ท่านแม่ทัพ โปรดสำรวม! ฮูหยินของท่านตายไปนานแล้ว

51.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
20
บท
5.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เพราะหลงเชื่อมารยา 'แม่ทัพหยางเฟิง' จึงบูชาของปลอม และย่ำยีภรรยาตัวจริงอย่าง 'หลินว่านเอ๋อร์' จนกระอักเลือด เมื่อความอดทนสิ้นสุด นางทิ้งปิ่นหักไว้ต่างหน้า แล้วทิ้งชีวิตเดิมไว้ในกองเพลิง! วันที่เขารู้ความจริงว่าใครคือผู้มีพระคุณ ก็ทำได้เพียงกอดเถ้าถ่านร้องไห้แทบขาดใจ สามปีผ่านไป... นางหวนคืนในฐานะ 'หมอเทวดา' ผู้เลอโฉม เขาคุกเข่ากอดขาอ้อนวอนขอโอกาส แต่นางกลับตอบกลับด้วยสายตาว่างเปล่า "ท่านแม่ทัพโปรดสำรวม... ยาของข้ารักษาได้ทุกโรคในใต้หล้า เว้นแต่โรค 'ตาบอดและหูเบา' ของท่าน...ข้ารักษาไม่หายจริงๆ!"

แม่ทัพนางเอกเก่งฟินๆจีบเมียเก่าแหกหน้าสมุนไพรจีนโบราณ

บทที่๑ : ฮูหยินที่ถูกลืม

สายลมหวีดหวิวแห่งรอยต่อระหว่างปลายฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว พัดกระหน่ำกิ่งก้านของต้นอู๋ถงหน้าเรือนพำนักจนสั่นไหว ใบไม้แห้งสีน้ำตาลกรอบร่วงหล่นลงสู่พื้นดินดุจผีเสื้อปีกหักที่สิ้นลมหายใจ บรรยากาศภายใน จวนแม่ทัพพิทักษ์ทักษิณ เงียบสงัดวังเวง ราวกับสถานที่แห่งนี้มิใช่ที่พำนักของมนุษย์ หากแต่เป็นสุสานร้างที่กักขังวิญญาณของผู้มีความทุกข์

ภายใน เรือนเมฆาคล้อย ซึ่งเป็นเรือนพำนักของฮูหยินเอก แสงเทียนวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้สลักลายดอกเหมย ส่องกระทบวงหน้าขาวซีดของสตรีผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารทรงกลม

หลินว่านเอ๋อร์ นั่งหลังตรงสง่างามทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้า นัยน์ตาดอกท้อที่เคยเปล่งประกายสดใส บัดนี้กลับดูหม่นหมองไร้แววราวกับบ่อน้ำลึกที่แห้งเหือด นางทอดสายตามองอาหารเลิศรสบนโต๊ะที่เริ่มเย็นเฉียบ ทั้งเป็ดย่างอบน้ำผึ้ง ปลานึ่งซีอิ๊ว และซุปไก่ตุ๋นโสม ล้วนเป็นของโปรดของสามีที่นางตั้งใจเข้าครัวกำกับดูแลด้วยตนเองตั้งแต่ยามเว่ย (บ่ายโมง)

ทว่า... จนบัดนี้ยามไฮ่ (สามทุ่ม) แล้ว ผู้ที่นางรอคอยก็ยังไร้เงา

"ฮูหยิน... ท่านทานก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่ารอท่านแม่ทัพอีกเลย อาหารเย็นชืดหมดแล้ว ประเดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้นะเจ้าคะ"

เสียงของ เสี่ยวจู สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างดังขึ้นด้วยความอัดอั้นตันใจ นางมองผู้เป็นนายด้วยสายตาสงสารจับใจ ก่อนจะหันไปมองประตูเรือนที่ปิดสนิทด้วยความเคียดแค้น

หลินว่านเอ๋อร์ขยับริมฝีปากที่แห้งผาก ยิ้มบางๆ อย่างขมขื่น "รออีกสักหน่อยเถิดเสี่ยวจู เขาบอกว่าจะมาทานมื้อเย็นกับข้า วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานสามปี เขาคงไม่ลืมหรอก... อาจจะแค่ติดราชการด่วนในกองทัพ"

"ราชการด่วนอันใดกันเจ้าคะ!" เสี่ยวจูโพล่งออกมาอย่างเหลืออด "บ่าวเห็นกับตาว่าม้าศึกของท่านแม่ทัพกลับมาถึงจวนตั้งแต่ยามโหย่ว (ห้าโมงเย็น) แล้ว แต่แทนที่จะตรงมาเรือนเมฆาคล้อย ท่านแม่ทัพกลับเลี้ยวไปทางเรือนปีกตะวันตกของ ฮูหยินรอง ต่างหาก!"

ชื่อของ 'ฮูหยินรอง' หรือ หลินซวงซวง เปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงลงกลางใจของหลินว่านเอ๋อร์ น้องสาวต่างมารดาผู้มีใบหน้าอ่อนหวานดุจดอกบัวขาว แต่จิตใจกลับซ่อนคมหนามเอาไว้อย่างมิดชิด

"เสี่ยวจู... ระวังปากเจ้าด้วย" หลินว่านเอ๋อร์เอ่ยปรามเสียงเบา แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครือ "ซวงซวงร่างกายอ่อนแอ ขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก หากท่านพี่จะไปเยี่ยมนางก่อนก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว"

"ป่วยการเมืองสิไม่ว่า!" สาวใช้ผู้ภักดีกระฟัดกระเฟียด "ทุกครั้งที่ท่านแม่ทัพจะมาหาฮูหยิน นัง... เอ้ย ฮูหยินรองจะต้องมีอาการหน้ามืด เป็นลม หรือปวดหัวตัวร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ หมอหลวงมาตรวจกี่ทีก็ไม่เห็นจะเจอโรคอะไร มีแต่โรค 'เรียกร้องความสนใจ' เท่านั้นแหละเจ้าค่ะ!"

หลินว่านเอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยแก้ตัวแทนน้องสาวอีก นางเพียงแต่หลุบตาลงมองมือเรียวบางของตนเองที่วางอยู่บนตัก มือคู่นี้ที่เคยจับสมุนไพร บดตัวยา และจับเข็มเงินรักษาผู้คน... บัดนี้กลับต้องมานั่งกำผ้าเช็ดหน้า รอคอยบุรุษผู้หนึ่งที่มองไม่เห็นคุณค่าของนาง

สามปีแล้ว... ที่นางแต่งเข้าจวนแม่ทัพหยางเฟิง สามปี... ที่นางพยายามทำหน้าที่ภรรยาที่ดี ปรนนิบัติสามี กตัญญูต่อแม่สามี และดูแลบ่าวไพร่ แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมา มีเพียงความเย็นชาและสายตาที่มองนางอย่างรังเกียจเดียดฉันท์

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าเรือน ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการบอกกล่าว ลมหนาวพัดกรูเข้ามาภายในห้องทำให้เปลวเทียนวูบไหวเกือบดับ

ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง เขาคือ แม่ทัพหยางเฟิง แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายดุจเทพเซียนรังสรรค์ คิ้วกระบี่พาดเฉียงดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรี ทว่ายามที่ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่หลินว่านเอ๋อร์ มันกลับว่างเปล่าและเย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะในฤดูหนาว

หลินว่านเอ๋อร์รีบลุกขึ้นยืน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความดีใจ นางพยายามแย้มยิ้มที่คิดว่าอ่อนหวานที่สุด "ท่านพี่... ท่านกลับมาแล้ว ข้าอุ่นสุราไว้รอท่าน..."

"ใครใช้ให้เจ้าจุดเครื่องหอมกลิ่นฉุนเช่นนี้"

ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากสามี มิใช่คำทักทาย หรือคำขอโทษที่มาช้า แต่กลับเป็นคำตำหนิด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ

หยางเฟิงปัดมือผ่านจมูก คิ้วขมวดมุ่น "ซวงซวงกำลังนอนซมเพราะไข้กำเริบ นางหายใจไม่ออก แต่เจ้ากลับนั่งเสวยสุข จุดเครื่องหอม กินอาหารเหลาอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ เจ้ายังมีจิตใจของความเป็นพี่สาวอยู่บ้างหรือไม่!"

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินว่านเอ๋อร์แข็งค้าง นางมองอาหารบนโต๊ะที่ยังไม่พร่องไปแม้แต่คำเดียว แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

"ท่านพี่... ข้ายังไม่ได้แตะต้องอาหารพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ข้ารอท่าน... วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของเรา..."

"วันครบรอบแต่งงาน?" หยางเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความดูแคลน "สำหรับเจ้า มันอาจจะเป็นวันมงคล แต่สำหรับข้า มันคือวันที่ข้าต้องจำใจรับสตรีที่ข้าไม่ได้รักเข้ามาเป็นฮูหยิน เพียงเพราะสัญญาของผู้ใหญ่!"

คำพูดนั้นเปรียบเสมือนดาบที่ฟาดฟันลงกลางใจ หลินว่านเอ๋อร์หน้าซีดเผือด ร่างกายซวนเซเล็กน้อย

"แต่ข้าคือภรรยาของท่าน..."

"ภรรยาที่ได้มาเพราะแย่งวาสนาของน้องสาวตัวเองน่ะรึ?" หยางเฟิงก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดดันจนเสี่ยวจูที่ยืนอยู่ด้านหลังตัวสั่นงันงก "หลินว่านเอ๋อร์ เจ้าก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ ว่าสตรีที่ช่วยชีวิตข้าในกระท่อมร้างเมื่อห้าปีก่อน คือซวงซวง! นางยอมสละป้ายหยกประจำตัวเพื่อแลกยามารักษาข้า ดูแลข้าทั้งคืนจนตัวเองต้องล้มป่วยเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้"

หลินว่านเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความจริงข้อนี้จุกอยู่ที่คอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ในคืนนั้น... เป็นนางต่างหากที่ช่วยเขา! เป็นนางที่แบกร่างโชกเลือดของเขาเข้าไปในกระท่อม เป็นนางที่เคี้ยวสมุนไพรสดแล้วพอกแผลให้เขา และป้ายหยกชิ้นนั้น... หลิน ซวงซวงขโมยมันไปจากกล่องเครื่องประดับของนางก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว!

"ท่านพี่... เรื่องป้ายหยกนั้น ข้าเคยบอกท่านแล้วว่า..."

"พอที!" หยางเฟิงตวาดลั่น "ข้าไม่อยากฟังคำแก้ตัวที่เต็มไปด้วยความริษยาของเจ้า ซวงซวงจิตใจบริสุทธิ์ นางไม่เคยโทษเจ้าที่แย่งตำแหน่งฮูหยินเอก นางยอมเป็นเพียง ฮูหยินรองเจียมเนื้อเจียมตัว แต่เจ้ากลับ..."

เขากวาดตามองอาหารบนโต๊ะ แล้วใช้มือปัดถ้วยแกงจืดเม็ดบัวที่นางตั้งใจทำจนกระเด็นตกลงพื้น

เพล้ง!

เศษกระเบื้องแตกกระจาย น้ำแกงร้อนๆ หกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนชายกระโปรงของหลินว่านเอ๋อร์ แต่นางกลับไม่รู้สึกร้อน... เพราะหัวใจของนางหนาวเหน็บจนชาไปหมดแล้ว

"ซวงซวงทานอะไรไม่ลงเพราะป่วย แต่เจ้ากลับมีแก่ใจจัดโต๊ะฉลอง" หยางเฟิงกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงรังเกียจ "คืนนี้ข้าจะไปนอนเฝ้าซวงซวงที่เรือนตะวันตก ห้ามใครมารบกวน และห้ามเจ้าโผล่หน้าไปให้นางเห็นจนทำให้อาการทรุดลงอีก จำไว้!"

กล่าวจบ แม่ทัพหนุ่มก็สะบัดชายเสื้อคลุม เดินหันหลังออกจากเรือนไปโดยไม่หันกลับมามองสตรีที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นแม้แต่น้อย

ประตูเรือนเปิดอ้าทิ้งไว้ ลมหนาวพัดกรูเข้ามาอีกครั้ง ดับเทียนจนเหลือเพียงความมืดสลัว

"ฮูหยิน..." เสี่ยวจูรีบทรุดตัวลงนั่ง กอดขาผู้เป็นนายแล้วร้องไห้ออกมา "โฮ... ท่านแม่ทัพใจร้ายเกินไปแล้ว! ฮูหยิน ของบ่าว... ฮูหยินเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ?"

หลินว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ น้ำตาเม็ดใสค่อยๆ ไหลรินออกจากหางตา หยดลงบนพื้นไม้เย็นเฉียบ

นางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ท่ามกลางเศษกระเบื้องที่แตกกระจาย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบเศษถ้วยใบหนึ่งขึ้นมาดู

"ข้าไม่เจ็บหรอกเสี่ยวจู..." นางเอ่ยเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ "เพียงแต่เสียดาย... เม็ดบัวพวกนี้ข้าแกะไส้ขมออกจนหมดแล้วแท้ๆ เหตุใด... รสชาติของมันถึงยังขมขื่นได้ถึงเพียงนี้"

หญิงสาวเงยหน้ามองความมืดมิดนอกหน้าต่าง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวัง บัดนี้เริ่มปรากฏรอยร้าวลึก

สามปีที่ผ่านมา นางอดทนรอให้เขามองเห็นความดี นางคิดว่าก้อนหินหากกอดไว้นานวันก็ยังอุ่นได้ แต่หัวใจของแม่ทัพหยางเฟิง... มิใช่ก้อนหิน แต่เป็นก้อนน้ำแข็งพันปีที่ไม่ว่านางจะทุ่มเทความรักเท่าใด ก็มีแต่จะถูกความเย็นกัดกินจนเนื้อตัวเป็นแผลเหวอะหวะ

"เสี่ยวจู..."

"เจ้าคะ ฮูหยิน"

"เก็บกวาดเสียเถิด แล้วนำอาหารพวกนี้ไปเททิ้งให้สุนัขกิน... ข้าไม่มีความอยากอาหารอีกต่อไปแล้ว"

หลินว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอนไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ความมืดมิดกลืนกินร่างบางนั้นไป

ในครานั้น นางมิได้รู้เลยว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุร้ายที่จะพัดพาชีวิตของนางให้แหลกสลาย และเมื่อถึงวันที่นางก้าวเดินออกมา... ผืนฟ้าแห่งนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป