ตอนที่ 4 ความทรงจำของเด็กคนหนึ่ง
หลังจากตัดสินใจได้ดังนั้น หญิงสาวก็เลือกเดินไปในทิศทางที่รู้สึกว่าต้นไม้ดูเบาบางกว่าทางอื่น ๆ ถึงแม้จะไม่มีอะไรรับประกันเลยว่ามันเป็นทางที่ถูกหรือจะปลอดภัยก็ตาม
“เอาวะ...ลองดู”
ขาที่เคยอ่อนล้าแทบก้าวไม่ออกจากการทำงานมาทั้งคืน บัดนี้กลับต้องก้าวไปบนพื้นดินที่ไม่เรียบเสมอกันทั้งยังเต็มไปด้วยรากไม้และก้อนหิน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวง กลัวจะเหยียบโดนสิ่งมีชีวิต หรือกลัวจะมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากความมืด
และคำพูดสุดท้ายของอันอวี้... “โปรดดูแลน้อง ๆ ของข้าด้วย”... ก็ยังคงก้องอยู่ในหัว เหมือนจะย้ำเตือนถึงภาระที่ไม่ได้อยากจะรับเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเอง “โอ๊ย!”
ร่างบางร้องออกมาเบา ๆ พลางยกสองมือกุมขมับแน่น ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตนเอง จู่ ๆ ก็ไหลทะลักเข้ามาในหัว โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า เหมือนถูกจับให้นั่งดูภาพยนตร์ย้อนยุคเรื่องยาวบนจอขนาดยักษ์ที่ฉายตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
ภาพเหล่านั้นชัดเจนเหมือนกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้นจริง ๆ ทั้งเสียง สี กลิ่น และความรู้สึก...ทุกอย่างโถมเข้ามาพร้อมกันจนสมองแทบจะประมวลผลไม่ทัน
“อะ...อะไรอีกวะเนี่ย...” เสียงสุดท้ายลอดออกมาอย่างอ่อนแรงก่อนที่สติจะเริ่มเลือนราง
ภาพแรกที่ปรากฏในหัว คือเด็กสาวเจ้าของร่าง...ใบหน้าเล็ก ๆ ซีด ๆ เหมือนที่เพิ่งเห็นก่อนหน้านี้ ชื่อ ‘หยางอันอวี้’ เด็กน้อยอายุแค่สิบสามขวบ ใบหน้าเรียวเล็กมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่เสมอ แม้ว่านัยน์ตาคู่สวยจะเต็มไปด้วยความเศร้าก็ตาม
แล้วภาพความทรงจำก็เปลี่ยนไป เผยให้เห็นอันอวี้กำลังดูแลเด็กอีกสองคน
คนแรกคือน้องชายคนรอง หยางอันเฉิง อายุเก้าขวบ มีใบหน้าดื้อรั้นและซุกซนตามประสาเด็กผู้ชาย ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา
ถัดมาคือน้องสาวคนเล็กสุด หยางอันอัน อายุห้าขวบ ใบหน้าเล็ก ๆ แต่แก้มกลับยุ้ยกลมป๊อกเหมือนซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ ๆ และเมื่อดูจากแววตาแล้ว ท่าทางจะแก่นเซี้ยวแสนซนเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย
ภาพเริ่มมีการเคลื่อนไหว พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วใส ๆ ของอันอันที่แว่วดังขึ้น หนูน้อยเงยหน้าทำตาแป๋วขึ้นมองพี่สาว ด้วยดวงตาที่เป็นประกายเจิดจ้า
“พี่ใหญ่ วันนี้ท่านจะเล่านิทานให้ข้าฟังอีกไหมเจ้าคะ”
“แน่นอนสิ อันอันน้อยของพี่” อันอวี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนอย่างที่นรินตาเพิ่งได้ยิน รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าซีดเซียว
“ข้าสัญญาว่าจะเล่าให้ฟังก่อนนอนแน่ ๆ แต่ตอนนี้อันอันคนดีของพี่ต้องกินข้าวก่อนนะ จะได้โตไว ๆ” สิ้นคำพูด มือเล็ก ๆ ของอันอวี้ก็ลูบศีรษะของน้องสาวตัวน้อยอย่างเบามือ
แล้วภาพก็พลันตัดไปที่เด็กชายอันเฉิง ซึ่งกำลังนั่งยอง ๆ ใช้กิ่งไม้ขุดดินเล่นอยู่ไม่ไกล เนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนดินทราย จู่ ๆ เด็กชายก็เงยหน้าขึ้นมาบอกพี่สาวด้วยท่าทีจริงจัง
“ข้าจะออกไปเก็บผลไม้ป่า พี่ใหญ่ไปเป็นเพื่อนข้าได้มั้ยขอรับ”
อันอวี้หันไปยิ้มบาง ๆ ให้น้องชาย แม้รอยยิ้มนั้นจะดูเหนื่อยอ่อน แต่สายตาที่มองกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยและเอ็นดู
“ก็ได้ ๆ แต่อย่าไปไกลจากบ้านของเรามากล่ะ เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน “เดี๋ยวพี่ใหญ่ทำงานตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไปนะอันเฉิง”
ภาพและความรู้สึกเหล่านั้นสมจริงจนเส้นแบ่งระหว่างตัวตนเริ่มพร่าเลือน นี่คือความทรงจำของใครกันแน่...ของนรินตา หรือของเด็กสาวที่ชื่ออันอวี้
“นี่มัน...ความทรงจำของเด็กคนนั้นจริง ๆ สินะ”
เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปาก ขณะที่ความสงสารในชะตากรรมของเด็กทั้งสามแล่นจับขั้วหัวใจ
แต่แล้วภาพทั้งหลายก็ยังคงดำเนินต่อไป...
ภาพความทรงจำที่ไหลเข้ามาอีกระลอก คือภาพของครอบครัวหยางที่สมบูรณ์...บ้านดินหลังเล็ก ๆ ที่แม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เคยอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กทั้งสาม และรอยยิ้มอ่อนโยนของผู้เป็นพ่อและแม่ ภาพเหล่านั้นทำให้หญิงสาวในร่างเด็กรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อของทุกคนลอยแว่วมากับสายลม...มันเป็นภาพที่ดูอบอุ่นเหลือเกิน
แต่แล้วภาพอันแสนอบอุ่นนั้นก็พลันแหลกสลายลงในพริบตา...
