บทที่ 3 สงครามประสาทและการต่อต้าน
แสงแดดอ่อนจางยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของแผ่นไม้กระดานเข้ามาภายในห้องพัก จ้าวซินเยว่นั่งขดตัวอยู่มุมเตียงมาตลอดทั้งคืน ดวงตาคู่สวยบอบช้ำและอิดโรย ทว่าแววตายังคงแฝงความดื้อรั้นไม่ยอมจำนน นางไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลงด้วยซ้ำ หวาดระแวงว่าหากเผลอหลับไป โจรป่าหน้ากากหมาป่าผู้นั้นอาจจะย้อนกลับมาทำมิดีมิร้ายเมื่อใดก็ได้
เสียงปลดกลอนประตูดังขึ้นจากด้านนอก หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ห่มอยู่ให้แน่นขึ้น ร่างกายเตรียมพร้อมระแวดระวังภัย
ผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่เฮยหลาง แต่เป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัด หน้าตาซื่อสัตย์ ท่าทางไม่ได้ดูดุร้ายเหมือนโจรป่าคนอื่นๆ ในมือของเขาประคองถาดไม้วางชามข้าวต้มส่งกลิ่นหอมกรุ่น พร้อมกับเครื่องเคียงหน้าตาเรียบง่ายสองสามอย่าง
“ฮูหยิน กินข้าวเช้าเสียหน่อยเถิด” อาฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พลางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะกลางห้อง
ซินเยว่ตวัดสายตาขวับ คำเรียกขานนั้นจี้ใจดำนางอย่างจัง “ใครเป็นฮูหยินของเจ้า ข้าคือองค์หญิงแห่งแคว้น พวกเจ้าบังอาจจับตัวข้ามา ยังกล้ามาตีสนิทเรียกขานเช่นนี้อีกหรือ หุบปากเสีย”
อาฉือชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง เขายังคงรักษารอยยิ้มบางๆ ไว้ “นายท่านสั่งให้พวกข้าเรียกท่านเช่นนี้ขอรับ ที่นี่คือหุบเขาไร้รัก ยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ จากภายนอก ล้วนไม่มีความหมายเมื่อก้าวพ้นประตูค่ายเข้ามา ท่านรีบกินเถิด ข้าวต้มกำลังร้อนๆ”
“เอาออกไป” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน “ข้าไม่กินอาหารของโจร”
“แต่ว่าร่างกายของท่าน...”
“ข้าบอกให้เอาออกไป” ซินเยว่ตวาดแทรก ลุกขึ้นพรวดแล้วปัดถาดไม้บนโต๊ะจนร่วงหล่นลงพื้น ชามดินเผาแตกกระจาย ข้าวต้มร้อนๆ หกเลอะเทอะเต็มพื้นไม้
อาฉือมองดูเศษอาหารบนพื้นด้วยความเสียดาย เขาลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะก้มลงเก็บกวาดเศษซากความดื้อรั้นของสตรีตรงหน้าอย่างเงียบๆ ซินเยว่เชิดหน้าขึ้น นางคิดว่าเขาคงจะโวยวายหรือลงมือทำร้ายนางที่กล้ากำเริบเสิบสาน แต่ชายผู้นี้กลับทำเพียงหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้นางอยู่กับความเงียบงันอีกครั้ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามอู่ (11.00-12.59 น.) อาฉือกลับมาอีกครั้งพร้อมกับอาหารมื้อเที่ยง เป็นหมั่นโถวร้อนๆ กับเนื้อผัดซอส ซินเยว่ยังคงใช้วิธีเดิม นางปฏิเสธที่จะแตะต้องมันและหันหลังให้
“ฮูหยิน นายท่านอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก หากท่านยังดื้อดึงไม่ยอมกินอะไร ข้าเกรงว่า...” อาฉือพยายามเกลี้ยกล่อม แววตาของเขามีร่องรอยความกังวลฉายชัด
“ก็ให้เขาสั่งฆ่าข้าเลยสิ” นางสวนกลับทันควัน “ดีกว่าต้องทนมีชีวิตอยู่เป็นความอัปยศในรังโจรแห่งนี้”
อาฉือจนปัญญาจะต่อกรกับความรั้นของสตรีสูงศักดิ์ เขาจำต้องยกถาดอาหารที่เย็นชืดกลับออกไปอีกครั้ง
ความหิวเริ่มคืบคลานเข้ามากัดกินกระเพาะ ซินเยว่ยกมือขึ้นกุมหน้าท้องที่ส่งเสียงประท้วงเบาๆ ริมฝีปากแห้งผาก นางไม่เคยอดอาหารยาวนานเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ตอนอยู่ในวังหลวง อาหารเลิศรสมีกองอยู่ตรงหน้าแทบกินไม่หวาดไม่ไหว แต่บัดนี้กลับต้องมาทนหิวโซเพื่อรักษาศักดิ์ศรี
นางหลับตาลง พยายามสะกดกลั้นความอ่อนแอ ข้าจะไม่ยอมแพ้ ถ้านางยอมกินอาหารของพวกมัน ก็เท่ากับนางยอมรับสภาพการเป็นเชลย ยอมรับการเป็นฮูหยินของโจรป่า นางเชื่อมั่นว่าหากนางป่วยหนักหรือใกล้ตาย เฮยหลางย่อมต้องร้อนรน เขาจับตัวนางมา ย่อมต้องการใช้ประโยชน์จากนาง ไม่ว่าจะเป็นค่าไถ่หรือสิ่งใดก็ตาม เขาจะปล่อยให้นางตายง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด
ทว่านางประเมินความอดทนของหมาป่าดำต่ำเกินไป
เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุมหุบเขา บรรยากาศรอบนอกเริ่มเย็นยะเยือก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคุ้นหูดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่บานประตูจะถูกเตะเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่น
เฮยหลางก้าวเข้ามาในห้อง รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศในห้องดูคับแคบไปถนัดตา เขายังคงสวมหน้ากากหมาป่าครึ่งหน้า แต่ดวงตาที่วาวโรจน์อยู่เบื้องหลังนั้นดุดันราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกราดเกรี้ยว ในมือของเขาถือชามข้าวและตะเกียบมาด้วย
ชายหนุ่มก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวนางที่นั่งอยู่บนเตียง ซินเยว่ตกใจจนต้องกระถดตัวหนีไปชิดมุมผนัง
“ได้ยินว่าเจ้าเล่นแง่ ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงแววคุกคามจนน่าขนลุก
“ข้าบอกลูกน้องเจ้าไปแล้ว ว่าข้าไม่กินอาหารของพวกโจรชั่ว” นางเชิดหน้าตอบ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น แม้ในใจจะหวาดกลัวท่าทีคุกคามของเขามากเพียงใดก็ตาม
เฮยหลางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน เขาวางชามข้าวลงบนโต๊ะข้างเตียงกระแทกเสียงดัง ก่อนจะโน้มตัวลงมาใช้สองแขนกักขังร่างบางไว้ตรงกลาง ซินเยว่เบิกตากว้าง กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกับความดุดันลอยปะทะจมูกจนนางแทบหายใจไม่ออก
“คิดว่าเอาความตายมาขู่ข้าแล้วจะได้ผลหรือ องค์หญิง” เขาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าประเมินความเมตตาของข้าสูงไปกระมัง ข้าคือโจรป่า ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ชีวิตเจ้าเพียงชีวิตเดียว คิดว่าข้าจะเสียดายงั้นหรือ”
“ถ้าข้าตาย ฝ่าบาทจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ กองทัพของแคว้นจะบดขยี้ที่นี่จนไม่เหลือซาก” นางขู่กลับ งัดเอาไพ่ใบสุดท้ายขึ้นมาสู้
แต่คำขู่นั้นกลับเรียกรอยยิ้มหยันบนมุมปากของคนฟัง “บดขยี้หรือ หึ กว่าศพเจ้าจะเน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ในหุบเขานี้ บิดาเจ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าอยู่ทิศใด อย่าหลอกตัวเองไปหน่อยเลยซินเยว่ เจ้าถูกครอบครัวทอดทิ้งให้มาเป็นเครื่องบรรณาการแล้ว ยังจะหวังให้ใครมากู้เกียรติยศให้อีก”
วาจาเชือดเฉือนนั้นแทงทะลุกลางใจจนซินเยว่หน้าซีดเผือด น้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตา แต่นางยังคงกัดฟันแน่น ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมาประจานความอ่อนแอ
เฮยหลางผละออกไปหยิบชามข้าวขึ้นมา เขายื่นมันไปตรงหน้านาง “จะกินดีๆ หรือจะให้ข้าป้อน”
นางสะบัดหน้าหนี “ข้าไม่กิน!”
ความอดทนของชายหนุ่มขาดผึง เขาโยนตะเกียบทิ้ง ก่อนจะใช้มือข้างที่ว่างคว้าหมับเข้าที่ปลายคางมน ออกแรงบีบบังคับให้ใบหน้างามหันกลับมาสบตา นิ้วโป้งของเขากดคลึงลงบนริมฝีปากที่เม้มแน่นของนางอย่างคุกคาม
“ฟังให้ดีนะจ้าวซินเยว่” น้ำเสียงของเขากดต่ำและจริงจัง “ศักดิ์ศรีที่ไร้ลมหายใจ มันก็แค่ขยะ บนโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนที่รอดคือคนที่รู้จักอดทน ไม่ใช่คนที่ดันทุรังยอมตายโง่ๆ เพียงเพื่อรักษาหน้าตาจอมปลอม”
ซินเยว่เบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการ แต่ยิ่งดิ้น เขาก็ยิ่งบีบคางนางแน่นขึ้น แม้จะไม่ถึงกับกระดูกร้าว แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ด
“ถ้าเจ้าอยากจะแก้แค้นข้า อยากจะหนีไปจากที่นี่ เจ้าก็ต้องมีชีวิตอยู่” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของนาง “ถนอมร่างกายของเจ้าให้ดี ถ้าอยากหนี ก็ต้องมีแรงก้าวขา ไม่ใช่คลานเป็นหมาขี้เรื้อนอยู่หน้าค่าย กินเข้าไปซะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วป้อนเจ้าด้วยปากของข้าเอง”
คำขู่นั้นไม่ได้พูดเล่น แววตาของเขาเอาจริงจนซินเยว่รู้สึกเย็นเยียบไปถึงไขสันหลัง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ทำจริงแน่ หากเขายัดเยียดอาหารเข้าปากนางด้วยวิธีนั้น ศักดิ์ศรีที่นางพยายามรักษาไว้คงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
มือเรียวสั่นเทาค่อยๆ ยกขึ้นไปรับชามข้าวมาจากมือเขา เฮยหลางยอมปล่อยมือจากคางนางอย่างว่าง่าย เขายืนกอดอกมองดูสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
ซินเยว่ก้มหน้ามองชามข้าวในมือ น้ำตาก้อนใหญ่กลิ้งหล่นลงมาหยดลงบนเม็ดข้าวสีขาว นางใช้มือตักข้าวเปล่าๆ เข้าปาก เคี้ยวกลืนมันลงคออย่างยากลำบาก อาหารมื้อนี้แทบไม่มีรสชาติใดๆ นอกจากความขมขื่นของความพ่ายแพ้
นางเกลียดเขา เกลียดโจรป่าผู้นี้ที่ย่ำยีความหยิ่งทะนงของนางจนแหลกลาญ แต่ในขณะเดียวกัน คำพูดของเขากลับกระแทกใจนางอย่างจัง ศักดิ์ศรีที่ไร้ลมหายใจคือขยะ เขาพูดถูก หากนางตายไปตอนนี้ ก็เป็นได้แค่วิญญาณเร่ร่อนในป่าลึก ไม่มีใครรับรู้ ไม่มีใครเสียใจ ฮ่องเต้คงแค่ประกาศว่าขบวนเสด็จถูกปล้นและองค์หญิงสิ้นพระชนม์ เรื่องราวก็จะจบลงเพียงเท่านั้น เสนาบดีหลินก็จะยังคงเสวยสุขต่อไป
นางจะต้องรอด นางจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง เพื่อรอคอยโอกาส
ซินเยว่ตักข้าวเข้าปากคำแล้วคำเล่า แม้จะกลืนยากเพียงใดนางก็ฝืนทน จนกระทั่งข้าวในชามหมดเกลี้ยง นางวางชามลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วช้อนตาขึ้นมองบุรุษร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ แววตาของนางบัดนี้ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและดื้อดึงที่ลุกโชนขึ้นมาใหม่
“ข้ากินแล้ว ทีนี้ก็ไสหัวออกไปได้แล้ว”
เฮยหลางมองใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา แต่กลับแฝงความดุดันราวกับลูกแมวป่าที่พยายามพองขนขู่ราชสีห์ ภายใต้หน้ากากหมาป่า มุมปากของเขายกโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่อาจสังเกตเห็น ความพึงพอใจสายหนึ่งพาดผ่านนัยน์ตาคมกริบ
“ดีมาก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “พรุ่งนี้ยามซื่อ (09.00-10.59 น.) ข้าจะให้อาฉือพาเจ้าออกไปเดินยืดเส้นยืดสายข้างนอกบ้าง อยู่แต่อุดอู้ในห้องเดี๋ยวจะเฉาตายไปเสียก่อน”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ไม่รอฟังคำด่าทอหรือการปฏิเสธใดๆ จากปากนาง บานประตูปิดลงพร้อมกับเสียงลงดอนที่คุ้นเคย
ซินเยว่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง มือจับเสื้อคลุมขนสัตว์ไว้แน่น ลมหายใจของนางเริ่มกลับมาเป็นปกติ นางยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ สงครามประสาทครั้งแรกนางอาจจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องยอมกลืนศักดิ์ศรีของตัวเองลงท้องไปพร้อมกับข้าวชามนั้น
ทว่าในความพ่ายแพ้ นางกลับได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากศัตรู
ใช่แล้ว นางจะต้องเก็บงำประกาย รักษาร่างกายนี้ไว้ให้ดี ทำตัวเป็นเชลยที่ว่าง่ายเพื่อลดความระแวดระวังของพวกมัน และเมื่อโอกาสมาถึง นางจะหนีออกไปจากหุบเขาบ้าๆ นี่ให้จงได้
รอดูกันเถิดเฮยหลาง ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลัง