บทที่ 3 : กลอุบายในเรือนหลัง
เสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่ดังระงมขึ้นทันทีที่ร่างบอบบางของไป๋อวี้หลานทิ้งตัวลงบนพื้นไม้ขัดมันเงา ถ้วยชาในมือนางแตกกระจาย เศษกระเบื้องเคลือบสีเขียวหยกบาดเข้าที่ฝ่ามือขาวซีดจนโลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมา ทว่าเจ้าของร่างกลับไม่รู้สึกตัว ดวงตาปิดสนิทราวกับสิ้นสติไปแล้ว
“อวี้หลาน! อวี้หลาน!” ฮูหยินใหญ่ตระกูลไป๋หน้าถอดสี นางรีบลุกจากที่นั่งจนเก้าอี้ไม้สลักลายหงส์เกือบล้มคะมำ ปรี่เข้าไปประคองร่างบุตรสาวบุญธรรมไว้ในอ้อมแขน สองมือสั่นเทา “พวกเจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม! รีบไปตามท่านหมอมาเร็วเข้า!”
บ่าวรับใช้ต่างลนลานวิ่งกันให้วุ่น มีเพียงโต๊ะประธานที่ไป๋ลู่เหยายังคงนั่งนิ่งสงบราวกับรูปสลักน้ำแข็ง นางเพียงแค่ปรายตามองภาพความโกลาหลเบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย เย็นชาจนน่าประหลาดใจ ปลายนิ้วเรียวงามของนางยกขึ้นลูบไล้กันเบาๆ เป็นกิริยาที่ติดตัวมาตั้งแต่เมื่อใดไม่แน่ชัด
“พี่หญิงของเจ้าช่างใจร้ายใจดำนัก! น้องป่วยหนักถึงเพียงนี้ยังไม่คิดจะขยับตัวอีก!” ฮูหยินใหญ่ตระกอกลับมาด้วยความโมโหระคนเสียใจ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการตัดพ้อต่อว่า
ไป๋ลู่เหยาค่อยๆ วางตะเกียบเงินลงบนที่พักอย่างแช่มช้า เสียงกระทบกันดังกังวานแผ่วเบาในโถงที่กำลังสับสนวุ่นวาย นางมองมารดาเลี้ยงและน้องสาวจอมมารยาที่ซบหน้ากับอกมารดา พลางกระแอมไอออกมาสองสามครั้งอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่แอบชำเลืองมองมาทางนางนั้นฉายแววเยาะหยันอยู่ชั่ววูบก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความน่าสงสารดังเดิม
ละครฉากใหญ่เริ่มขึ้นแล้วสินะ ชาติก่อนนางก็เคยหลงเชื่อบทบาทนี้ หลงเชื่อน้ำตาจระเข้หยดแล้วหยดเล่า จนสุดท้ายตัวเองต้องกลายเป็นคนโง่เขลาที่ถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่เหลือชิ้นดี
แต่ชาตินี้นางจะไม่โง่อีกแล้ว
“ท่านแม่ ท่านอย่าโทษพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ... แค่กๆ... อวี้หลาน... อวี้หลานแค่รู้สึกหน้ามืดกะทันหันเท่านั้น คงเพราะช่วงนี้พักผ่อนน้อยเกินไป” ไป๋อวี้หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่กลับโซซัดโซเซล้มลงในอ้อมแขนของฮูหยินใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
“พักผ่อนน้อยได้อย่างไรกัน! เจ้าไม่ได้ออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ!” ฮูหยินใหญ่ยิ่งร้อนใจ นางหันมาตวัดสายตาคมกริบใส่ลู่เหยา “เป็นเพราะเจ้า! ตั้งแต่เจ้ากลับมาก็เอาแต่พูดจาทิ่มแทงน้อง ทำให้น้องไม่สบายใจจนล้มป่วย! ลู่เหยา...ใจเจ้าทำด้วยอะไรกัน!”
ไป๋ลู่เหยาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดสีฟ้าอ่อนราวกับน้ำในทะเลสาบขับให้ผิวของนางผุดผ่องดุจหยกขาวชั้นดี บรรยากาศรอบกายนางสงบนิ่งและเยือกเย็นสวนทางกับความโกลาหลทั้งหมด นางเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสองด้วยท่วงท่าสง่างาม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุ้ยฮวาจากตัวนางลอยไปแตะจมูก
“ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้องเจ้าค่ะ ในเมื่อน้องหญิงมีอาการน่าเป็นห่วงถึงเพียงนี้ จะให้หมอธรรมดาในจวนมาตรวจดูได้อย่างไร” น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดฟัง “หากเกิดอะไรขึ้นกับน้องหญิง พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อข่าวไปถึงหูองค์รัชทายาท”
คำว่า ‘องค์รัชทายาท’ หลุดออกจากปากนางราวกับคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของไป๋อวี้หลาน ไป๋อวี้หลานที่กำลังแสร้งทำเป็นอ่อนแอถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกวาบหนึ่งก่อนจะรีบซ่อนมันไว้ใต้เปลือกตาที่สั่นระริก
ฮูหยินใหญ่เองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป นางรู้ดีว่าบุตรสาวบุญธรรมของนางมีความสัมพันธ์อันดีกับจ้าวเทียนอี้ หากอวี้หลานเป็นอะไรไปจริงๆ คงไม่พ้นเป็นเรื่องใหญ่โต
“เช่นนั้น...เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ไป๋ลู่เหยาแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ “ในเมื่อน้องหญิงเป็นถึงว่าที่พระชายาในอนาคต สุขภาพของนางย่อมเป็นเรื่องสำคัญของแผ่นดิน การเจ็บป่วยธรรมดายังต้องระวัง เกรงว่าอาจมีคนไม่หวังดีลอบวางยาพิษก็เป็นได้ เพื่อความปลอดภัยของน้องหญิงและเพื่อแสดงความห่วงใยของตระกูลไป๋เรา ข้าคิดว่าเราควรทูลเชิญหมอหลวงจากในวังมาตรวจดูอาการให้ละเอียด”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศทั้งโถงก็เงียบกริบราวกับตกอยู่ในนรกก็ไม่ปาน
ไป๋อวี้หลานที่ซบอยู่ในอ้อมอกของฮูหยินใหญ่ถึงกับเบิกตากว้าง นางเผลอกัดริมฝีปากล่างของตนเองอย่างลืมตัว สมองที่เคยคิดว่าชาญฉลาดกำลังหมุนคว้างหาทางออก เชิญหมอหลวงรึ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! นางแค่แกล้งป่วยธรรมดาๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจและใส่ร้ายไป๋ลู่เหยาเท่านั้น หากหมอหลวงมาตรวจจริงๆ ความลับก็ต้องแตกน่ะสิ!
“จะ...จะดีหรือพี่หญิง เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เหตุใดต้องรบกวนเบื้องสูงด้วยเล่าเจ้าคะ แค่ก...แค่ก... ข้าไม่เป็นอะไรมากจริงๆ” นางรีบกล่าวปฏิเสธเสียงสั่น
“ไม่ได้” ไป๋ลู่เหยาสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เรื่องสุขภาพของเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ยิ่งเจ้าบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก พี่ก็ยิ่งเป็นห่วง หรือว่าเจ้ากำลังปิดบังอะไรอยู่กันแน่?”
คำพูดนั้นแทงใจดำอย่างจัง ไป๋อวี้หลานถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างน่าเวทนา น้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง
ฮูหยินใหญ่ลังเลใจ การเชิญหมอหลวงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจถูกมองว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงได้ แต่น้ำเสียงและเหตุผลของลู่เหยาก็ฟังดูมีน้ำหนัก ทั้งยังแสดงออกถึงความห่วงใยน้องสาวอย่างสุดซึ้ง หากนางปฏิเสธ ก็เท่ากับนางไม่ใส่ใจในตัวอวี้หลานอย่างที่ปากว่า
“เอาตามที่พี่หญิงของเจ้าว่าเถิดอวี้หลาน ถือเสียว่าเพื่อความสบายใจของทุกคน” ในที่สุดฮูหยินใหญ่ก็ตัดสินใจ
รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของไป๋ลู่เหยาเพียงชั่วครู่ก่อนจะจางหายไป นางหันไปทางจินจือที่ยืนรอคำสั่งอยู่แล้ว
“จินจือ”
“เจ้าค่ะ คุณหนู!” จินจือขานรับเสียงดังฟังชัด
“เจ้าจงนำป้ายหยกประจำตัวของข้าไปที่สำนักหมอหลวง ทูลขอให้ท่านหมอหลวงหลิวมาที่จวนเราโดยด่วนที่สุด บอกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคุณหนูรองแห่งตระกูลไป๋ ไปเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าค่ะ!” จินจือรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปจากโถงอาหารทันที ไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย
บัดนี้ ไป๋อวี้หลานหน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษเสียอีก ในใจของนางร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง หมอหลวงหลิว เหตุใดต้องเป็นหมอหลวงหลิวผู้นั้น เขาเป็นหมอหลวงอาวุโสที่มีชื่อเสียงด้านการจับชีพจรที่แม่นยำที่สุดในวังหลวง เล่ห์กลตื้นๆ ของนางไม่มีทางรอดพ้นสายตาเขาไปได้แน่
นางพยายามจะร้องคัดค้านอีกครั้ง แต่ไป๋ลู่เหยากลับชิงพูดขึ้นก่อน “ท่านแม่เจ้าคะ ประคองน้องหญิงไปพักที่เรือนของนางก่อนเถิดเจ้าค่ะ ที่นี่ลมโกรกเกินไป เดี๋ยวอาการจะยิ่งทรุดหนัก ข้าจะรอต้อนรับท่านหมอหลวงอยู่ที่นี่เอง”
พูดจบนางก็หันไปสั่งบ่าวไพร่ให้จัดเตรียมน้ำชาและของว่างสำหรับรับรองแขกสำคัญ คล้ายกับว่าเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของนางแต่เพียงผู้เดียว ฮูหยินใหญ่ที่กำลังสับสนจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วสั่งให้คนช่วยกันพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกของอวี้หลานกลับไปยังเรือนพักของนาง
ระหว่างทางกลับเรือน ไป๋อวี้หลานลอบมองแผ่นหลังตั้งตรงสง่างามของพี่สาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและหวาดหวั่น นางรู้สึกราวกับว่าไป๋ลู่เหยาที่กลับมาจากวัดในครั้งนี้ได้กลายเป็นคนละคนไปแล้ว คนที่นางเคยควบคุมและเหยียบย่ำได้ตามใจชอบ บัดนี้กลับกลายเป็นงูพิษที่ซ่อนคมเขี้ยวไว้ รอคอยเวลาที่จะฉกกัดนางให้ตายในคราเดียว
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์สำหรับไป๋อวี้หลาน ในที่สุดเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นจากหน้าเรือนพักของนาง
“เรียนฮูหยินใหญ่ คุณหนูรอง ท่านหมอหลวงหลิวมาถึงแล้วขอรับ”
ชายชราผมสีดอกเลาในชุดขุนนางขั้นสี่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกล่องยาไม้ใบใหญ่ เขาคือหมอหลวงหลิว ผู้มีใบหน้าเปี่ยมเมตตาแต่แววตากลับสุขุมลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาความคิด
“คารวะฮูหยินใหญ่ คารวะคุณหนูรอง” เขาประสานมือคารวะตามธรรมเนียม
“รบกวนท่านหมอหลวงแล้ว” ฮูหยินใหญ่กล่าวอย่างนอบน้อม พลางผายมือไปยังเตียงที่อวี้หลานนอนหายใจรวยรินอยู่ “นางจู่ๆ ก็เป็นลมไปเมื่อครู่ ตอนนี้ก็ยังดูไม่สู้ดีนัก”
ไป๋ลู่เหยาที่เดินตามเข้ามาพร้อมกัน ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ นางมองการแสดงของน้องสาวด้วยสายตาว่างเปล่า
หมอหลวงหลิวพยักหน้ารับรู้ เขานั่งลงบนม้านั่งข้างเตียง วางผ้าแพรบางๆ ลงบนข้อมือของไป๋อวี้หลาน ก่อนจะวางนิ้วลงเพื่อจับชีพจร บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของทุกคน
ไป๋อวี้หลานนอนหลับตาพริ้ม ในใจภาวนาให้ชีพจรของนางเต้นผิดปกติไปบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี แต่นางก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ นางทำได้เพียงเกร็งร่างกายนิดๆ หวังว่าหมอหลวงจะวินิจฉัยว่าเป็นอาการกล้ามเนื้อตึงเครียดจากความกังวลก็ยังดี
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...
ในที่สุด หมอหลวงหลิวก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นจากข้อมือของอวี้หลาน เขาลูบเคราสีขาวของตนเองเบาๆ สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนักจนฮูหยินใหญ่ใจคอไม่ดี
“ท่านหมอ...บุตรสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หมอหลวงหลิวถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ชีพจรของคุณหนูรอง...แปลกประหลาดอย่างยิ่ง”
หัวใจของไป๋อวี้หลานกระตุกวูบ! แปลกประหลาด? หรือว่าสวรรค์จะเข้าข้างนาง?
ไป๋ลู่เหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก
“แปลกประหลาดอย่างไรหรือท่านหมอ” ฮูหยินใหญ่ถามเสียงสั่น
“ชีพจรของนาง...ทั้งลื่นไหลและทรงพลัง คล้ายกับ...คล้ายกับม้าป่าที่กำลังคึกคะนอง ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ทุกส่วน ลมปราณไหลเวียนดียิ่งกว่าคนหนุ่มสาวบางคนเสียอีก ไม่ปรากฏร่องรอยของโรคภัยไข้เจ็บใดๆ ทั้งสิ้น”
คำวินิจฉัยนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางห้อง!
ใบหน้าของไป๋อวี้หลานที่เคยซีดเผือด บัดนี้กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ นางอยากจะลืมตาขึ้นมาโต้เถียง แต่ก็ไม่กล้าทำ ได้แต่นอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง
ฮูหยินใหญ่ถึงกับอ้าปากค้าง “แต่...แต่นางเป็นลมไปนะท่านหมอ ทั้งยังไอและดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด”
หมอหลวงหลิวขมวดคิ้ว ทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง “อืม...จากที่ท่านว่ามา ประกอบกับชีพจรที่ข้าตรวจพบ เป็นไปได้ว่าคุณหนูรองอาจจะไม่ได้ป่วยกาย แต่เป็นอาการที่เกิดจาก...ลมปราณติดขัดชั่วคราว เนื่องมาจากอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างรุนแรงขอรับ คล้ายกับคนที่เก็บกดความรู้สึกบางอย่างเอาไว้มากเกินไปจนร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านออกมา”
เขาพูดพลางเหลือบมองไป๋ลู่เหยาแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ก็นับว่าโชคดีที่คุณหนูใหญ่ตัดสินใจเชิญข้ามาได้ทันท่วงที เพราะหากปล่อยให้อาการลมปราณติดขัดเช่นนี้นานเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อหัวใจและตับได้ในระยะยาว นับว่าคุณหนูใหญ่ช่างมีความห่วงใยและมองการณ์ไกลต่อน้องสาวอย่างแท้จริง”
ทุกคำพูดของหมอหลวงหลิวราวกับตบหน้าไป๋อวี้ หลานและฮูหยินใหญ่ฉาดใหญ่ มันไม่เพียงแต่ยืนยันว่าอวี้ หลานไม่ได้ป่วย แต่ยังกลับยกย่องการกระทำของลู่เหยาว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเปี่ยมด้วยความรัก
ฮูหยินใหญ่อับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นางมองหน้าบุตรสาวบุญธรรมที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของลู่เหยา ในที่สุดก็เข้าใจว่าตนเองตกหลุมพรางเข้าเสียแล้ว
ไป๋ลู่เหยาก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ย่อตัวลงคารวะหมอหลวงหลิวอย่างงดงาม “ขอบคุณท่านหมอหลวงที่ช่วยไขข้อข้องใจ เช่นนี้พวกเราก็สบายใจได้เสียที”
นางหันไปหาน้องสาวที่ยังคงแสร้งหลับอยู่บนเตียง น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด “อวี้หลาน...ได้ยินหรือไม่? เจ้าไม่ได้ป่วยกาย แต่เป็นเพราะเจ้าคิดมากเกินไป พี่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าเก็บเรื่องไม่สบายใจไว้คนเดียว มีอะไรก็บอกพี่ได้เสมอ ต่อไปนี้ก็พักผ่อนให้มากๆ ทำจิตใจให้สบายนะ”
คำพูดปลอบโยนที่แสนหวาน แต่สำหรับไป๋อวี้หลานแล้วมันไม่ต่างอะไรจากยาพิษ เล็บของนางจิกเข้าที่ฝ่ามือจนเลือดซิบด้วยความอัปยศอดสู
เรื่องราวในวันนี้ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกในสายตาของบ่าวไพร่ทั้งจวน และทำให้ไป๋ลู่เหยากลายเป็นพี่สาวผู้แสนดีที่ห่วงใยในตัวน้องสาวอย่างสุดหัวใจ!
“ในเมื่อไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ข้าจะไปส่งท่านหมอหลวงเอง ท่านแม่กับน้องหญิงพักผ่อนเถิด” ไป๋ลู่เหยากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินนำหมอหลวงหลิวออกจากเรือนไป ทิ้งให้สองแม่ลูกเผชิญกับความเงียบที่น่าอึดอัด
ขณะเดินไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวไปยังประตูหน้าจวน บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว ไป๋ลู่เหยาจึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ฝีมือการแสดงของท่านหมอวันนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
หมอหลวงหลิวชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาประสานมือโค้งคำนับให้นางอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็นกิริยาที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ขุนนางจะกระทำต่อคุณหนูในห้องหอ “ทั้งหมดเป็นเพราะพระคุณของคุณหนูที่ช่วยชีวิตบุตรชายของข้าน้อยพ้นจากข้อกล่าวหาเมื่อเดือนก่อน หากไม่มีท่าน ป่านนี้ครอบครัวข้าคงต้องโทษไปแล้ว เรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านี้ ข้าน้อยยินดีรับใช้เต็มที่”
ไป๋ลู่เหยาหยุดเดินใต้ต้นหลิวที่กำลังไหวเอนตามลม นางหยิบถุงผ้าปักลายเมฆมงคลใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เขา “นี่เป็นเพียงสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ สำหรับค่าเสียเวลาของท่านในวันนี้ และเป็นค่าโอสถสำหรับบุตรชายท่านด้วย”
หมอหลวงหลิวรับมาด้วยสองมือที่สั่นเทา เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักของแท่งทองที่อยู่ข้างใน “คุณหนู...นี่มันมากเกินไปขอรับ”
“ไม่มากไปหรอก” ไป๋ลู่เหยากล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่าย “เทียบกับสิ่งที่ข้าจะให้ท่านทำในอนาคต...นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น”
นางยกปลายนิ้วขึ้นลูบไล้กันเบาๆ อีกครั้ง พลางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
“จำไว้ให้ดีท่านหมอ ตระกูลไป๋ยังมีคน ‘ป่วย’ ที่ต้องให้ท่านรักษาอีกหลายคน”
