บทที่๓ : เกราะกำบังสุดท้าย
กลิ่นกำยานไม้กฤษณาหอมฉุนลอยอบอวลอยู่ภายใน เรือนพำนักจิต ซึ่งเป็นที่พำนักของฮูหยินผู้เฒ่าหยาง มารดาบังเกิดเกล้าของแม่ทัพหยางเฟิง ทว่าความสงบเงียบอันเป็นเอกลักษณ์ของเรือนแห่งนี้ กลับถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ดังสะท้อนก้องกังวาน
"คุกเข่าลง!"
สิ้นเสียงตวาดอันทรงอำนาจ ร่างบอบบางของ หลินซวงซวง ก็ทรุดฮวบลงกับพื้นพรมขนสัตว์ นางบีบน้ำตาจนไหลอาบแก้ม นัยน์ตาแดงช้ำช้อนมองหญิงชราผู้มีผมสีดอกเลาที่นั่งอยู่บนตั่งไม้จันทน์ด้วยความหวาดกลัวระคนน้อยใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าหยาง แม้จะล่วงเข้าสู่วัยชรา แต่ดวงตายังคงคมกล้าดุจเหยี่ยว นางจ้องมองลูกสะใภ้รองด้วยสายตาที่อ่านทะลุถึงตับไตไส้พุง ในมือถือไม้เท้าหัวมังกรที่เคาะลงบนพื้นเสียงดัง ตึง!
"ข้าได้ยินว่าเมื่อเช้านี้ แม่เจ้าบุกไปอาละวาดที่เรือนเมฆาคล้อย รื้อค้นสินเดิมของว่านเอ๋อร์ไปจนหมดเกลี้ยง โดยอ้างว่าจะนำเงินมาซื้อโสมคนรักษาอาการป่วยของเจ้า... หลินซวงซวง! จวนแม่ทัพสกุลหยางของข้าตกอับถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ถึงต้องไปปล้นชิงสมบัติของภรรยาเอกกิน!"
หลินซวงซวงสะอื้นฮัก ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ "ท่านแม่... ฮึก... ข้าไม่รู้เรื่องนะเจ้าคะ ท่านแม่ของข้าเพียงแค่เป็นห่วงข้า นางทำไปโดยพลการ ข้า... ข้าห้ามท่านแม่ไม่ได้..."
"ห้ามไม่ได้ หรือแกล้งหลับหูหลับตา!" ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียง "เจ้าอ้างความเจ็บป่วยมาตลอดสามปี เรียกร้องความสนใจจากเฟิงเอ๋อร์จนเขาแทบจะไม่เป็นอันทำการทำงาน ข้าอดทนเพราะเห็นแก่หน้าลูกชาย แต่เรื่องไถเงินสินเดิมพี่สาวเจ้า มันน่าละอายเกินกว่าที่ข้าจะรับไหว!"
"ท่านแม่เจ้าคะ... ร่างกายของข้าอ่อนแอจริงๆ ข้าเจ็บหน้าอกเหลือเกิน..." หลินซวงซวงยกมือกุมหน้าอก ทำท่าเหมือนจะขาดใจ
"หากเจ้าอ่อนแอถึงเพียงนั้น ก็สมควรนอนรอความตายอยู่ในเรือนเงียบๆ มิใช่วิ่งแจ้นไปฟ้องผัวที ฟ้องแม่ที ให้มาหาเรื่องว่านเอ๋อร์ไม่เว้นแต่ละวัน!"
"ท่านแม่!"
เสียงทุ้มห้าวทรงพลังดังแทรกขึ้นที่หน้าประตู ร่างสูงใหญ่ของ แม่ทัพหยางเฟิง ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขารีบปรี่เข้าไปประคองหลินซวงซวงที่นั่งคุกเข่าอยู่ให้ลุกขึ้น โอบกอดนางไว้อย่างหวงแหน
"เฟิงเอ๋อร์! นี่เจ้ากล้าเสียมารยาท เข้ามาโดยไม่ให้บ่าวรายงานเชียวรึ?" ฮูหยินผู้เฒ่าชี้หน้าบุตรชายด้วยความโมโห
หยางเฟิงมองมารดาด้วยสายตาตัดพ้อ ก่อนจะก้มลงมองซวงซวงที่ซุกหน้าสะอื้นกับอกเขา "ท่านแม่... ซวงซวงร่างกายไม่แข็งแรง ท่านก็รู้ว่านางเป็นเช่นนี้เพราะใคร หากไม่ใช่เพราะนางสละป้ายหยกแลกยามารักษาข้า ป่านนี้ลูกของท่านคงเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว เหตุใดท่านถึงจงเกลียดจงชังผู้มีพระคุณของตระกูลเรานัก?"
"ผู้มีพระคุณ?" ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเสียงแห้ง "เฟิงเอ๋อร์เอ๋ยเฟิงเอ๋อร์... เจ้ามันตาบอดตาใส สตรีแพศยาที่ใช้มารยาสาไถยเช่นนี้หรือคือผู้มีพระคุณ? ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าเรื่องป้ายหยกนั่นมีเงื่อนงำ แต่เจ้าก็ไม่เคยฟัง!"
"ท่านแม่หยุดกล่าวหาซวงซวงเสียที!" หยางเฟิงตวาดลั่นจนบ่าวไพ่ในห้องสะดุ้งเฮือก "ข้าเชื่อในสิ่งที่ข้าเห็น! ซวงซวงดีกับข้า นางเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่เหมือนสตรีบางคน..." เขาปรายตามองไปทางฉากกั้นด้านหลัง ซึ่งเขารู้ดีว่า หลินว่านเอ๋อร์ ยืนสงบคำรออยู่ตรงนั้น "...สตรีที่คอยแต่จะฟ้องท่าน ให้ท่านมาเล่นงานเมียรองลับหลังข้า!"
หลินว่านเอ๋อร์ที่ยืนอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุลายเมฆ ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า สีหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าแววตาหม่นแสงลงวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำกล่าวหาของสามี
"ท่านพี่... ข้าไม่ได้ฟ้องท่านแม่ ท่านแม่เพียงแค่..."
"หุบปาก!" หยางเฟิงตวาดสวนทันควัน "เจ้าไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ! แม่ข้าอยู่แต่ในเรือนพำนักจิต หากไม่มีคนไปเป่าหู ท่านจะรู้เรื่องสินเดิมของเจ้าได้อย่างไร? เงินทองของนอกกายแค่นั้น เจ้าถึงกับทนไม่ได้ที่ต้องแบ่งให้น้องสาวรักษาตัวเชียวรึ? จิตใจเจ้ามันคับแคบยิ่งนัก!"
"พอได้แล้ว!"
ฮูหยินผู้เฒ่าตะโกนสุดเสียง ใบหน้าเหี่ยวย่นแดงก่ำด้วยความโกรธจัด นางลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าลูกชาย "ไอ้ลูกอกตัญญู! เจ้าหลงเมียน้อยจนหน้ามืดตามัว ด่าเมียเอก ด่าแม้กระทั่งแม่ตัวเอง... แค่กๆๆ!"
ความโกรธที่พุ่งขึ้นสูงทำให้หญิงชราไอออกมาอย่างรุนแรง ร่างกายที่ร่วงโรยโซเซจะล้มลง
"ท่านแม่!" หลินว่านเอ๋อร์รีบถลันเข้าไปประคองแม่สามีไว้ได้ทัน นางจับชีพจรที่ข้อมือหญิงชราอย่างคล่องแคล่ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "เสี่ยวจู! รีบไปเอายาหอมกับน้ำอุ่นมาเร็วเข้า ชีพจรท่านแม่เต้นเร็วผิดปกติ!"
หยางเฟิงเห็นมารดาทรุดลงก็ตกใจ รีบปล่อยซวงซวงแล้วเข้ามาดูอาการ "ท่านแม่! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ออกไป..." ฮูหยินผู้เฒ่าปัดมือลูกชายออกอย่างอ่อนแรง หายใจหอบถี่ "พา... พานางแพศยานั่นออกไป... ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเจ้า!"
"ท่านแม่..."
"ข้าบอกให้ออกไป!"
หยางเฟิงกัดฟันกรอด เขามองหลินว่านเอ๋อร์ที่กำลังใช้เข็มเงินฝังลงบนจุดชีพจรของมารดาอย่างคล่องแคล่วด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะตัดสินใจหันไปอุ้มหลินซวงซวงที่แกล้ง เป็นลมไปแล้วขึ้นแนบอก
"ข้าจะพาซวงซวงกลับเรือน ฝากเจ้าดูแลท่านแม่ด้วย... ถ้าท่านแม่เป็นอะไรไป ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า!"
เขาทิ้งท้ายด้วยคำขู่ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองความวุ่นวายเบื้องหลัง
ยามราตรีมาเยือน ความเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนพำนักจิตอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้ง
หลินว่านเอ๋อร์นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง บรรจงป้อนยาต้มสมุนไพรสีเข้มให้ฮูหยินผู้เฒ่าทีละช้อน นางอดหลับอดนอนดูแลแม่สามีมาหลายชั่วยาม จนใบหน้าของหญิงชราเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมา
"ว่านเอ๋อร์..." ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเรียกเสียงเบา พลางลืมตามองลูกสะใภ้ด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร
"เจ้าคะท่านแม่ ท่านดื่มยาให้หมดก่อนนะเจ้าคะ จะได้พักผ่อน"
หญิงชราส่ายหน้าเบาๆ มือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบศีรษะของหลินว่านเอ๋อร์ "แม่ขอโทษ... แม่ตั้งใจจะทวงความยุติธรรมให้เจ้า แต่กลับทำให้เจ้าต้องโดนสามีด่าว่าอีกจนได้"
หลินว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ จับมือแม่สามีมาแนบแก้ม "ท่านแม่พูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ เพียงแค่ท่านแม่เมตตาข้า ข้าก็ซาบซึ้งใจยิ่งนักแล้ว ข้าทนได้เจ้าค่ะ... ข้าชินเสียแล้ว"
คำว่า 'ชินเสียแล้ว' บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจยาว
"แม่รู้ว่าเจ้าทนเพื่อแม่ ทนเพื่อรักษาคำสัญญาที่แม่เจ้าฝากฝังไว้... แต่ว่านเอ๋อร์เอ๋ย ตระกูลหยางวาสนาตื้นเขิน เฟิงเอ๋อร์โง่เขลาเกินเยียวยา เขาไม่คู่ควรกับเพชรน้ำงามอย่างเจ้า"
"ท่านแม่..."
"หากวันใดเจ้าทนไม่ไหว..." ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องตาลูกสะใภ้แน่วแน่ "จงบอกแม่... แม่จะเป็นคนปลดปล่อยเจ้าเอง อย่ารั้งตัวเองไว้กับซากศพของความรักจอมปลอมนี้เลย"
น้ำตาที่กลั้นมานานของหลินว่านเอ๋อร์ร่วงเผาะ นางซบหน้าลงกับฝ่ามือแม่สามี ร้องไห้ออกมาอย่างเงียบงัน นี่คือความอบอุ่นเดียวที่นางเหลืออยู่ในจวนนรกแห่งนี้... และนางรู้ดีว่า เกราะกำบังสุดท้ายนี้กำลังเปราะบางลงทุกวันตามสังขารที่ร่วงโรย
เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าประตูอีกครั้ง หลินว่านเอ๋อร์รีบเช็ดน้ำตาแล้วหันไปมอง พบร่างสูงของแม่ทัพหยางเฟิงยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ สายตาของเขาจับจ้องมาที่นางด้วยความระแวง
"ท่านแม่หลับแล้วหรือ?" เขาถามเสียงห้วน
"เพิ่งหลับไปเจ้าค่ะ ยาออกฤทธิ์แล้ว" หลินว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน จัดผ้าห่มให้แม่สามี แล้วเดินออกมาหาสามีที่ห้องโถงด้านนอกเพื่อไม่ให้รบกวนคนป่วย
หยางเฟิงมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความจับผิด "เจ้าเก่งเรื่องเอาอกเอาใจคนแก่จริงๆ นะว่านเอ๋อร์... ทำให้แม่ข้าเข้าข้างเจ้า จนมองข้ามความผิดของเจ้าไปหมด"
หลินว่านเอ๋อร์เหนื่อยเกินกว่าจะเถียง นางเพียงตอบกลับเสียงเรียบ "ข้าเพียงทำหน้าที่ลูกสะใภ้ ท่านแม่ป่วย ข้าก็ต้องดูแล"
"หน้าที่?" หยางเฟิงเดินเข้ามาประชิดตัวนาง ก้มลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ข้าจะบอกอะไรให้... ต่อให้เจ้าดูแลแม่ข้าดีแค่ไหน หรือพยายามใช้ท่านแม่เป็นเกราะกำบังมากเพียงใด มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่า 'ข้าไม่ได้รักเจ้า' ไม่ได้หรอก"
หลินว่านเอ๋อร์เงยหน้าสบตาสามี แววตาที่เคยตัดพ้อ บัดนี้เริ่มว่างเปล่าจนน่าใจหาย
"ข้าทราบดีเจ้าค่ะ... ข้าไม่เคยหวังให้ท่านมารัก สิ่งที่ข้าทำ ข้าทำเพื่อท่านแม่ ไม่ได้ทำเพื่อท่าน"
คำตอบที่ไร้เยื่อใยนั้นทำให้หยางเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาดที่เห็นแววตาเฉยชาของนาง ปกตินางจะต้องร้องไห้ หรือพยายามอธิบายความดีความชอบของตนเอง แต่วันนี้... นางกลับดูเหมือนคนแปลกหน้า
"ดี! ถ้าเช่นนั้นก็จำใส่หัวไว้ อย่าได้คิดวางแผนสกปรกใส่ร้ายซวงซวงอีก หากนางเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ต่อให้มีท่านแม่หนุนหลังเจ้าอยู่ก็ตาม!"
หยางเฟิงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้หลินว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวของโถงทางเดิน
นางหันกลับไปมองทางห้องนอนของแม่สามี แล้วยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายที่เคยเจ็บปวดเจียนตาย แต่วันนี้... ความเจ็บปวดนั้นกลับเบาบางลงเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะมันหายดี แต่เพราะหัวใจดวงนี้มันด้านชาจนเริ่มไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแล้ว
"เกราะกำบังสุดท้าย..." นางพึมพำกับตัวเอง "เมื่อใดที่เกราะนี้สลายลง... เมื่อนั้น คงถึงเวลาที่ข้าต้องไปเสียที"
ลมนอกหน้าต่างพัดกรรโชกแรง หอบเอากลิ่นฝนและไอเย็นของเหมันตฤดูเข้ามาในจวน เปรียบเสมือนลางบอกเหตุว่า พายุลูกใหญ่กำลังจะมาเยือนชีวิตของหลินว่านเอ๋อร์ในไม่ช้า... และครานี้ มันจะเป็นพายุที่จะพัดพาทุกอย่างให้พังทลายลงอย่างแท้จริง
