ตอนที่ 3 ฉันคือใคร
หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงจากอาการช็อกเมื่อครู่ แต่แล้วเสียงแว่ว ๆ ของเด็กสาวคนนั้นก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง เหมือนกำลังกระซิบอยู่ข้างหู
“โปรดดูแลน้อง ๆ ของข้าด้วย...”
“โอ๊ย! จะบ้าตายแล้วโว้ย” สองมือกุมขมับแน่น รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้งจนอยากจะอาเจียนออกมาให้รู้แล้วรู้รอด “นี่มันเกินเบอร์ไปมากแล้วนะ” นี่คือเรื่องจริง...ที่บ้าบอคอแตกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต
“โปรดดูแลน้อง ๆ ของข้าด้วย...”
เสียงแผ่ว ๆ ของเด็กสาวที่ชื่ออันอวี้ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด เหมือนกำลังฝากฝังสิ่งสำคัญที่สุดไว้ให้ดูแล
“น้องไหน...น้องใคร” หญิงสาวสะบัดศีรษะแรง ๆ พยายามสลัดเสียงนั้นให้หลุดออกไป
“นี่มันเรื่องตลกใช่ไหม มีใครซ่อนกล้องอยู่หรือเปล่า ออกมาเดี๋ยวนี้นะโว้ย”
เสียงตะโกนดังลั่นป่า ขณะที่เจ้าของเสียงหันรีหันขวางไปรอบตัว ดวงตาพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดสลัวของป่ารกชัฏ เผื่อจะเห็นอะไรที่บอกว่านี่เป็นแค่การจัดฉากแกล้งพนักงาน
แต่คำตอบที่ได้ยินมีเพียงเสียงหวีดหวิววังเวงของลมที่พัดผ่านยอดไม้ และเสียงเสียดสีของใบไม้แห้งที่ฟังดูน่าขนลุก มองไปทางไหนก็ไร้วี่แววของมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากต้นไม้สูงทะมื่นที่ยืนนิ่ง ประหนึ่งยักษ์ใหญ่หลายตนกำลังก้มลงมองเหยื่อผู้โชคร้าย
หัวใจของนรินตาเต้นรัว ทั้งลมหายใจที่ติดขัด ความอ่อนล้าที่สะสมมาทั้งหายไปปลิดทิ้ง เหลือเพียงสัญชาตญาณที่สั่งให้ร่างกายตื่นตัวเต็มที่
‘โอเค ตั้งสติหน่อยริน ใจเย็น ๆ ตั้งสติสิโว้ย!’
หญิงสาวพร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ พลางสูดหายใจเข้าลึก แม้อากาศเย็นชื้นของป่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดินและรากไม้เน่าจะทำให้หายใจไม่ทั่วท้องก็ตาม
“เด็กคนนั้น...อันอวี้...ฝากให้ดูแลน้อง ๆ”
ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ความคิดก็ยังวกกลับมายังเรื่องเดิมจนได้
"แล้วถ้ามันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นล่ะ ถ้าเด็กนั่นเป็นผีจริง ๆ แล้วน้อง ๆ ที่ว่านั่นล่ะ จะเป็นยังไง" คำถามผุดขึ้นในหัว
ถึงแม้ปากจะพยายามปฏิเสธเสียงแข็ง พยายามปัดความรับผิดชอบที่ไม่ได้อยากจะแบกรับ แต่พอหลับตาลง ภาพใบหน้าเศร้า ๆ กับนัยน์ตาเว้าวอนของอันอวี้มันกลับติดอยู่ในความทรงจำ "โธ่เว้ย! ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยวะ"
“ให้ตายสิ แล้วฉันจะไปหาพวกเขาเจอได้ยังไงในป่าดงดิบแบบนี้” หญิงสาวมองไปรอบตัวอย่างจนตรอก ในเมื่อทุกทิศทุกทางดูเหมือนกันไปหมดจนแยกไม่ออก
“ก่อนอื่น...ต้องหาทางออกจากป่านี่ให้ได้ก่อน หรืออย่างน้อยก็หาที่ที่มันดูปลอดภัยกว่าตรงนี้ก็ยังดีวะ”
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ร่างบางจึงขยับตัวหมายจะออกเดิน พร้อมกับดึงเสื้อผ้าที่เริ่มเปียกชื้นจากน้ำค้างให้กระชับขึ้น แต่แล้วการกระทำนั้นเองที่ทำให้ต้องชะงัก...
“เอ๊ะ...ชุดใคร ชุดพนักงานฉันไปไหน แล้ว...นี่มือใคร เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย”
ความคิดมากมายพรั่งพรูออกมาอย่างสับสน นรินตาก้มลงมองสำรวจสภาพของตัวเองอีกครั้งอย่างละเอียด ก่อนจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ ชุดผ้าเนื้อหยาบสีซีดเก่าที่สวมใส่อยู่นี้มันดูคุ้น ๆ
...เหมือนชุดของเด็กคนนั้น
...เหมือนชุดของอันอวี้
ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมองจนเย็นเยียบไปถึงไขสันหลัง
หรือว่า...เราอยู่ในร่างของเด็กคนนั้น
ความคิดที่ว่า ‘เราอยู่ในร่างของเด็กคนนั้น’ เป็นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางสมองซ้ำสอง
“ไม่จริง...บ้าไปแล้ว...”
‘ต้องเห็น ฉันต้องเห็นหน้าตัวเอง’
ดวงตาในร่างเด็กกวาดมองไปรอบตัวอย่างร้อนรน แล้วสายตาก็ไปหยุดที่แอ่งน้ำเล็ก ๆ แอ่งหนึ่ง เงาของดวงจันทร์ส่องสว่างบนผิวน้ำหลังลอดผ่านม่านเมฆ
ขาสองข้างที่สั่นเทาไร้เรี่ยวแรงพับลง หัวเข่ากระแทกพื้นดินแข็งข้างแอ่งน้ำ ดวงตาค่อย ๆ เลื่อนลงต่ำ จ้องมองภาพสะท้อนบนผืนน้ำนิ่ง
‘ไม่ใช่ใบหน้าของฉัน’
ภาพที่สะท้อนกลับมา คือใบหน้าซีดขาวของเด็กสาวที่ชื่ออันอวี้ ดวงตากลมโตคู่โศกที่บัดนี้เบิกกว้างจนสุดขีดด้วยความตกใจกำลังจ้องมองกลับมา
ไม่มีเสียงกรีดร้องใด ๆ เล็ดลอดออกมา มีเพียงความเงียบที่น่ากลัวกว่าเสียงทั้งหมดในป่ารวมกัน น้ำตาที่ไม่ใช่ของตัวเอง ไหลทะลักออกมาจากดวงตา อาบใบหน้าที่ไม่ใช่ของตัวเอง...ในขณะที่จิตวิญญาณของสาวโรงงานที่ชื่อ นรินตากำลังแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ อยู่ภายในร่างของเด็กน้อยคนนี้
นานเท่าไรแล้วไม่รู้ที่ร่างของอันอวี้นั่งนิ่งอยู่ข้างแอ่งน้ำ เสียงร้องของสัตว์ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ ทำให้ร่างบางสะดุ้งสุดตัว ยังไม่พอเสียงของเจ้าของร่างก็ดังซ้ำเติมขึ้นอีก
“โปรดดูแลน้อง ๆ ของข้าด้วย...”
เสียงของอันอวี้ก้องขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้ทำให้กลัวเหมือนก่อนหน้า แต่กลับทำให้ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“โอ้ย!...จะฝากผีฝากไข้กันง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอแม่คุณ ฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลยนะ” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองตามความเคยชิน แต่แล้วภาพใบหน้าเศร้า ๆ ของเด็กคนนั้นก็แวบเข้ามาในหัว
“ถ้าหากปล่อยไว้ น้องอะไรนั้นจะเป็นยังไงล่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงถอนหายใจของตัวเองที่ดังขึ้นเป็นคำตอบ
“ให้ตายสิ...ยัยริน...ตกกระไดพลอยโจนของแท้เลยนะแก...เอาก็เอาวะ ถือว่าทำบุญล้างซวยก็แล้วกัน”
เหมือนเป็นการตัดพ้อ แต่ก็แฝงไปด้วยการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว สองมือเล็ก ๆ ยันพื้นดินที่ชื้นแฉะ พาร่างเล็กลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แม้ขาจะยังสั่นเทาแต่แววตากลับมุ่งมั่นกว่าเดิม
