บทย่อ
เมื่อ 'นรินตา' หญิงสาวยุคปัจจุบันต้องทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ 'หยางอันอวี้' เด็กสาวกำพร้าในยุคโบราณที่แสนยากจน พร้อมภาระที่ต้องดูแลน้อง ๆ อีกสองชีวิตให้รอดพ้นจากความอดอยาก ในโลกที่ปราศจากเทคโนโลยี สิ่งเดียวที่นางมีคือ สองมือเปล่า... กับสมองที่เต็มไปด้วยความรู้จากอนาคต ท่ามกลางความยากจน เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง...จะสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของครอบครัวได้หรือไม่ นี่ไม่ใช่เรื่องของการผจญภัยสุดแฟนตาซี แต่มันคือเรื่องของ ความกล้าเอาชีวิตรอด ความรักในครอบครัว และ พลังของหญิงสาวที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เส้นทางของทั้งสามจะ "รุ่ง" หรือจะแค่ "รอด" คงต้องให้กาลเวลาพิสูจน์...
ตอนที่ 1 สาวน้อยโรงงาน
ตอนที่ 1
เสียงเครื่องจักรในโรงงานดังกระหึ่มไม่ขาดสาย
“ตั๊ก... ตั๊ก... ตั๊ก... จี๊ดดด... ตั๊ก...”
เสียงเหล็กกระทบเหล็ก เสียดสีกันอย่างต่อเนื่อง ปะปนกับกลิ่นไหม้ของโลหะและน้ำมันเครื่องจาง ๆ มันไม่ใช่เสียงดนตรี ไม่ใช่เสียงของชีวิตที่มีจังหวะ หากแต่เป็นเสียงของความซ้ำซากจำเจที่เหมือนจะเจาะทะลุเข้าไปในกะโหลกจนปวดหนึบ หัวใจของคนที่นั่งอยู่กลางเสียงเหล่านั้นเหมือนจะหยุดเต้นไปกับจังหวะของเครื่องจักรกลที่ไม่เคยปรานีใคร
นรินตานั่งอยู่ตรงนั้น อย่างเหม่อลอยภายใต้แสงไฟนีออนสีขาว เสียงจี๊ด ๆ เสียดแทงแก้วหูแต่ละครั้ง ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับไมเกรนกำเริบทุกครั้งที่ได้ยิน
เวลาผ่านไปอย่างเนิ่นนาน หรืออาจจะเร็วเกินไปจนตามไม่ทันก็ไม่รู้ได้ เพราะตั้งแต่เริ่มทำงานกะกลางคืนแบบนี้มา ชีวิตก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่เรียกว่า "พักผ่อน" อย่างเต็มที่เลยสักวัน พอออกจากโรงงานตอนเช้า ก็ต้องลากสังขารที่ใกล้จะแตกสลายไปสะสางภาระที่เข้ามาแบบไม่เคยมีวันสิ้นสุด
อย่างเช้าวันนี้ นรินตาต้องลากสังขารที่เพิ่งออกกะดึกมาหมาด ๆ ถ่อมายังกรมการขนส่งทางบก ด้วยเปลือกตาที่แทบจะลืมไม่ขึ้น ภาพตรงหน้าจึงพร่าเลือนไปหมด
“โอ๊ย! จะบ้าตาย” นรินตาสบถในใจ “แดดวันนี้มันจะร้อนไปถึงไหน โลกเป็นหนี้พระอาทิตย์หรือไง ถึงได้เร่งเผากันขนาดนี้”
หญิงสาวกวาดตามองผู้คนมากมายที่เดินเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีอากาศให้หายใจ ทุกใบหน้าดูรีบร้อนและหงุดหงิด ราวกับว่าตัวเองจะไปไม่ทันเวลาสำคัญ
หญิงสาวเก็บความหงุดหงิดลงท้องไป พยายามเบียดเสียดแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคนอย่างยากลำบาก "ขอโทษค่ะ ขอทางหน่อย" เสียงแหบแห้งแทบจะจมหายไปในความจอแจ รอยยิ้มที่เคยมีประดับบนใบหน้ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตอนนี้มีแต่ริ้วรอยความเหนื่อยล้าบนแก้มที่ตอบลงทุกวัน ๆ กว่าจะทำเรื่องทุกอย่างเสร็จ เวลาก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมง "เฮ้อ เสร็จสักที ง่วงนอนซะมัด" นรินตาพูดอย่างเหนื่อยอ่อน ใจก็อยากจะหลับตาลงตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
พอถึงห้องเช่าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ หญิงสาวรีบปิดประตูลงทันที "ที่นอนจ๋า พี่มาแล้วจ้า คิดถึงจังเลย" เธอพึมพำกับเตียงรัก แล้วก็ล้มตัวลงนอนทันทีทั้งที่ยังใส่ชุดทำงานอยู่ เปลือกตาตอนนี้มันต้านแรงโน้มถ่วงไม่ไหวอีกแล้ว แต่สมองเจ้ากรรมมันยังไม่ยอมหยุดพัก มันยังคิดฟุ้งซ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้เหมือนเครื่องรวน สรุปแล้ววันนี้นรินตาก็ได้งีบไปแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแหละ
"กริ๊งงงงง" เสียงแปดหลอดของนาฬิกาปลุกมันดังลั่นเหมือนโกรธใครมา เสียงนี้มันทำลายความสุขบนเตียงนอนของเธอไปจนหมดสิ้น ทำให้ต้องฝืนลุกขึ้นทั้งที่ร่างกายมันประท้วงว่าไม่ไหวแล้ว แต่เพราะเงินตัวเดียวจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจไปสู้รบปรบมือกับงานกะดึกอีกรอบ
แสงไฟสีส้มนวลจากโคมไฟสูงของโรงงานสาดลงมาที่พื้นดิน กระทบดวงตาที่ยังปรือปรอยจนต้องหยีตา แสงนี้เป็นเหมือนสัญญาณเปิดฉากค่ำคืนอันยาวนานอีกคืนที่รออยู่ นรินตาสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ "เอาวะ สู้อีกหน่อย โย้ ๆ" นรินตาปลุกใจตัวเอง พยายามขูดรีดพลังงานทุกหยดที่ยังพอมีเหลืออยู่ในตัว ถีบความอ่อนล้าที่มันเกาะติดร่างกายให้ออกไปไกล ๆ
"อีกวันเดียวก็จะได้หยุดแล้ว สู้หน่อยสิวะยัยริน" นรินตาพึมพำกับตัวเอง ด้วยเสียงที่เบาหวิว
แม้จะเป็นงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ทุกวัน นรินตาก็ยังคงทำงานอย่างตั้งใจ จนกระทั่งในที่สุดเสียงออดสัญญาณพักเบรคที่รอคอยราวกับเสียงสวรรค์ที่มาช่วยชีวิตน้อย ๆ ก็ดังขึ้น
หญิงสาวถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก “หมดเวลาสักที” ก่อนจะรีบลุกพรวดจากเก้าอี้ทันที แต่กว่าขาแต่ละข้างจะก้าวออกไปจากเก้าอี้ได้ก็แทบจะพันกัน กว่าจะลากร่างที่แทบไร้เรี่ยวแรงของตัวเองฝ่าเสียงที่ยังคงดังสนั่นหวั่นไหวในโซนการผลิตออกมาได้ ก็แทบจะหมดลมหายใจ
“โอ้ย! ไม่ไหวแล้ว... นอนมันตรงนี้เลยดีมั้ยเนี่ย” เธอได้แต่คิดในใจ
หญิงสาวมองไปรอบ ๆ เพื่อนพนักงานคนอื่น ๆ ตอนนี้ก็มีสภาพไม่ต่างกันมากนัก หลายคนหน้าตาอิดโรย แต่ก็ยังพยายามรีบกุลีกุจอกันออกมา บางคนก็ตรงดิ่งไปยังโรงอาหาร หวังจะหาอะไรร้อน ๆ อย่างกาแฟสักแก้วหรือข้าวต้มสักถ้วยพอให้ท้องมันอุ่นขึ้นมาบ้าง บางคนก็มองหาทำเลเหมาะ ๆ ตามมุมมืดใต้ถุนอาคาร หรือซอกหลืบที่พอจะหลับตาลงได้โดยไม่เกะกะใคร นรินตาก็ตั้งใจว่าจะงีบหลับเอาแรงสักหน่อยพอได้พักสายตาสักนิดก็ยังดี
นรินตาเลือกที่จะเดินเลี่ยงจากกลุ่มคนพวกนั้น เธอมีที่ประจำของตัวเองอยู่แล้ว จึงมุ่งหน้าไปยังบันไดหนีไฟเก่า ๆ ทางปีกซ้ายของอาคาร ตรงนั้นมีแค่แสงไฟสลัว ๆ จากในไลน์ผลิตที่ลอดออกมา และไม่ค่อยมีใครอยากจะเดินมาแถวนี้เท่าไหร่ มันเลยค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวดี
พอผลักบานประตูเหล็กที่ปิดอยู่เข้าไป ก็จะเจอกับขั้นบันไดคอนกรีตหยาบ ๆ นรินตาก้าวเข้าไปช้า ๆ แล้วทรุดตัวนั่งลงบนขั้นบันไดอย่างหมดแรง แผ่นหลังที่ปวดเมื่อยจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ได้พิงกับกำแพงปูนที่เย็นเฉียบทำให้รู้สึกดีขึ้นมาป้าง "ค่อยยังชั่ว" เธอบอกตัวเอง เสียงเครื่องจักรจากด้านในก็ยังคงดังแว่ว ๆ มาก่อกวนเช่นเดิม แต่ตอนนี้มันไม่ดังกระแทกหูเหมือนตอนทำงานแล้ว มันเหมือนเป็นแค่เสียงหึ่ง ๆ อยู่ไกล ๆ เท่านั้น
เปลือกตาที่หนักเหมือนมีใครเอาอะไรมาถ่วงเริ่มจะปิดลงมาเองโดยอัตโนมัติ "ไม่ไหวแล้วฉัน ขอนอนสักแป๊บเถอะ" นรินตาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนที่ลมหายใจเริ่มจะสม่ำเสมอ จากที่เคยหอบเหนื่อยก็เริ่มเบาลง จังหวะการเต้นของหัวใจที่เคยระรัวเหมือนยืนหน้าลำโพงรถแห่ก็ค่อย ๆ ผ่อนช้าลง ช้าลง จนร่างกายมันเบาโหวงเหมือนกำลังลอยไปที่ไหนสักที่
แต่...ในขณะที่สติกำลังจะเลือนหายไปในห้วงนิทราอันแสนยาวไกลนั้นเอง

