บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 เงาสะท้อนในน้ำพุหินอ่อนหยก

สามวันผ่านไปราวกับภาพฝันที่พร่าเลือน ไป๋ลู่เหยาใช้เวลาส่วนใหญ่ทบทวนความทรงจำในอดีตชาติ ปะติดปะต่อเรื่องราวและความผิดพลาดของตนเองราวกับกำลังเดินหมากกระดานใหม่ นางเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังในจวนสกุลไป๋ สังเกตทุกสีหน้า ท่าทาง และคำพูดของบ่าวไพร่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไป๋อวี้หลานยังคงเป็นคุณหนูรองผู้อ่อนหวานและเป็นที่รักของทุกคน ท่านพ่อยังคงเย็นชาและมุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ทางการเมือง ทุกอย่างเหมือนเดิมจนน่าใจหาย...และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุด

ยามเซิน (บ่ายสามถึงห้าโมงเย็น) วันนี้ จินจือยกถาดขนมดอกกุ้ยฮวาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานเข้ามาในห้องนอนของคุณหนูใหญ่ด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งกว่าปกติ

“คุณหนูเจ้าขา ดูนางสิเจ้าคะ!” สาวใช้คนสนิทฟ้องเสียงกระเง้ากระงอด “เมื่อเช้านี้นางไป๋อวี้หลานนั่นน่ะ แสร้งทำเป็นปวดศีรษะเล็กน้อย ท่านพ่อก็รีบสั่งให้คนไปตามท่านหมอหลวงมาดูอาการราวกับนางจะตายให้ได้ ทั้งที่เมื่อวานตอนคุณหนูตกน้ำ ท่านพ่อกลับถามบ่าวแค่คำเดียวแล้วก็ไปตรวจฎีกาต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ช่างน่าโมโหนัก!”

จินจือวางถาดขนมลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างกระแทกกระทั้นเล็กน้อยเพื่อระบายอารมณ์

ไป๋ลู่เหยาเหลือบมองขนมในถาด พลันรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ในชาติก่อน ขนมชนิดนี้คือของโปรดของนาง แต่ก็เป็นขนมชนิดเดียวกันกับที่อวี้หลานนำมาเยี่ยมเยียนนางในคุกใต้ดิน...ขนมที่ผสมยาพิษซึ่งกัดกินลำไส้ของนางจนแหลกเหลว

นางยกมือขึ้นลูบปลายนิ้วของตนเองเบาๆ เป็นภาพที่จินจือเริ่มคุ้นตาในช่วงสองสามวันนี้ “อย่าใส่ใจเลยจินจือ ยิ่งเราแสดงท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจมากเท่าไหร่ นางก็จะยิ่งได้ใจมากเท่านั้น”

น้ำเสียงของนางเรียบเฉยจนน่าประหลาด จินจือชะงักไปเล็กน้อย ตั้งแต่คุณหนูของนางฟื้นขึ้นมาจากการตกน้ำ ก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ความร่าเริงสดใสแบบเด็กสาวหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นและสายตาที่ลึกล้ำเกินวัย แม้จะน่าวังเวงใจ แต่จินจือกลับรู้สึกว่าคุณหนูในตอนนี้...ดูน่าเกรงขามและพึ่งพาได้มากกว่าแต่ก่อน

ขณะที่จินจือกำลังจะเก็บถาดขนมออกไป สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่สอดอยู่ใต้ถ้วยชาใบหนึ่ง มันเป็นกระดาษสาเนื้อดีที่ไม่น่าจะมาจากในจวน

“เอ๊ะ? นี่กระดาษอะไรหรือเจ้าคะคุณหนู”

ไป๋ลู่เหยารับกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่ออกอย่างเชื่องช้า บนนั้นไม่มีข้อความใดๆ มีเพียงตัวอักษรพู่กันจีนที่ตวัดไว้อย่างทรงพลังเพียงสองตัว ‘ยามซวี’ (หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) และภาพวาดลายเส้นของน้ำพุหินอ่อนหยกที่ตั้งอยู่ ณ สวนด้านหลังสุดของจวน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเปลี่ยวและน้อยคนจะย่างกรายไป

ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น

จินจือชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ใครส่งอะไรมาเจ้าคะ? แปลกจริง”

“คงเป็นพวกเด็กรับใช้เล่นพิเรนทร์น่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ไป๋ลู่เหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย นางพับกระดาษเก็บไว้ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน “เจ้าเอาขนมไปเก็บเถอะ ข้ายังไม่หิว”

ทันทีที่จินจือเดินพ้นประตูไป สีหน้าเรียบเฉยของไป๋ลู่เหยาก็แปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง น้ำพุหินอ่อนหยกเป็นสถานที่ที่นางเคยไปพบกับจ้าวเทียนอี้อย่างลับๆ ในชาติก่อน ไม่มีใครรู้เรื่องนี้...หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรมีใครรู้ ใครกันที่ส่งสาส์นฉบับนี้มา? เป็นกับดักของอวี้หลาน หรือเป็นแผนการใหม่ของจ้าวเทียนอี้?

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม...นางก็จะไป

ค่ำคืนนั้น ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า ทว่ากลับถูกบดบังด้วยหมู่เมฆเป็นระยะๆ ทำให้แสงสว่างสาดส่องลงมาเป็นช่วงๆ เงาของต้นไม้ในสวนไหวระริกราวกับภูตผีที่กำลังเต้นรำ ไป๋ลู่เหยาสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่กลมกลืนไปกับความมืด นางบอกจินจือว่าต้องการพักผ่อนแต่หัวค่ำและห้ามใครรบกวน ก่อนจะลอบออกมาทางหน้าต่างด้านหลังเรือนอย่างเงียบเชียบ

นางไม่ได้ไปคนเดียว ในเงามืดที่ทอดตัวอยู่ข้างก้อนหินใหญ่ ร่างของบุรุษในชุดดำสนิทปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับวิญญาณ เขาคืออาเฟย องครักษ์เงาที่มารดาของนางทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นใจ

“คุณหนู” เขาโค้งคำนับเล็กน้อย

“ตามข้ามาห่างๆ อย่าให้ใครรู้ตัว” นางสั่งเสียงเบา ก่อนจะเคลื่อนกายผ่านพุ่มไม้อย่างแผ่วเบาราวกับผีเสื้อกลางคืน

สวนด้านหลังสุดของจวนเงียบสงัด มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงน้ำพุที่ดังแว่วมาแต่ไกล กลิ่นดินชื้นๆ และกลิ่นดอกราตรีลอยมาปะทะจมูกให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก เมื่อเดินมาถึงลานกว้างที่ตั้งของน้ำพุหินอ่อนหยก แสงจันทร์ก็สาดส่องลงมาพอดี ทำให้เห็นภาพน้ำที่ไหลรินจากปากปลาคาร์ป หยก กระทบลงบนผิวน้ำในอ่างหินอ่อนจนเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ สวยงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความว้าเหว่

บริเวณนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย

ไป๋ลู่เหยาหยุดยืนอยู่ข้างน้ำพุ นางกอดอกมองเงาสะท้อนของตนเองในผิวน้ำ ภาพของสตรีในชุดสีเข้มที่มีแววตาแข็งกร้าวและเย็นชา ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ...นี่คือนางในตอนนี้จริงๆ หรือ

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่กลับไม่มีวี่แววของใครเลย ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ หรือนี่จะเป็นเพียงการหยอกล้อจริงๆ? ขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับ...

“คุณหนูไป๋ช่างเป็นคนตรงต่อเวลายิ่งนัก”

เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปทันที อาเฟยที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ ยังต้องตกใจที่เขาสามารถเข้ามาใกล้ได้ถึงเพียงนี้โดยที่ตนไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

บุรุษที่ยืนอยู่ตรงนั้นสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายเมฆมงคล แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหยกชั้นดี คิ้วกระบี่พาดเฉียงขึ้น ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองมาที่นางอย่างลึกล้ำจนน่าขนลุก ทั่วทั้งร่างแผ่รังสีแห่งอำนาจและความน่าเกรงขามที่ทำให้อากาศรอบตัวหนักอึ้งลงถนัดตา

“ท่านคือ...” ไป๋ลู่เหยาขมวดคิ้ว นางมั่นใจว่าไม่เคยพบเจอชายผู้นี้มาก่อน แต่ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างกลับแล่นปราดเข้ามาในหัวใจ

“ข้ามีนามว่าหลี่ซวน”

นามนั้นทำให้ร่างของไป๋ลู่เหยาแข็งทื่อไปชั่วขณะ หลี่ซวน...อ๋องทมิฬ! น้องชายต่างมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ผู้กุมอำนาจทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในแคว้น เป็นบุรุษที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมและเย็นชาที่สุด มีข่าวลือว่าเขาสามารถสั่งประหารคนได้โดยไม่กะพริบตา และไม่เคยปรากฏตัวในงานเลี้ยงใดๆ หากไม่จำเป็นจริงๆ...คนเช่นนี้มาหานางในที่เปลี่ยวกลางดึกเพื่ออะไร?

“ท่านอ๋องมีธุระอันใดกับข้าหรือเพคะ?” นางถามกลับไป พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง

หลี่ซวนไม่ตอบในทันที เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาใกล้ มาหยุดยืนอยู่ข้างๆ นางที่ริมน้ำพุ สายตาของเขาทอดมองไปยังเงาสะท้อนในน้ำเช่นเดียวกับนาง

“ข้าเพียงได้ยินมาว่า หงส์เพลิงแห่งสกุลไป๋...ปีกหักตกจากกิ่งไม้สูง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทุกถ้อยคำกลับเสียดแทงราวกับมีดน้ำแข็ง “ทว่าดูเหมือนว่า...หงส์ตัวนั้นไม่ได้ปีกหัก แต่กำลังลับกรงเล็บของตนเองให้คมกริบยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”

ไป๋ลู่เหยาเผลอลูบปลายนิ้วตัวเองโดยไม่รู้ตัว “หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ท่านอ๋องตรัส”

“เจ้าเข้าใจดี ไป๋ลู่เหยา” หลี่ซวนหันมาสบตานางโดยตรง แววตาของเขาไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย “เจ้าเข้าใจดีว่าอุบัติเหตุริมสระบัวเมื่อสามวันก่อน...ไม่ใช่อุบัติเหตุ”

หัวใจของนางดิ่งวูบ! เรื่องนี้มีเพียงนางกับไป๋อวี้หลานเท่านั้นที่รู้ แม้แต่จินจือก็ยังคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ แล้วเขา...เขารู้ได้อย่างไร?

“ท่านอ๋องทรงทราบเรื่องนี้ได้อย่างไรเพคะ?”

“แหล่งข่าวของข้าไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวล” เขามองลึกลงไปในดวงตาของนาง ราวกับจะค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน “สิ่งที่เจ้าควรกังวลคือ...เจ้าจะปล่อยให้คนที่ผลักเจ้าลงไปลอยนวลต่อไปเช่นนี้หรือ?”

คำพูดของเขาเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจนาง ‘คนที่ผลักเจ้า’ เขารู้! เขารู้ว่ามีคนผลักนาง!

ไป๋ลู่เหยากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว “แล้วมันเกี่ยวข้องอันใดกับท่านอ๋องด้วยเล่าเพคะ?”

รอยยิ้มบางๆ ที่แทบมองไม่เห็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลี่ซวน “ข้าเกลียดดอกบัวขาวจอมปลอม...โดยเฉพาะดอกบัวที่พยายามจะเบ่งบานแข่งกับหงส์เพลิง”

คำเปรียบเปรยนั้นชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจน ดอกบัวขาวคือไป๋อวี้หลาน ส่วนหงส์เพลิงคือนาง

“ท่านอ๋องต้องการอะไรกันแน่?” นางถามเสียงแข็งขึ้น

“ข้าไม่ได้ต้องการอะไร” หลี่ซวนตอบ “แต่ข้าคิดว่าเจ้าต่างหากที่ต้องการ...ต้องการดาบสักเล่ม”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้คำพูดของตนซึมลึกลงไปในความคิดของนาง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยนัยยะอันน่าสะพรึงกลัว “ดาบที่คมพอจะฟาดฟันศัตรู ดาบที่ไม่ลังเลที่จะหลั่งเลือด ดาบที่จะเป็นของเจ้า...เพียงผู้เดียว”

ไป๋ลู่เหยาชาวาบไปทั้งตัว ข้อเสนอของเขาทรงพลังและเย้ายวนใจอย่างร้ายกาจ การมีอ๋องทมิฬเป็นพันธมิตรก็เหมือนกับการมีกองทัพทั้งกองทัพหนุนหลัง แต่เหตุใดเขาถึงเลือกนาง? สตรีที่เพิ่งจะเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ไม่มีอำนาจใดๆ ในมือ

“เหตุใด...ต้องเป็นข้า?”

หลี่ซวนละสายตาจากนาง หันกลับไปมองเงาในน้ำอีกครั้ง มือของเขาเผลอกำป้ายหยกสีดำทมิฬที่ห้อยอยู่ข้างเอวแน่นโดยไม่รู้ตัว แววตาที่เคยคมกริบฉายแววเจ็บปวดและรู้สึกผิดออกมาวูบหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

“เพราะข้ารู้ดีว่าภายใต้ท่าทีที่สงบนิ่งของเจ้า...มีเพลิงแค้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ซ่อนอยู่” เขาหันกลับมามองนางอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขากลับมาเยือกเย็นดังเดิม “และข้า...ก็อยากจะดูการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจนั้น”

เหตุผลของเขาฟังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่อาจปฏิเสธพันธมิตรที่ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นได้

แต่ความสงสัยยังคงกัดกินใจนางอยู่ “หม่อมฉันจะเชื่อใจท่านอ๋องได้อย่างไร?”

หลี่ซวนแค่นยิ้ม “เจ้าไม่จำเป็นต้องเชื่อใจข้า เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากข้าก็พอ”

เขาพูดราวกับว่าตนเองเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น

“แล้วท่านอ๋องจะได้อะไรเป็นการตอบแทน?” นางถามอย่างตรงไปตรงมา

“ความพินาศของศัตรูของเจ้า...ก็คือความสุขของข้า” เขาตอบสั้นๆ แต่ความหมายของมันกลับหนักอึ้ง

ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง มีเพียงเสียงน้ำไหลจากน้ำพุเป็นพยาน ไป๋ลู่เหยาใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามค้นหาความจริงใจหรือเล่ห์เหลี่ยม แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่ลึกล้ำจนน่ากลัว

และในตอนนั้นเองที่เขาเอ่ยประโยคที่ทำลายกำแพงป้องกันทั้งหมดของนางลงจนหมดสิ้น

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ลื่น...ไป๋ลู่เหยา” เขากล่าวเสียงเบา แต่กลับดังก้องในโสตประสาทของนาง “และข้าก็รู้ด้วยว่า...คนที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าในตอนนั้น คือไป๋อวี้หลาน”

โลกทั้งใบของไป๋ลู่เหยาหยุดหมุน เขาไม่ได้รู้แค่ว่ามีคนผลักนาง แต่เขารู้ตัวตนของคนๆ นั้น! เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้! ในวันนั้นบริเวณสระบัวมีเพียงนางกับอวี้หลานตามลำพัง ไม่มีทางที่ใครจะเห็นเหตุการณ์ได้เด็ดขาด!

“ทะ...ท่าน!” นางอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก

“ไม่ต้องตกใจไป” หลี่ซวนกล่าว “ข้าบอกแล้ว...ข้ารู้ในสิ่งที่เจ้าคาดไม่ถึงอีกมาก”

เขายื่นมือออกมา ตรงหน้านางคือป้ายหยกสีดำทมิฬอันเดียวกับที่เขาเผลอกำเมื่อครู่นี้ มันเย็นเฉียบและให้ความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อเขาวางมันลงบนฝ่ามือของนาง

“หากเจ้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่...ก็ส่งคนนำป้ายนี้ไปที่จวนอ๋องทมิฬ ประตูจวนของข้าเปิดต้อนรับเจ้าเสมอ”

กล่าวจบร่างสูงสง่าของเขาก็หมุนตัวและเดินจากไป กลืนหายเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน ทิ้งให้ไป๋ลู่เหยายืนนิ่งงันอยู่เพียงลำพังกับป้ายหยกเย็นเฉียบในมือ

นางก้มลงมองเงาของตนในน้ำพุอีกครั้ง แต่คราวนี้เงาที่สะท้อนกลับมากลับซ้อนทับกับภาพของอ๋องทมิฬผู้ลึกลับคนนั้น...พันธมิตรที่น่าหวาดหวั่นที่สุดเท่าที่นางจะจินตนาการได้ ไป๋ลู่เหยากำป้ายหยกในมือแน่น ความเย็นของมันแล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจ ปลุกเพลิงแค้นที่หลับใหลให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel