บทย่อ
“ข้าบอกแล้วว่าข้าเกลียดท่าน ไสหัวกลับไปเป็นแม่ทัพใหญ่ของท่านเสีย!” “เกลียดก็ช่างปะไร ในเมื่อข้าหน้าหนาพอที่จะปีนกำแพงตำหนักร้างของเจ้าทุกคืน ขอเพียงได้นอนกอดเมีย ต่อให้ต้องปูเสื้อคลุมนอนบนพื้นไม้แข็งๆ ข้าก็ยอม!” สี่ปีก่อน ‘จ้าวซินเยว่’ ยอมสวมบทสตรีเลือดเย็น หักอก ‘เฮยหลาง’ โจรป่าที่นางมอบหัวใจให้ เพียงเพื่อปกป้องเขาจากความแค้นของวงศ์ตระกูล นางยอมถูกเนรเทศไปตกระกำลำบากในตำหนักร้างชายแดนที่ผุพัง พร้อมกับอุ้มท้องสายเลือดของเขาไปเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง สี่ปีต่อมา กงล้อโชคชะตาหมุนวน โจรป่าเดนตายในวันนั้น ผงาดขึ้นเป็น ‘เซียวเทียนอี้’ แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรแห่งแดนเหนือ เขากลับมาพร้อมไฟแค้นและอำนาจล้นมือ หวังจะมาดูจุดจบของสตรีที่เคยทอดทิ้งเขา ทว่าทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับ ‘ก้อนแป้งตัวน้อย’ ที่หน้าตาถอดแบบเขามาทุกกระเบียดนิ้ว ความแค้นที่สุมอกก็พังทลายลงไม่เป็นท่า! จากพยัคฆ์ร้ายที่ศัตรูทั่วหล้าขยาด กลายร่างเป็น ‘แม่ทัพหน้ามึน’ ผู้ไร้ยางอาย ภารกิจรบที่ว่าแน่ ยังแพ้ภารกิจ ‘ปีนกำแพงง้อเมีย’ ยามวิกาล! ต่อให้ฮูหยินจะใจแข็งตอกตะปูปิดหน้าต่าง หรือเอาไม้กวาดไล่ฟาด เขาก็พร้อมจะหน้าด้านยัดเยียดความเป็นสามีและบิดาให้แก่นาง ท่ามกลางคลื่นใต้น้ำและการแย่งชิงอำนาจในเมืองหลวงที่กำลังคืบคลานเข้ามา แม่ทัพคลั่งรักผู้นี้จะใช้ความหน้าหนา... เอ้ย! ความรักอันยิ่งใหญ่ ทลายกำแพงน้ำแข็งในใจของฮูหยินคนงาม แล้วทวงคืนครอบครัวกลับมาได้หรือไม่? เตรียมพบกับปฏิบัติการง้อเมียที่ทั้งดุดัน หวานซึ้ง และหน้าไม่อายที่สุดในแคว้น!
บทที่ 1 ขบวนวิวาห์สีเลือด
ล้อรถม้าบดเบียดไปตามเส้นทางขรุขระ เสียงกุกกักดังสะท้อนก้องในหุบเขาเงียบสงัด จ้าวซินเยว่นั่งนิ่งอยู่ภายในเกี้ยวหลังใหญ่ อาภรณ์สีแดงสดที่สวมใส่อยู่ช่างดูงดงามตระการตา ทว่าในความรู้สึกของนาง มันไม่ต่างอะไรกับผ้าห่อศพ มงกุฎหงส์ทองคำบนศีรษะหนักอึ้งจนปวดร้าวไปถึงต้นคอ แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับความหนักอึ้งในจิตใจ
นางคือองค์หญิงแห่งแคว้น เป็นสายเลือดมังกรที่สูงศักดิ์ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นชะตากรรมต้องกลายเป็นหมากทางการเมือง
ภาพในวันวานยังคงฉายชัดในหัว เสนาบดีหลินกวนป๋อผู้เป็นตาแท้ๆ ยืนประสานมือด้วยท่าทีนอบน้อม แต่แววตากลับแฝงความเลือดเย็นเกินมนุษย์ เขากล่าวอ้างเรื่องความมั่นคงของแคว้น บีบคั้นให้ฮ่องเต้ส่งนางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเผ่าอนารยชนทางเหนือ
แม้นางจะรู้ดีว่าฝ่าบาททรงเจ็บปวดและไร้หนทางต่อกรกับอำนาจของขุนนางเฒ่าผู้นี้เพียงใด แต่ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ยังคงก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในอก นางถูกทอดทิ้งแล้ว ทอดทิ้งให้ไปตายเอาดาบหน้า
ขบวนเสด็จเดินทางล่วงเข้าสู่หุบเขาผาดับ พื้นที่แถบนี้ขึ้นชื่อเรื่องความสลับซับซ้อนและอันตราย ซินเยว่หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า กลิ่นกำยานในรถม้าไม่อาจช่วยให้จิตใจสงบลงได้เลย
ฟิ้ว!!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นแผ่วเบา ตามด้วยเสียงม้าร้องตื่นตระหนก
“ระวัง มีผู้บุกรุก”
เสียงตะโกนของราชองครักษ์หน้าเกี้ยวดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก ตามด้วยเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่พุ่งทะยานลงมาจากเนินเขาทั้งสองฝั่ง ซินเยว่เบิกตากว้าง มือเรียวกำชายกระโปรงแน่นด้วยความตื่นตระหนก
เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เสียงตะโกนสั่งการและเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วบริเวณ องค์หญิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ นางรวบรวมความกล้าเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองดูสถานการณ์ภายนอก
สิ่งที่เห็นทำให้ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง
กลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดดำโพกผ้าปิดบังใบหน้ากำลังรุมล้อมขบวนรถม้า ท่าทางการต่อสู้ของพวกมันดุดันและเฉียบขาด ทว่าสิ่งหนึ่งที่ผิดแผกไปจากโจรป่าทั่วไปคือความเป็นระเบียบ พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับจัดกระบวนทัพรุกรับอย่างรู้จังหวะ เน้นเพียงปลดอาวุธและทำให้ราชองครักษ์สิ้นฤทธิ์มากกว่าจะมุ่งเอาชีวิต
นี่ไม่ใช่โจรป่าธรรมดาแน่
“คุ้มครององค์หญิง” หัวหน้าองครักษ์ตวาดลั่น พร้อมกับชักดาบพุ่งเข้าปะทะกับบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่ขี่ม้าสีนิลทะยานนำหน้ากลุ่มโจร
บุรุษผู้นั้นสวมหน้ากากหมาป่าสีดำสนิทครึ่งหน้า เผยให้เห็นเพียงสันกรามแกร่งและริมฝีปากหยักลึก เขาไม่ได้พกดาบยาวเหมือนโจรคนอื่น แต่ถือเพียงทวนสีเงินวาววับในมือ ท่าทีของเขาดูเกียจคร้านทว่ากลับแฝงกลิ่นอายคุกคามจนน่าขนลุก
เพียงแค่เขาสะบัดทวนในมือเบาๆ ปลายทวนก็กระแทกเข้าที่ข้อมือของหัวหน้าองครักษ์อย่างแม่นยำ ดาบเหล็กกล้าหลุดกระเด็นตกลงพื้น ก่อนที่ด้ามทวนจะฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนองครักษ์ร่างใหญ่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นไร้สติในกระบวนท่าเดียว
แข็งแกร่งเกินไป
บุรุษสวมหน้ากากหมาป่าตวัดสายตาคมกริบมองมาที่เกี้ยวของนาง ซินเยว่รีบปล่อยผ้าม่านลงทันที หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก นางได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาใกล้ ร่างกายแข็งทื่อไปหมด หยาดเหงื่อเย็นเยียบซึมชื้นตามกรอบหน้า
ปัง
ประตูเกี้ยวถูกกระชากออกอย่างแรง แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูก
บุรุษร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู บังแสงอาทิตย์จนเกิดเป็นเงาดำทาบทับลงมาบนร่างของนาง เขาก้าวขึ้นมาบนเกี้ยวอย่างถือวิสาสะ พื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัวที่กดทับ
“ออกไป” ซินเยว่พยายามเค้นเสียงให้ดุดันที่สุด แต่มันกลับสั่นพร่าอย่างน่าสมเพช นางเชิดหน้าขึ้น ซ่อนความหวาดกลัวไว้ภายใต้ศักดิ์ศรีของสายเลือดมังกร “พวกเจ้าเป็นใคร บังอาจดักปล้นขบวนเสด็จ รู้หรือไม่ว่าโทษคือการประหารเจ็ดชั่วโคตร”
ชายตรงหน้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นทุ้มต่ำและแหบพร่า ฟังดูเย้ยหยันเสียจนคนฟังรู้สึกชาไปทั้งหน้า
“ประหารเจ็ดชั่วโคตรหรือ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เกรงว่าฮ่องเต้ของเจ้าคงไม่มีปัญญามาตามล่าหัวข้าในหุบเขาผาดับนี่หรอกกระมัง”
พูดจบเขาก็ยื่นมือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมาคว้าข้อมือของนาง ซินเยว่สะดุ้งสุดตัว พยายามสะบัดออกอย่างแรง
“อย่ามาแตะต้องตัวข้า” นางตวาด ยกมืออีกข้างขึ้นหมายจะตบหน้าคนกำเริบเสิบสาน
แต่บุรุษหน้ากากหมาป่ากลับไวกว่า เขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมืออีกข้างของนางอย่างง่ายดาย ก่อนจะดึงร่างบางกระชากเข้าหาตัว ซินเยว่เสียหลักถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งดั่งกำแพงหิน กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นดินและกลิ่นเหงื่อลอยปะทะจมูก
“ปล่อยข้านะ เจ้าโจรชั่ว” นางดิ้นรนสุดแรง ทั้งเตะทั้งข่วน ทว่าเรี่ยวแรงของสตรีในห้องหอมีหรือจะสู้แรงของชายชาตรีที่ผ่านการจับดาบมานับไม่ถ้วน เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดพวงแก้มเนียน
“ดิ้นไปก็เปล่าประโยชน์ องค์หญิง” เสียงทุ้มกระซิบชิดริมหู “นับแต่นี้ไป เจ้าคือของของข้า เฮยหลางแห่งหุบเขาไร้รัก”
ซินเยว่เบิกตากว้าง ชื่อของเฮยหลาง หรือหมาป่าดำ เป็นที่เลื่องลือในฐานะจอมโจรผู้โหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์ที่สุดในแถบชายแดน ว่ากันว่าเขาปล้นชิงทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
“เจ้าต้องการอะไร เงินทองหรือ ข้าจะให้พวกเขามอบให้เจ้าจนหมด ขอเพียงเจ้าปล่อยข้าไป” นางพยายามเจรจา แม้จะรู้ว่าความหวังริบหรี่เพียงใด
เฮยหลางหัวเราะเบาๆ ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากหมาป่าหรี่ลง ทอดมองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างพิจารณา ก่อนจะไล่สายตาลงมายังอาภรณ์สีแดงสดที่ขับเน้นผิวขาวผ่องให้ดูเย้ายวนใจ
“เงินทองข้ามีมากพอแล้ว” เขาตอบเสียงเรียบ “แต่ที่หุบเขาของข้า ยังขาดฮูหยินดูแลเรือนอยู่พอดี”
พูดจบเขาก็ไม่รอให้นางได้ประท้วง ชายหนุ่มรวบร่างบางอุ้มขึ้นพาดบ่าราวกับนางเป็นเพียงกระสอบข้าวสาร ซินเยว่หวีดร้องลั่น ทุบตีกำปั้นลงบนแผ่นหลังกว้างไม่ยั้ง
“ปล่อยข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ เจ้าโจรบ้า”
เฮยหลางไม่สะทกสะท้าน เขากระโดดลงจากเกี้ยวอย่างคล่องแคล่ว ก้าวเดินไปหาม้าสีนิลที่ยืนรออยู่ ท่ามกลางสายตาของลูกสมุนโจรที่มองมาอย่างรู้กาลเทศะ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแซวหรือล้อเลียน ต่างพากันจัดการมัดตัวองครักษ์และนางกำนัลที่เหลืออย่างรวดเร็ว
เขาวางร่างบางลงบนหลังม้า ก่อนจะตวัดตัวขึ้นคร่อมซ้อนอยู่ด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดไว้แน่นเพื่อกันไม่ให้นางร่วงหล่น ซินเยว่พยายามจะดิ้นหนี แต่แผ่นหลังของนางก็ปะทะเข้ากับแผงอกกว้างที่แนบชิดเสียจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอีกฝ่าย
“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากตกม้าคอหักตายเสียก่อน” เขาขู่เสียงเข้ม พร้อมกับกระตุกบังเหียน
ม้าสีนิลพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า นำขบวนโจรป่ากลับเข้าสู่ความมืดมิดของหุบเขา ทิ้งขบวนวิวาห์สีเลือดที่พังยับเยินไว้เบื้องหลัง ซินเยว่เหลียวมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง น้ำตาเม็ดโตกลิ้งหล่นลงมาอาบแก้ม
การแต่งงานต่างเผ่าที่คิดว่าเลวร้ายแล้ว กลับเทียบไม่ได้เลยกับการตกเป็นเชลยของโจรป่าที่ไร้หัวใจผู้นี้ อนาคตของนางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร นางไม่อาจคาดเดาได้เลย รู้เพียงแต่ว่า เส้นทางสายนี้ คงมีแต่ความมืดมนรออยู่เท่านั้น
สายลมหนาวพัดกรีดแทงผิวเนื้อจนปวดแสบ แต่มันกลับไม่หนาวเหน็บเท่ากับหัวใจที่กำลังแตกสลายขององค์หญิงผู้ถูกโชคชะตาทอดทิ้ง ซินเยว่หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินไปกับสายลมแห่งหุบเขาผาดับ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า อ้อมกอดที่รัดรึงอยู่ด้านหลังนั้น แม้จะแข็งกระด้าง แต่กลับมีความอบอุ่นบางอย่างแฝงเร้นอยู่อย่างเงียบงัน
