ตอนที่ 2 ผีหลอก
แต่...ในขณะที่สติกำลังจะเลือนหายไปในห้วงนิทราอันแสนยาวไกลนั้นเอง
พลันมีเสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู คล้ายกับเสียงกระซิบ
“พี่สาวเจ้าคะ...ฟังข้านะเจ้าคะ...ข้าต้องไปแล้ว...ฝากดูแลน้อง ๆ ของข้าด้วยนะเจ้าคะ...”
เสียงแผ่วเบาที่ใช้ถ้อยคำแปลกหูนั้นลอดเข้ามาในโสตประสาท ปลุกให้ร่างที่กำลังพักผ่อนขยับตัวอย่างอึดอัด
"ใครมาพูดจาแปลก ๆ แถวนี้" ความคิดนั้นเลือนรางอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น ก่อนที่สติจะดับวูบลงไปอีกครั้ง
“พี่สาวเจ้าคะ”
“อือ...ใครมากวนตอนนี้เนี่ย...พักเบรกยังไม่หมดเวลาเลยนะ” เสียงพึมพำลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มสนิท พร้อมกับมือที่ปัดป่ายไปในอากาศอย่างไร้ทิศทาง เหมือนจะปัดเป่าเสียงรบกวนนั้นให้พ้นไป
แต่แล้วเสียงของเด็กสาวคนเดิมก็ดังขึ้นอีก และคราวนี้มันเสียงดังฟังชัดเต็มสองหู น้ำเสียงนั้นทั้งสั่นเครือและร้อนรนจนนรินตารู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
“พี่สาว ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ได้โปรด...ข้าไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ”
คำพูดเหล่านั้น โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “ไม่มีเวลาแล้ว” เป็นดั่งแส้เส้นเล็กที่ฟาดเปรี้ยงลงมา ฉุดกระชากสติที่กำลังจะเคลิ้มหลับของนรินตาให้ตื่นขึ้นมาในทันใด ความง่วงเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งร่าง
“เสียงเด็กที่ไหน...หรือว่าผีหลอก”
หญิงสาวกะพริบเปลือกตาถี่ ๆ พยายามปรับโฟกัสภาพตรงหน้า หวังว่าจะได้เห็นแสงไฟสลัวของโรงงาน หรือใบหน้าของเพื่อนร่วมงานสักคนที่อาจมาปลุก บางทีอาจเป็นยามที่เดินตรวจผ่านมาเจอก็ได้
แต่ทว่า...ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับทำให้หัวใจแทบจะหยุดเต้น ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างจนสุดขีด ทั้งสับสน งุนงง และหวาดกลัว
“ที่ไหนเนี่ย!...”
ที่นี่ไม่ใช่บันไดหนีไฟ ไม่ใช่โรงงาน ไม่มีเพดานปูน ผนังเหล็ก หรือเสียงเครื่องจักรหนวกหู ไม่มีแม้แต่แสงไฟสีส้มจากหลอดไฟที่เห็นจนชินตาสักดวงเดียว
รอบกายมีเพียงต้นไม้สูงใหญ่ดำทะมื่นนับไม่ถ้วน แผ่กิ่งก้านสาขาสานสอดกันจนแน่นทึบเหมือนหลังคาธรรมชาติผืนยักษ์ บดบังท้องฟ้าจนมองไม่เห็นว่าตอนนี้กลางวันหรือกลางคืน มีเพียงความมืดสลัวที่ดูน่ากลัว กับกลิ่นดินชื้นและใบไม้ที่เน่าเปื่อยลอยมาเตะจมูกอยู่ตลอดเวลา
“กลิ่นอะไรเน่า...”
"ที่ไหน...มันคืออะไร...แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
สิ้นความคิดนั้น ร่างบางก็สะบัดหัวแรง ๆ เพื่อขับไล่อาการมึนงงที่อาจยังหลงเหลืออยู่ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ฝ่าเท้าเปล่าที่สัมผัสกับพื้นดินเย็นเฉียบและเศษใบไม้แห้งกรอบทำให้ต้องอุทานออกมาเบา ๆ
“โอ๊ย!...เย็น”
สายตากวาดมองไปรอบตัวอย่างลนลาน “หรือว่า...ฝันไป”
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัวเหมือนเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้ หญิงสาวไม่รอช้ารีบยกมือขึ้นหยิกแขนตัวเองสุดแรง
“โอ๊ย!”
ความเจ็บแล่นปราดจากต้นแขนขึ้นสู่สมองในทันที "เจ็บ...เจ็บจริง ๆ นี่หว่า" เสียงพึมพำหลุดจากริมฝีปากบาง ดวงตาเบิกค้าง จ้องมองความมืดรอบตัวด้วยความรู้สึกมากมายจนบรรยายไม่ถูกว่าจะเริ่มหาคำตอบให้คำถามไหนก่อน
"นี่มัน...ไม่ใช่ความฝัน"
พอความคิดนี้แจ่มชัดขึ้น หัวใจก็พลันตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย"
ทันใดนั้นเอง หางตาก็เหลือบไปเห็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก เด็กคนนั้นสวมชุดผ้าสีซีดเก่า เหมือนกับหลุดออกมาจากหนังจีนโบราณ ยืนอยู่ใต้เงาแสงสลัว ๆ ที่พอจะลอดกิ่งไม้ลงมาได้ รูปร่างของเด็กสาวผอมบางจนเหมือนหนังหุ้มกระดูก กลัวว่าหากลมพัดแรงกว่านี้คงจะปลิวหายไปกับสายลมได้ ผมของเด็กสาวยาวถึงกลางหลังสีดำสนิท ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์ แต่ดวงตากลมโตคู่สวยกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
“เชี่ย!...ผีหลอก”
นรินตาอุทานคำที่คุ้นปากออกมาอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง ในหัวมันขาวโพลนไปหมด ด้วยสัญชาตญาณร้องสั่งการเสียงดังในหัว
“วิ่งสิ...รออะไร”
ต้องวิ่ง...วิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดจากที่ตรงนี้ จากเด็กที่ดูเหมือนจะเป็นผี
ทว่าก่อนที่ขาจะทันได้ขยับ เด็กสาวคนนั้นก็กะพริบตาปริบ ๆ มองตรงมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านพี่ตกใจเจ้าค่ะ”
"จ...เจ้าค่ะ" นรินตาถอยหลังกรูดไปหนึ่งก้าว หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองชัย ใครมันจะมาพูดจาแบบนี้ในสถานการณ์แบบนี้วะเนี่ย "นะ...หนูเป็นใคร นี่มันที่ไหน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" คำถามพรั่งพรูออกมาจากปากคนที่กำลังช็อกสุดขีด
เด็กสาวเพียงยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้ารันทดเกินทน "ข้าชื่อ อันอวี้ เจ้าค่ะ ข้าต้องขออภัยจริง ๆ ที่มารบกวนการพักผ่อนของพี่สาว แต่ข้า...ข้าจำเป็นต้องมา..."
"มาทำอะไร จะมาหลอกกันรึไง"
นรินตาเค้นเสียงถามออกไปทั้งที่มันสั่นไม่หยุด หญิงสาวฝืนยืดตัวตรง กำหมัดแน่นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ ขาเกร็งพร้อมจะหันหลังวิ่งทุกเมื่อ สมองที่เคยท่องบทสวดมนต์ได้กลับขาวโพลนว่างเปล่า ‘อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา’
เด็กสาวไม่ตอบคำถามนั้น เพียงยกนิ้วชี้เรียวซีดขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ เป็นเชิงปราม "เวลาของข้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว...ข้าคงต้องไปแล้วจริง ๆ..."
"ไปไหน เดี๋ยว! หมายความว่าไง" นรินตาถามซ้ำอย่างร้อนรน เริ่มรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว เด็กสาวคนนั้นกลับค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไปช้า ๆ ดวงตาคู่โศกคู่นั้นยังคงจับจ้องมาที่เธอ เหมือนมีคำพูดมากมายอยากจะฝากฝัง
"ได้โปรด...ฝากดูแลน้อง ๆ ของข้าด้วยนะเจ้าคะ..."
เสียงเด็กสาวคนนั้นเริ่มแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ จากนั้นร่างนั้นก็ค่อย ๆ โปร่งแสง จางหายไปต่อหน้าต่อตา เหมือนกลุ่มหมอกควันที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็สลายไปในอากาศจนหมดสิ้น
"เฮ้ย! เดี๋ยว! อย่าเพิ่งไป น้องไหน" นรินตายื่นมือพรวดออกไปข้างหน้าอย่างลืมตัว หวังจะคว้าอะไรสักอย่างไว้ได้ แต่ก็สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น มีเพียงลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าไป พาเอาใบไม้แห้ง ๆ หลายใบปลิวร่วงกราวลงบนพื้นรอบตัว
“อะไรเนี่ย... หายไปไหนแล้ว” นรินตายืนตะลึงอยู่ตรงนั้นเหมือนคนถูกผีอำ สมองมันตื้อไปหมด ทั้งสับสน ทั้งคำถามนับล้านตีกันอย่างยุ่งเหยิงอยู่ในหัว “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน โผล่มาอยู่กลางป่าแบบนี้ได้ยังไง แล้วเด็กนั่น...เป็นผีจริง ๆ เหรอ แล้วน้องที่ว่า… มันใครอีก”
