ตอนที่ 5 ระยะห่างที่น่าสงสัย
อากาศร้อนระอุของประเทศไทยเบื้องล่างกระจกใสบานใหญ่ ช่างแตกต่างจากอุณหภูมิที่เย็นเฉียบภายในเพนต์เฮาส์หรูห้าดาวใจกลางเมืองที่ตระกูลร็อสซี่ซื้อเอาไว้ทั้งชั้น
ร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมลงจนเห็นแผงอก ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงทอดสายตามองวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ทว่าในหัวของดันเต้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเจรจาธุรกิจค้าอาวุธลอตใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ นัยน์ตาสีเทากลับตวัดมองเงาสะท้อนบนกระจก... จับจ้องร่างอรชรที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาด้านหลัง
มีอา ในชุดเดรสสั้นสีแชมเปญดูสวยเด่นและเย้ายวนเกินหน้าเกินตาใคร
แปลก... ดันเต้รำพึงในใจอย่างเงียบเชียบ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นท่าทีของผู้หญิงของเขา ตั้งแต่เครื่องแลนดิ้งแตะพื้นประเทศไทย มีอาก็ทำตัวประหลาดไปจากเดิม
ผู้หญิงที่เคยทำตัวเป็นไม้เลื้อยคอยพันแข้งพันขาเขาตลอดเวลา กลับรักษาระยะห่างอย่างน่าหงุดหงิด เธอไม่เดินเข้ามาคลอเคลีย ไม่แตะต้องตัวเขาก่อนหากเขาไม่ออกคำสั่ง และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือสรรพนามที่เปลี่ยนไป...
ปกติเวลาอยู่บนเตียงหรืออยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่ เธอจะครางเรียกชื่อดันเต้ด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย... แต่ตอนนี้ เธอกลับเรียกเขาว่า ‘คุณ’ ทุกคำ ท่าทีที่ดูสุภาพ ห่างเหิน และสงบเสงี่ยมราวกับคนแปลกหน้านี้มันคืออะไรกัน?
ทว่า... ท่ามกลางความผิดปกติทั้งหมด ดันเต้ก็พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่เธอยังคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยน
ความหน้าเงิน...
สายตาคมกริบเลื่อนไปมองถุงแบรนด์เนมนับสิบใบที่บอดี้การ์ดเพิ่งขนเข้ามาวางไว้กลางห้อง รวมถึงกระเป๋าสะพายใบหรูที่เจ้าตัววางกอดไว้ข้างกาย ซึ่งเขารู้ดีว่าข้างในนั้นอัดแน่นไปด้วย ‘เงินสด’ ก้อนโตที่เธอเพิ่งขอเบิกไปเมื่อเช้า
“คุณคะ... พรุ่งนี้คุณต้องไปคุยงานทั้งวัน มีอาขอเงินสดเพิ่มไปช้อปปิ้งที่ห้างข้างล่างได้ไหมคะ”
เสียงหวานใสเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น ดันเต้หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ร่างสูงก้าวเชื่องช้าทว่าหนักแน่นเข้าไปหาจนมีอาเผลอขยับตัวหนีเล็กน้อย
“ฉันจำได้ว่าเพิ่งให้แบล็คการ์ดเธอไป” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบติดจะเย็นชาดังขึ้นเหนือหัว
เมื่อถูกสายตาคมกริบจ้องกดดัน มีอาพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้ลุกลี้ลุกลน เธอฉีกยิ้มการค้าที่เตรียมมาเป็นอย่างดีเพื่อหาข้ออ้าง
“ที่นี่เมืองไทย บางร้านเขาก็ชอบรับเงินสดมากกว่า... อีกอย่าง มีอาชอบตอนที่เห็นแบงก์ปึกหนาๆ อยู่ในกระเป๋าเวลาเดินช้อปปิ้ง มันทำให้รู้สึกอุ่นใจดีค่ะ”
ดันเต้ไม่ได้พูดอะไรต่อ นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงประเมินรอยยิ้มนั้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปคว้าต้นคอระหง รั้งร่างบางให้ลุกขึ้นมาปะทะกับแผงอกแกร่งอย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ...” มีอาหลุดเสียงอุทาน สองมือเล็กยกขึ้นดันแผงอกเขาไว้ตามสัญชาตญาณ
มัจจุราชหนุ่มไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ถอยหนี เขาก้มลงบดจูบเรียวปากอวบอิ่มอย่างดุดันและจาบจ้วง ไม่ใช่จูบที่อ่อนโยน แต่เป็นการลงทัณฑ์และย้ำเตือนสถานะ ฟันคมขบกัดริมฝีปากล่างของเธอจนได้เลือด ก่อนจะผละออกมาช้าๆ
“อยากได้เท่าไหร่ก็เอาไป...” ดันเต้กระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนคนฟังสั่นสะท้านไปถึงกระดูก “แต่จำไว้... เงินทุกบาทที่เธอผลาญไป ฉันจะทวงคืนจากร่างกายเธอทุกหยด... มีอา”
พูดจบเขาก็ปล่อยมือจากคอระหง หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนไปอย่างไม่แยแส ทิ้งให้มีอายืนขาสั่นอยู่กับที่พร้อมกับหัวใจที่เต้นกระหน่ำ
หญิงสาวยกมือขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอบสบถในใจอย่างหงุดหงิด
ทวงคืนงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะไอ้มาเฟียหน้าตาย ฉันต้องหาทางหนีไปให้ได้คอยดู!