บทที่๔ : แผนร้ายกลางงานเลี้ยง
แสงจันทร์กระจ่างฟ้ายามค่ำคืนสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระบัวหลวง แสงโคมไฟหลากสีที่ประดับประดาไปทั่วสวนบุปผาของจวนแม่ทัพส่องสว่างไสว เสียงดนตรีบรรเลงจากวงมโหรีขับกล่อมทำนองรื่นเริง ผสานกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาของเหล่าขุนนางและฮูหยินตราตั้งที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะศึกชายแดนเหนือของแม่ทัพหยางเฟิง
ทว่า... ความรื่นเริงเหล่านั้นกลับเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของ หลินว่านเอ๋อร์ ยิ่งนัก
นางในฐานะฮูหยินเอก จำต้องออกมาต้อนรับแขกเหรื่อเคียงคู่กับสามี แต่นางกลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงส่วนเกิน อาภรณ์สีฟ้าครามปักลายเมฆมงคลที่นางสวมใส่ แม้จะงดงามและตัดเย็บอย่างประณีต แต่กลับดูจืดชืดเมื่อเทียบกับอาภรณ์สีชมพูกลีบบัวของ หลินซวงซวง ที่ยืนอยู่อีกด้านของหยางเฟิง
หลินซวงซวงวันนี้ดูงดงามอ่อนหวานปานเทพธิดา ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมอย่างพิถีพิถัน นางเกาะแขนหยางเฟิงแจ ท่าทางออดอ้อนฉอเลาะ เรียกสายตาเอ็นดูจากแขกเหรื่อ โดยเฉพาะ ฮูหยินหลิว ที่เดินยิ้มหน้าบานแนะนำลูกสาวของตนไปทั่ว ราวกับว่าซวงซวงคือฮูหยินเอกตัวจริง ส่วนว่านเอ๋อร์เป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่แต่งตัวดี
"พี่หญิง..." เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นข้างกาย หลินซวงซวงเดินนวยนาดเข้ามาหา ในมือถือจอกสุราหยกขาว "งานเลี้ยงวันนี้ครึกครื้นยิ่งนัก ข้าเห็นพี่หญิงยืนเงียบอยู่คนเดียว กลัวท่านจะเหงา จึงอยากมาดื่มคารวะท่านสักจอก"
หลินว่านเอ๋อร์มองน้องสาวต่างมารดาด้วยสายตาระแวดระวัง "ข้าไม่ดื่มสุรา เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ถนัด"
"โถ่... แค่จอกเดียวเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ท่านพี่หยางเฟิง พี่หญิงจะไม่ยอมดื่มเชียวหรือ?" หลินซวงซวงแสร้งทำหน้าเศร้า เสียงเริ่มดังขึ้นจนคนรอบข้างหันมามอง "หรือพี่หญิงรังเกียจที่ข้าเป็นลูกอนุ จึงไม่อยากรับสุราจากข้า"
สายตากดดันจากเหล่าฮูหยินขุนนางเริ่มทิ่มแทงมา หลินว่านเอ๋อร์รู้ดีว่านี่คือหลุมพราง หากนางปฏิเสธ นางจะกลายเป็นคนใจแคบ นางจึงจำใจรับจอกสุรานั้นมา
"ก็ได้... ข้าดื่ม" นางยกจอกขึ้นจรดริมฝีปาก เพียงแค่แตะเล็กน้อยแล้ววางลง
"พี่หญิงช่างใจกว้าง!" หลินซวงซวงยิ้มร่า ก่อนจะขยับตัวเข้าไปกระซิบข้างหูว่านเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป... เย็นเยียบและเต็มไปด้วยความสะใจ "ดูสิ... ทุกคนมองมาที่ข้า ไม่มีใครสนใจเจ้าเลยสักคน แม้แต่สามีของเจ้า เขาก็ยังมองมาที่ข้าด้วยความเป็นห่วง"
หลินว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น พยายามข่มอารมณ์ นางไม่อยากก่อเรื่องในงานสำคัญของสามี จึงเลือกที่จะเดินหนี "ข้าจะไปสูดอากาศที่ศาลาริมน้ำ"
"ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ!" หลินซวงซวงรีบตามมาติดๆ
เมื่อเดินมาถึงศาลาริมสระบัวซึ่งห่างไกลจากผู้คน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์และเงาสะท้อนในน้ำ หลินซวงซวงเดินมายืนขวางทางว่านเอ๋อร์ รอยยิ้มเสแสร้งเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความริษยา
"หลินว่านเอ๋อร์... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการที่เจ้าทนหน้าด้านอยู่ในตำแหน่งฮูหยินเอก จะทำให้ท่านพี่หยางเฟิงหันมารักเจ้า?" นางแค่นเสียงหัวเราะ "เขารอวันหย่าเจ้าอยู่ทุกลมหายใจ รู้ตัวบ้างไหม!"
"ซวงซวง... ข้าไม่เคยคิดแย่งชิงกับเจ้า ข้าอยู่ของข้าดีๆ เหตุใดเจ้าต้องตามจองล้างจองผลาญข้าไม่เลิก" ว่านเอ๋อร์ถามด้วยความเหนื่อยล้า
"เพราะข้าเกลียดเจ้า! เกลียดที่เจ้าเกิดมาเป็นลูกเมียเอก เกลียดที่แม่เจ้ามีสินเดิมมากมาย เกลียดที่เจ้าแย่งตำแหน่งที่ควรจะเป็นของข้า!" หลินซวงซวงตวาด ก้าวเท้าเข้ามาประชิด จู่ๆ นางก็เปลี่ยนสีหน้า แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบขึ้นมา "แต่คืนนี้... ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป"
"เจ้าจะทำอะ..."
ยังไม่ทันที่หลินว่านเอ๋อร์จะพูดจบ หลินซวงซวงก็คว้ามือของว่านเอ๋อร์มาจับที่ไหล่ของตนเอง แล้วจู่ๆ ร่างบางของ ซวงซวงก็ทิ้งตัวหงายหลังลงไปในสระบัวที่เย็นเฉียบ!
ตูม!
เสียงร่างกระแทกน้ำดังสนั่นหวั่นไหว น้ำกระเซ็นขึ้นมาเปียกปอนชายกระโปรงของว่านเอ๋อร์ นางยืนตะลึงงันด้วยความตกใจ
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! พี่หญิง... อย่าทำข้า! แค่กๆๆ!"
หลินซวงซวงตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ ร้องโหยหวนปานจะขาดใจ
"ซวงซวง!" หลินว่านเอ๋อร์ตั้งสติได้ กำลังจะเอื้อมมือไปดึงน้องสาวขึ้นมา แต่ทว่า...
"เจ้าทำบ้าอะไรลงไป!"
เสียงคำรามดุจราชสีห์ดังขึ้นจากด้านหลัง แรงกระแทกมหาศาลผลักหลินว่านเอ๋อร์จนล้มกลิ้งไปกระแทกกับเสาไม้ศาลา ปึก! ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง
หยางเฟิงกระโดดลงไปในน้ำโดยไม่ลังเล เขาว่ายเข้าไปประคองร่างที่กำลังจมของซวงซวงขึ้นมาแนบอก ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อขึ้นมาบนฝั่งได้ หยางเฟิงรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกมาห่มให้ซวงซวงที่ตัวสั่นระริก ปากคอซีดเซียว
"ทะ... ท่านพี่... หนาว... ข้าหนาวเหลือเกิน..." ซวงซวงพร่ำเพ้อ น้ำตาไหลพราก "พี่หญิง... พี่หญิงบอกว่าข้าแย่งความรักไป... นางจึงผลักข้า... ฮือ..."
เหล่าขุนนางและฮูหยินที่ได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งกรูกันเข้ามามุงดู ภาพที่เห็นคือฮูหยินรองที่น่าสงสารในอ้อมกอดแม่ทัพ และฮูหยินเอกที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง
"ตายจริง! จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตนัก!" ฮูหยินหลิวแหวกวงล้อมเข้ามา กรีดร้องลั่น "ว่านเอ๋อร์! ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะกล้าฆ่าน้องสาวตัวเองกลางงานเลี้ยงเช่นนี้! เจ้าอิจฉาที่ท่านแม่ทัพรักซวงซวงใช่ไหม!"
"ไม่ใช่นะ! ข้าไม่ได้ทำ!" หลินว่านเอ๋อร์ตะโกนแย้ง พยายามยันกายลุกขึ้น "นางกระโดดลงไปเอง! ข้ายังไม่ได้แตะต้องตัวนางเลย!"
เพียะ!
ฝ่ามือหนาของหยางเฟิงตบเข้าที่ใบหน้าของหลินว่านเอ๋อร์ฉาดใหญ่ หน้าของนางหันไปตามแรงตบ รสคาวเลือดคละคลุ้งในปาก แก้มข้างซ้ายปวดหนึบและเริ่มบวมแดง
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ทุกคนต่างตกตะลึงที่เห็นแม่ทัพลงมือกับฮูหยินเอก
หลินว่านเอ๋อร์หันกลับมามองสามี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบแก้มที่แดงช้ำ
"ท่าน... ตบข้า..."
"ข้าตบเพื่อเตือนสติเจ้า!" หยางเฟิงตวาดเสียงสั่นด้วยความโกรธจัด นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองนางด้วยความรังเกียจขยะแขยง "ซวงซวงร่างกายอ่อนแอ ว่ายน้ำไม่เป็น เจ้าผลักนางลงน้ำเย็นจัดเช่นนี้ หมายจะเอาชีวิตนางชัดๆ! จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรหลินว่านเอ๋อร์! เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่!"
"ข้าบอกว่าข้าไม่ได้ทำ! เหตุใดท่านไม่เคยเชื่อข้าบ้าง!" นางร้องไห้โฮ ความเจ็บปวดที่แก้มเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่หัวใจ "ท่านเชื่อแต่นาง! นางโกหก! นางวางแผนทั้งหมด!"
"หุบปาก!" หยางเฟิงอุ้มซวงซวงขึ้นแนบอก หันไปสั่งองครักษ์ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเยือกเย็น "ลากตัวฮูหยินเอกไปที่ลานบรรพชน! สั่งโบยยี่สิบไม้ แล้วให้คุกเข่าสำนึกผิดจนกว่าฟ้าจะสาง! ห้ามใครให้อาหารหรือน้ำ ห้ามใครเข้าไปช่วยเหลือเด็ดขาด!"
"ท่านแม่ทัพ! อย่าเจ้าค่ะ! ฮูหยินร่างกายไม่แข็งแรง โบยยี่สิบไม้ท่านจะทนไม่ไหวนะเจ้าคะ!" เสี่ยวจูวิ่งเข้ามากอดขาหยางเฟิง แต่ถูกเขาถีบจนกระเด็น
"ใครกล้าขัดคำสั่งข้า โบยมันด้วย!"
คำประกาศิตนั้นดังก้องไปทั่ว หลินว่านเอ๋อร์มองแผ่นหลังของสามีที่อุ้มน้องสาวเดินจากไป ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามและสมเพชของแขกเหรื่อ
นางถูกทหารลากตัวไปยังลานหินหน้าเรือนบรรพชน ร่างบางถูกกดให้นอนราบลงบนม้านั่งไม้ แผ่นไม้กระดานหนาหนักฟาดลงมาที่ก้นและแผ่นหลัง
ปึก!
"หนึ่ง!"
ปึก!
"สอง!"
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่หลินว่านเอ๋อร์กัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว นางกำมือจิกเล็บลงในเนื้อไม้ เลือดซึมออกมาจากริมฝีปากที่ถูกกัดจนแตก
สิบไม้ผ่านไป... ยี่สิบไม้ผ่านไป...
เมื่อการลงทัณฑ์สิ้นสุดลง ร่างของนางบอบช้ำจนแทบขยับไม่ได้ แต่ทหารก็ยังลากนางลงจากม้านั่ง บังคับให้นางคุกเข่าหน้าป้ายวิญญาณบรรพชนตามคำสั่ง
ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างด้วยแสงจันทร์ บัดนี้ถูกเมฆดำปกคลุม สายฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ชะล้างคราบเลือดบนแผ่นหลังของนางไหลนองไปตามพื้นหิน
ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำ หลินว่านเอ๋อร์ตัวสั่นเทา แต่นัยน์ตาของนางกลับนิ่งสงบ... สงบจนน่ากลัว
น้ำฝนผสมน้ำตาไหลรินลงมาอาบใบหน้า นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามืดมิด ปล่อยให้สายฝนชะล้างความรักโง่เขลาที่เคยมีให้บุรุษผู้นั้นออกไปจนหมดสิ้น
"ท่านพี่..." นางพึมพำเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงฝน "ยี่สิบไม้นี้... ถือว่าข้าชดใช้ให้ท่าน ที่ข้าดื้อดึงจะแต่งงานกับท่าน"
"ความเจ็บปวดในวันนี้... ข้าจะจดจำไว้ให้ลึกสุดใจ ว่าความรักที่ข้าทุ่มเทไป มันไร้ค่ายิ่งกว่าเศษดิน"
ในคืนที่เหน็บหนาวที่สุดนี้ ไฟรักในใจของหลินว่านเอ๋อร์ได้มอดดับลงอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงเถ้าถ่านแห่งความว่างเปล่า... และการรอคอยเวลาที่จะโบยบินหนีไปจากกรงขังแห่งนี้ ตลอดกาล
