บทที่๒ : ป้ายหยกแห่งความเข้าใจผิด
แสงตะวันยามรุ่งสางของวันใหม่สาดส่องผ่านม่านหมอกหนาทึบ ทาบทาลงบนหลังคากระเบื้องสีเขียวหยกของจวนแม่ทัพ บรรยากาศยามเช้าควรจะสดชื่นแจ่มใส ทว่าสำหรับ เรือนเมฆาคล้อย แล้ว ความหนาวเหน็บจากพายุอารมณ์เมื่อคืนวานยังคงตกค้างอยู่ ไม่ต่างจากน้ำค้างแข็งที่เกาะบนยอดหญ้า
หลินว่านเอ๋อร์ตื่นจากการหลับใหลที่ไม่สนิทนัก นางลุกขึ้นนั่งหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานเก่า ปล่อยให้ เสี่ยวจู สางผมยาวสลวยดุจแพรไหมด้วยหวีไม้จันทน์หอม ภาพสะท้อนในกระจกปรากฏดวงหน้าของสตรีที่งดงามทว่าซูบซีด ขอบตาบวมช้ำเล็กน้อยจากการร้องไห้เงียบๆ ตลอดคืน
สายตาของนางเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่กล่องไม้แกะสลักใบหนึ่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง กล่องใบนั้นว่างเปล่า... แต่ในความทรงจำของนาง มันเคยบรรจุสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเอาไว้
‘ป้ายหยกขาวมันแพะสลักลายพยัคฆ์คำราม’
ความทรงจำย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน... ในวันที่พายุฝนโหมกระหน่ำดั่งฟ้าถล่ม หลินว่านเอ๋อร์ในวัยสิบห้าปี แอบหนีออกจากจวนไปเก็บสมุนไพรหายากบนเขาทีหลังวัดร้าง เพื่อนำมารักษาอาการปวดศีรษะเรื้อรังของมารดา
ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด นางพบร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่หน้ากระท่อมร้าง ลมหายใจรวยริน บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกถูกลูกธนูอาบยาพิษปักคาอยู่ ด้วยวิชาแพทย์ที่ร่ำเรียนมาจากมารดา นางตัดสินใจช่วยชีวิตเขาโดยไม่ลังเล
นางใช้ปากดูดพิษออกจากบาดแผล บดสมุนไพรห้ามเลือด และฉีกชายกระโปรงมาพันแผลให้เขา ตลอดทั้งคืนนางเฝ้าเช็ดตัวลดไข้ จนกระทั่งรุ่งสาง อาการของเขาเริ่มคงที่ แต่นางจำเป็นต้องรีบกลับจวนก่อนที่ฮูหยินหลิว แม่เลี้ยงใจร้ายจะจับได้ว่านางหายไป
ด้วยความเร่งรีบ นางจึงวาง 'ป้ายหยก' ประจำตัวที่บิดาเคยให้ไว้ข้างกายเขา เพื่อเป็นเครื่องยืนยันตัวตนหากเขาฟื้นขึ้นมา หวังเพียงว่าวันหน้าอาจได้พบกันและถามไถ่อาการ
แต่อนิจจา... สวรรค์ช่างเล่นตลก
เมื่อนางกลับถึงจวน นางถูกแม่เลี้ยงสั่งลงโทษให้คุกเข่าในห้องบรรพชนสามวันสามคืน ข้อหาหนีเที่ยว และเมื่อนางออกมาได้ ข่าวใหญ่ก็สะพัดไปทั่วเมืองหลวงว่า 'คุณหนูรองหลินซวงซวง' เป็นผู้ช่วยชีวิตแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลอย่าง หยางเฟิง เอาไว้ โดยมีหลักฐานคือป้ายหยกขาวชิ้นนั้น!
หลินว่านเอ๋อร์จำได้ดีถึงวันที่นางพยายามอธิบายความจริงกับหยางเฟิง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือสายตาดูถูกเหยียดหยาม
"เจ้าบอกว่าป้ายหยกเป็นของเจ้า? หึ! ว่านเอ๋อร์ ข้าไม่คิดเลยว่าความอิจฉาริษยาจะทำให้เจ้ากล้าโกหกหน้าด้านๆ เช่นนี้ ซวงซวงเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้ามักจะแย่งของของนาง และคราวนี้เจ้าถึงกับจะแย่งบุญคุณช่วยชีวิต!"
คำพูดนั้นปิดตายปากของนางตั้งแต่วันนั้น... ความจริงที่ไม่มีใครเชื่อ กลายเป็นคำลวงโลกในสายตาผู้อื่น
"ฮูหยินเจ้าคะ... ฮูหยิน!"
เสียงเรียกของเสี่ยวจูปลุกนางจากภวังค์ หลินว่านเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเห็นสีหน้ากังวลของสาวใช้ "มีอันใดหรือ?"
"ฮูหยินหลิว... เอ่อ ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลินมาขอพบเจ้าค่ะ ตอนนี้รออยู่ที่ห้องโถงรับรองแล้ว"
หลินว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น ฮูหยินหลิว แม่เลี้ยงของนาง มาที่นี่ทำไมกัน? ปกตินางรังเกียจที่จะเหยียบย่างมายังเรือนของลูกเลี้ยงที่นางเกลียดชัง วันนี้ย่อมมิใช่เรื่องดีแน่
"ข้าจะออกไปพบท่านแม่" นางกล่าวเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย แม้ใจจะหวั่นเกรง แต่ศักดิ์ศรีของฮูหยินเอกแม่ทัพ นางจะให้ใครมาดูแคลนมิได้
ณ ห้องโถงรับรองของเรือนเมฆาคล้อย
สตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นหรูหรา นั่งจิบชาด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่ง บนศีรษะประดับด้วยปิ่นทองระย้าส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งยามขยับกาย นางคือ หลิวซื่อ หรือฮูหยินหลิว ผู้กุมอำนาจในจวนสกุลหลินหลังจากมารดาของหลินว่านเอ๋อร์เสียชีวิต
"คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ" หลินว่านเอ๋อร์ย่อกายคำนับตามมารยาท
ฮูหยินหลิวปรายตามองลูกเลี้ยงด้วยหางตา วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง กึก "ว่านเอ๋อร์... ดูสภาพเจ้าสิ แต่งเข้าจวนแม่ทัพมาสามปี ไยถึงได้ดูซูบซีดไร้ราศีเช่นนี้ เลี้ยงไม่โตเสียจริง ผิดกับซวงซวงน้องสาวเจ้าที่ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นทุกวัน"
หลินว่านเอ๋อร์ฝืนยิ้มบาง "ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านแม่มาหาข้าแต่เช้า มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?"
ฮูหยินหลิวแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะเข้าเรื่องทันที "ข้ามาเยี่ยมซวงซวง ได้ยินว่านางป่วยกำเริบเพราะอากาศเปลี่ยน... เฮ้อ น่าสงสารลูกแม่ ร่างกายอ่อนแอเพราะเสียสละเลือดเนื้อช่วยชีวิตท่านแม่ทัพในอดีตแท้ๆ"
นางจงใจเน้นคำว่า 'ช่วยชีวิต' พลางลอบสังเกตสีหน้าของหลินว่านเอ๋อร์ เมื่อเห็นว่าลูกเลี้ยงยังคงตีหน้านิ่ง นางจึงกล่าวต่อ
"หมอหลวงบอกว่าต้องใช้ 'โสมพันปี' จากแดนเหนือมาตุ๋นยาบำรุง แต่โสมชนิดนี้หายากและราคาแพงลิบลิ่ว ลำพังเบี้ยหวัดของซวงซวงกับจวนสกุลหลินช่วงนี้ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง..." ฮูหยินหลิวเว้นจังหวะ ก่อนจะจ้องหน้าหลินว่านเอ๋อร์เขม็ง "ข้าจำได้ว่า ในสินเดิมของแม่เจ้า มีร้านแลกเงินและที่ดินทางใต้ที่ทำกำไรได้ดี เจ้าคงไม่ใจจืดใจดำดูดายไม่ช่วยน้องสาวหรอกกระมัง?"
หลินว่านเอ๋อร์กำมือแน่นใต้แขนเสื้อ ที่แท้ก็มาทวง เงิน! สินเดิมของมารดาคือกองทุนสุดท้ายที่นางเก็บไว้เพื่อความอุ่นใจ และร้านแลกเงินนั้นก็เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้
"ท่านแม่... สินเดิมของท่านแม่ ข้าเก็บไว้เป็นทุนรอนยามจำเป็น ส่วนเรื่องค่ารักษาซวงซวง ท่านแม่ทัพย่อมต้องดูแลอย่างดีที่สุดอยู่แล้ว จวนแม่ทัพมั่งคั่งเพียงนี้ ขาดเหลือสิ่งใดท่านพี่คงไม่นิ่งดูดาย"
"บังอาจ!" ฮูหยินหลิวตบโต๊ะฉาดใหญ่ "เจ้ากล้าเอาท่านแม่ทัพมาอ้างรึ? ตอนนี้ท่านแม่ทัพกำลังยุ่งกับราชการชายแดน ข้าไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยไปรบกวนเขา อีกอย่าง... หากคนภายนอกรู้ว่าฮูหยินเอกอย่างเจ้า ตระหนี่ถี่เหนียวแม้กระทั่งกับน้องสาวที่ป่วยหนัก ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพจะเอาไปไว้ที่ไหน!"
"แต่ร้านนั้นเป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวของท่านแม่..." หลินว่านเอ๋อร์พยายามแย้ง
"ของดูต่างหน้าแล้วอย่างไร? คนตายไปแล้วก็คือตาย แต่คนเป็นสิสำคัญกว่า!" ฮูหยินหลิวลุกขึ้นยืน ส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ร่างยักษ์สองคนที่ติดตามมา "เข้าไปค้นในห้องนาง! เอาหีบสินเดิมกับโฉนดร้านแลกเงินออกมาให้ข้า!"
"หยุดนะ! พวกเจ้าจะทำอะไร นี่คือเรือนฮูหยินเอก!" เสี่ยวจูถลันตัวเข้าไปขวางหน้าประตู กางแขนปกป้องห้องนอนของเจ้านาย "พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์!"
"บ่าวชั้นต่ำ! กล้าขวางข้าหรือ?" ฮูหยินหลิวตวาด ก่อนจะสะบัดมือ "ตบปากมัน!"
บ่าวชายร่างยักษ์ง้างมือตบเข้าที่ใบหน้าของเสี่ยวจูอย่างแรง เพียะ! ร่างเล็กของสาวใช้กระเด็นไปกระแทกกับผนัง เลือดสีสดไหลซึมที่มุมปาก
"เสี่ยวจู!" หลินว่านเอ๋อร์ร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้าไปประคองสาวใช้ "ท่านแม่! ท่านทำเกินไปแล้วนะ นี่คนของข้า!"
"คนของเจ้าก็คือคนของสกุลหลิน ข้าเป็นฮูหยินผู้เฒ่า ข้าจะสั่งสอนบ่าวไพ่ที่ไร้มารยาทอย่างไรก็ได้" ฮูหยินหลิวยิ้มเยาะ มองดูบ่าวไพ่ของตนพังประตูเข้าไปรื้อค้นข้าวของในห้องนอน เสียงข้าวของตกแตกกระจายดังโครมครามบาดหัวใจเจ้าของเรือน
ไม่นานนัก บ่าวคนหนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับกล่องไม้ใบขนาดย่อม ซึ่งภายในบรรจุโฉนดที่ดินและตั๋วเงินจำนวนมากที่เป็นสินเดิมของมารดาหลินว่านเอ๋อร์
"ได้แล้วขอรับฮูหยิน"
ฮูหยินหลิวเปิดกล่องดูด้วยแววตาเป็นประกายโลภโมโทสัน นางแสยะยิ้มพอใจ "ดี... ถือว่าเจ้ามีความกตัญญูต่อน้องสาว ข้าจะไปบอกซวงซวงให้ว่าพี่สาวนางใจกว้างเพียงใด"
นางเดินเข้าไปใกล้หลินว่านเอ๋อร์ที่นั่งกอดเสี่ยวจูอยู่บนพื้น เชยคางมนขึ้นมามองด้วยสายตาเหยียดหยาม
"จำไว้ว่านเอ๋อร์... ต่อให้เจ้าได้ตำแหน่งฮูหยินเอกไปครอง แต่เจ้าก็เป็นได้แค่ตุ๊กตาไม้ประดับจวน สามีก็ไม่รัก สมบัติก็รักษาไว้ไม่ได้ เจ้ามันก็แค่ 'ลูกเมียเก่าที่ไร้ค่า' วันยังค่ำ"
กล่าวจบ ฮูหยินหลิวก็สะบัดชายแขนเสื้อ เดินนำบ่าวไพ่ขนสมบัติออกไปจากเรือนอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้เจ้าของเรือนมองตามด้วยสายตาที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา
หลินว่านเอ๋อร์ไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียดายทรัพย์สินเงินทอง แต่ที่นางร้องไห้... เพราะนางตระหนักได้ว่า ในจวนอันกว้างใหญ่นี้ นางไม่มีอำนาจ ไม่มีปากเสียง และไม่มีใครสักคนที่จะลุกขึ้นมาปกป้องนาง แม้กระทั่งสามีของนางเอง ก็คงไม่ไยดีหากรู้ว่าสินเดิมของนางถูกปล้นชิงไปเช่นนี้
"ฮูหยิน... ฮึก... บ่าวขอโทษ บ่าวปกป้องของของท่านไม่ได้" เสี่ยวจูร้องไห้โฮ กุมแก้มที่บวมแดง
หลินว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้สาวใช้ ก่อนจะดึงนางเข้ามากอดแน่น แววตาที่เคยอ่อนแอเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าที่ลึกล้ำกว่าเดิม
"ไม่เป็นไรเสี่ยวจู... ให้พวกมันเอาไปเถิด ของนอกกายพวกนั้น ข้าไม่ต้องการแล้ว" นางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ "สิ่งที่พวกมันเอาไปได้ มีเพียงทรัพย์สิน... แต่พวกมันไม่มีวันได้จิตวิญญาณของข้า"
"แต่ฮูหยิน... นั่นเป็นของชิ้นสุดท้ายของฮูหยินผู้ล่วงลับนะเจ้าคะ"
"ใช่... มันเป็นของชิ้นสุดท้าย" หลินว่านเอ๋อร์มองออกไปนอกเรือนที่ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มอีกครั้ง "เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ยึดติด ข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงกังวลอีกต่อไป... บางที นี่อาจจะเป็นสัญญาณบอกให้ข้าเตรียมตัวตัดขาดจากทุกสิ่งเสียที"
สายลมพัดกรูเข้ามาพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อน หลินว่านเอ๋อร์หลับตาลง ชะตากรรมที่โหดร้ายกำลังบีบคั้นนางจนถึงทางตัน และเมื่อหลังพิงฝา... สตรีที่อ่อนแอที่สุด ก็อาจตัดสินใจทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงที่สุดได้เช่นกัน
