข้าไปน่ะหรือ? หญ้าชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น หากใช้ในปริมาณน้อยจะค่อยๆ ทำลายสุขภาพจากภายใน ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะสิ้นใจตายไปอย่างช้าๆ โดยที่หมอเทวดาก็ตรวจไม่พบ...ข้าพูดถูกหรือไม่...น้องสาวที่แสนดีของข้า”

ทุกคำพูดที่หลุดออกจากปากของลู่เหยาราบเรียบแต่ทรงพลัง อวี้หลานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ เป็นไปได้อย่างไร นางรู้ได้อย่างไร! หญ้าสลายวิญญาณเป็นสมุนไพรมีพิษที่หายากยิ่ง คนที่รู้สรรพคุณของมันมีเพียงไม่กี่คนในแผ่นดินนี้

“ขะ...ข้าไม่รู้เรื่อง พี่หญิงกล่าวหาน้องเช่นนี้ได้อย่างไร!” อวี้หลานพยายามเค้นเสียงออกมาแก้ตัว แต่ก็สั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ นางเผลอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือด

ลู่เหยาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ ทุกท่วงท่าสง่างามแต่แฝงไปด้วยไอสังหารที่ทำให้อวี้หลานรู้สึกหายใจไม่ออก นางยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน จ้องมองลึกลงไปในดวงตาที่กำลังหวาดกลัวของอีกฝ่ายแล้วกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน

“ชาติก่อนข้าโง่เง่า ปล่อยให้เจ้ากับมารดาของเจ้าหลอกใช้และทำร้ายจนตัวตาย แต่ชาตินี้...สวรรค์ให้โอกาสข้ากลับมาอีกครั้ง ข้าขอสาบาน...หนี้เลือดทุกหยด ความเจ็บปวดทุกอย่างที่พวกเจ้าหยิบยื่นให้ข้าและมารดาของข้า...ข้าจะทวงคืนกลับไปเป็นพันเท่าทวีคูณ!”

สิ้นคำพูดนั้น อวี้หลานก็ผงะถอยหลังไปสองก้าวราวกับถูกผลัก ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ นางมองลู่เหยาราวกับกำลังมองภูตผีปีศาจที่เพิ่งขึ้นมาจากขุมนรก “เจ้า...เจ้า...เจ้าเสียสติไปแล้ว!”

“คุณหนู! เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ!”

เสียงแหลมๆ ของจินจือ สาวใช้คนสนิทดังขึ้นจากหน้าประตู นางวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องทันทีที่ได้ยินเสียงของแตก พอเห็นเศษถ้วยากระจายเกลื่อนพื้นกับใบหน้าซีดเผือดของคุณหนูรอง ก็รีบปรี่เข้ามาดูเจ้านายของตนเองทันที

“คุณหนูของบ่าว ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ แล้วนี่...คุณหนูรอง ท่านทำอะไรคุณหนูของข้า!” จินจือหันไปแหวใส่อวี้หลานอย่างไม่เกรงกลัว

ลู่เหยายกมือขึ้นห้ามจินจือไว้เบาๆ แววตาของนางกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง แต่เป็นความสงบนิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าพายุโหมกระหน่ำ “ข้าไม่เป็นไร จินจือ แค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย ปัดถ้วยาหลุดมือไปเท่านั้นเอง”

นางหันไปมองอวี้หลานที่ยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็ไม่ถึงดวงตา “อวี้หลาน เจ้าคงตกใจมากสินะ ข้าต้องขอโทษด้วย เก็บกวาดตรงนี้ให้เรียบร้อย แล้วไปบอกพ่อบ้านให้เตรียมยาชุดใหม่มาให้ข้าด้วย...อ้อ แล้วก็...ไม่ต้องลำบากเจ้ามาส่งด้วยตัวเองอีกแล้วล่ะ”

ประโยคสุดท้ายคือการประกาศสงครามอย่างชัดเจน อวี้หลานกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจและความกลัวที่ผสมปนเปกัน นางอยากจะกรีดร้องใส่หน้าไป๋ลู่เหยาว่ามันพล่ามเรื่องอะไร แต่สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนว่าพี่สาวของนางในตอนนี้...ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

นางทำได้เพียงก้มหน้าข่มความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ พยักหน้ารับคำอย่างเสียไม่ได้ แล้วรีบหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีจากสิ่งน่ากลัว

เมื่อลับร่างของอวี้หลานไปแล้ว จินจือก็รีบเข้ามาประคองลู่เหยาทันที “คุณหนู ท่านไม่เป็นไรจริงๆ หรือเจ้าคะ บ่าวว่าคุณหนูรองท่าทางแปลกๆ นะเจ้าคะ”

“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ” ลู่เหยาตอบ พลางใช้สายตากวาดมองไปรอบห้องอีกครั้ง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน นี่ไม่ใช่ความฝัน นางได้กลับมาจริงๆ

“จินจือ” นางเรียกสาวใช้คนสนิท “ไปเตรียมน้ำอุ่นมาให้ข้า ข้าอยากอาบน้ำ”

“เจ้าค่ะคุณหนู เดี๋ยวบ่าวจะไปหาขนมอร่อยๆ มาให้ท่านด้วยนะเจ้าคะ ท่านไม่สบายมาหลายวัน หน้าตอบไปหมดแล้ว” จินจือพยักหน้ารับแข็งขันก่อนจะรีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่ง

เมื่ออยู่ตามลำพังในห้องอีกครั้ง ไป๋ลู่เหยาก็ปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาอย่างช้าๆ นางยกมือขวาขึ้นมาอีกครั้ง ลูบไล้ปลายนิ้วทั้งห้าเบาๆ ความรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่มีอยู่จริงยังคงเสียดแทงเข้ามาในความทรงจำ นางหลับตาลง ภาพสุดท้ายในคุกใต้ดินยังคงฉายชัด...ใบหน้าเย้ยหยันของอวี้หลาน แววตาเย็นชาของจ้าวเทียนอี้

แต่ครั้งนี้ น้ำตาไม่ได้ไหลออกมา มีเพียงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งดุจหินผาปรากฏขึ้นในแววตาเมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสนางได้เริ่มต้นใหม่ นางก็จะไม่ทำให้สวรรค์ต้องผิดหวัง ไป๋อวี้หลาน...จ้าวเทียนอี้...และทุกคนที่มีส่วนร่วมในการตายของนางและมารดา...เตรียมตัวรับการเอาคืนที่สาสมได้เลย นางร้ายเช่นนางเมื่อเกิดใหม่แล้ว...จะไม่มีวันปรานีพวกท่านอีกต่อไป