บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 กรงขังกลางป่า

ม้าสีนิลควบตะบึงฝ่าความมืดมิดของผืนป่า ทิ้งรอยเกือกม้าลึกไว้บนพื้นดินชื้นแฉะ ลมหนาวกรีดผ่านผิวเนื้อจนจ้าวซินเยว่ต้องหดตัวเข้าหากัน ทว่าแผ่นหลังที่แนบชิดกับแผงอกกว้างของโจรป่ากลับสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ซ่านออกมา นางถูกรัดตรึงไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก ทุกครั้งที่ม้ากระโจนข้ามสิ่งกีดขวาง แผ่นหลังของนางก็จะกระแทกเข้ากับร่างกายของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด กระทั่งเสียงฝีเท้าม้าเริ่มชะลอความเร็วลง กลิ่นอับชื้นของใบไม้ร่วงผสมกับกลิ่นควันไฟลอยมาแตะจมูก ซินเยว่ปรือตาขึ้นมองฝ่าความมืด แสงจากคบเพลิงสว่างวับแวมอยู่เบื้องหน้า เผยให้เห็นกำแพงไม้ซุงสูงตระหง่านที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนาปิดกั้นทางเข้าหุบเขา

“นายท่านกลับมาแล้ว เปิดประตู”

เสียงตะโกนจากหอสังเกตการณ์ดังขึ้น ประตูไม้บานยักษ์ค่อยๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห็นค่ายโจรที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก นี่คือ ‘หุบเขาไร้รัก’ รังของเฮยหลางที่ทางการพยายามกวาดล้างมาหลายปีแต่ไม่เคยสำเร็จ

สิ่งที่ซินเยว่เห็นเมื่อควบม้าผ่านประตูค่ายเข้ามา กลับทำให้นางต้องประหลาดใจ นางคิดว่าจะได้เห็นภาพโจรป่าเมามาย ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย หรือไม่ก็ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านมาหยอกเอ้ออย่างหยาบคาย ทว่าบรรยากาศในค่ายกลับเงียบสงบอย่างประหลาด ชายฉกรรจ์หลายสิบคนยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง ทุกคนเพียงก้มหัวทำความเคารพบุรุษบนหลังม้าอย่างพร้อมเพรียง

คนพวกนี้มีระเบียบวินัยราวกับทหารในกองทัพ ไม่มีวี่แววของโจรป่าสวะเลยแม้แต่น้อย

เฮยหลางกระตุกบังเหียนให้ม้าหยุดชิดหน้าเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงสุดของค่าย เขากระโดดลงจากหลังม้าอย่างปราดเปรียว ก่อนจะหันมาตวัดวงแขนรวบเอวบางของนางแล้วดึงลงมาอย่างแรง

ซินเยว่เสียหลักถลาลงมาปะทะแผงอกเขา นางเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ พยายามขืนตัวออกห่าง “ปล่อยข้า ข้าเดินเองได้”

เขาปล่อยมืออย่างว่าง่าย ทว่าสายตาภายใต้หน้ากากหมาป่ากลับทอดมองนางอย่างประเมิน ซินเยว่ในยามนี้ผมเผ้าหลุดลุ่ย มงกุฎหงส์บิดเบี้ยว อาภรณ์สีแดงสดเปรอะเปื้อนโคลนดิน แต่ถึงกระนั้น ความงดงามเย่อหยิ่งบนใบหน้าก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

“พาตัวเข้าไป” เฮยหลางพยักหน้าให้สมุนสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตู

โจรป่าร่างยักษ์สองคนเดินเข้ามาขนาบข้าง ซินเยว่เชิดหน้าขึ้น นางไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมแสดงความหวาดกลัวให้คนพวกนี้เห็นเด็ดขาด หญิงสาวก้าวเท้าเดินเข้าไปในเรือนไม้ด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับกำลังเดินเข้าสู่ท้องพระโรง มากกว่าจะเป็นคุกกักขัง

ปัง

เสียงประตูปิดลงพร้อมกับเสียงลงดอนอย่างแน่นหนา ซินเยว่สะดุ้งสุดตัว ท่าทีเย่อหยิ่งเมื่อครู่พังทลายลงในพริบตา นางรีบหันไปทุบประตูไม้เนื้อแข็งอย่างบ้าคลั่ง

“เปิดประตู เปิดเดี๋ยวนี้ ปล่อยข้าออกไป”

ไม่มีเสียงตอบรับจากภายนอก มีเพียงเสียงลมพัดอื้ออึง หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ความหวาดกลัวที่พยายามสะกดกลั้นไว้ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วรินไหลลงมาอีกครั้ง นางกอดเข่าตัวเองแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเงียบงันในความมืด

เมื่อเวลาผ่านไปจนอารมณ์เริ่มสงบลง ซินเยว่จึงค่อยๆ ลุกขึ้นสำรวจที่คุมขังของตน ภายในเรือนไม้ไม่ได้มืดมิดเสียทีเดียว มีแสงจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง แสงสลัวๆ บ่งบอกว่าที่นี่ไม่ใช่คุกใต้ดินสกปรกอย่างที่คิด มันเป็นห้องพักที่ค่อนข้างกว้างขวาง มีเตียงไม้ปูด้วยฟูกหนานุ่ม มีมุมสำหรับชำระล้างร่างกาย และมีเตาผิงเล็กๆ ที่เพิ่งจุดไฟให้ความอบอุ่น

ของใช้ทุกอย่างสะอาดสะอ้าน ราวกับถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อรอรับแขกคนสำคัญ

ช่างน่าขันนัก โจรป่าจับตัวองค์หญิงมาเรียกค่าไถ่ หรือจับมาเป็นฮูหยินอย่างที่ปากว่าจริงๆ นางส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เดินไปสำรวจหน้าต่างบานเดียวในห้อง มันถูกตอกตะปูปิดตายอย่างแน่นหนา ไม่มีทางเล็ดลอดออกไปได้เลย

นางคือปลาบนเขียงอย่างแท้จริง

แอ๊ด...

เสียงบานพับประตูดังขึ้นทำลายความเงียบ ซินเยว่สะดุ้งเฮือก ถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชิดผนังห้อง สายตาจ้องเขม็งไปยังผู้มาใหม่

เฮยหลางก้าวเข้ามาในห้อง เขายังคงสวมหน้ากากหมาป่าสีดำ แต่เสื้อคลุมตัวนอกถูกถอดออก เหลือเพียงเสื้อตัวในสีเข้มที่รัดรูปจนเห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจน กลิ่นสุราคละคลุ้งผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยตามตัวเขามาด้วย

ชายหนุ่มลงกลอนประตูช้าๆ ก่อนจะหันมามองร่างบางที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ที่มุมห้อง แววตาของเขาเย็นเยียบ คาดเดาอารมณ์ไม่ได้

“ห้องหอของข้าเป็นอย่างไรบ้าง องค์หญิง” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างยียวน

ซินเยว่เชิดหน้าขึ้น ขบกรามแน่น “สกปรกโสมม ไม่ต่างจากเจ้าของ”

เฮยหลางแค่นหัวเราะ เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาหานางช้าๆ ท่วงท่าการเดินของเขาไม่ได้ดูเงอะงะเหมือนชาวบ้านป่า แต่กลับมั่นคงและมีจังหวะราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม

“ปากคอเราะร้ายไม่เบา อยู่ในถิ่นของข้า ยังกล้าจองหองอีกหรือ”

“ข้าคือสายเลือดมังกร ต่อให้ตายข้าก็ไม่ก้มหัวให้โจรป่าชั้นต่ำอย่างเจ้า” นางตวาดเสียงแข็ง แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ก็ตาม “หากฝ่าบาททรงทราบว่าเจ้าบังอาจลักพาตัวข้า กองทัพนับแสนจะมาเหยียบภูเขาลูกนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง”

ชายหนุ่มหยุดฝ่าเท้าลงตรงหน้านาง ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ เขาก้มหน้าลงมองสตรีที่พยายามทำตัวเข้มแข็งทั้งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

“เหยียบภูเขานี้ให้ราบหรือ” เขาทวนคำ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะเย้ยหยัน “องค์หญิง เจ้าประเมินบิดาของเจ้าสูงเกินไปแล้ว ฮ่องเต้ที่ถูกตาแก่หลินกวนป๋อชักใยอยู่เบื้องหลัง แค่จะปกป้องบุตรสาวตัวน้อยไม่ให้ถูกส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการกรีธาทัพมาปราบโจรอย่างข้า”

ซินเยว่เบิกตากว้าง ความตกตะลึงพาดผ่านใบหน้างาม “เจ้า.... เจ้ารู้เรื่องของเสนาบดีหลินได้อย่างไร”

เรื่องความขัดแย้งในราชสำนักและการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเสนาบดีหลินกวนป๋อ เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะในหมู่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ โจรป่าที่วันๆ เอาแต่ดักปล้นชิงทรัพย์กลางป่าลึกเช่นนี้ ไฉนจึงล่วงรู้สถานการณ์ในราชสำนักได้ทะลุปรุโปร่ง

เฮยหลางไม่ตอบคำถาม เขาเพียงยื่นมือหยาบกร้านบีบปลายคางมนของนาง บังคับให้เชิดหน้าขึ้นสบตาเขา “โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่ากำแพงวังที่เจ้าเคยอยู่มากนัก ซินเยว่ สิ่งที่เจ้าเห็น อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด”

สัมผัสที่ปลายคางไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่กลับทำให้นางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า นางพยายามสะบัดหน้าหนี แต่เขากลับเพิ่มแรงบีบมากขึ้น นิ้วหัวแม่มือของเขาเกลี่ยเบาๆ ลงบนริมฝีปากอิ่มที่เม้มแน่นของนาง

“เจ้าต้องการอะไรกันแน่” นางถามเสียงสั่น แววตาเริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอ

“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าต้องการฮูหยิน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้ากากหมาป่าแทบจะชนกับจมูกรั้นๆ ของนาง “และคืนนี้ ก็เป็นคืนวสันต์ของเรา”

ดวงตาของซินเยว่เบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด เมื่อเห็นมืออีกข้างของชายหนุ่มเอื้อมมาปลดสายรัดเอวของเขาเอง นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ผลักอกเขาเต็มแรงแล้วเบี่ยงตัวหนี ทว่าเขากลับไวกว่า เฮยหลางคว้าเอวบางไว้ได้ทัน ก่อนจะเหวี่ยงร่างของนางลงบนเตียงไม้อย่างไม่ออมแรง

ซินเยว่จุกจนพูดไม่ออก นางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ร่างสูงใหญ่ก็ตามมาคร่อมทับไว้อย่างรวดเร็ว เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของนางกดตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างก็จับปลายคางนางให้หันมาเผชิญหน้า

“อย่านะ ปล่อยข้า เจ้าโจรชั่ว” นางกรีดร้อง ดิ้นรนสุดชีวิต น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ความหวาดกลัวเข้าเกาะกินหัวใจ นี่นางต้องมาจบสิ้นความบริสุทธิ์ในซ่องโจรป่าแห่งนี้จริงๆ หรือ

เฮยหลางมองดูสตรีใต้ร่างที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ร่างกายของนางสั่นสะท้านราวกับใบไม้ต้องลม ดวงตาคู่สวยที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ เขากดใบหน้าลงไปใกล้ซอกคอขาวเนียน สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมู่หลานที่ลอยมาจากตัวนาง

ซินเยว่หลับตาปี๋ กัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางเกร็งตัวรับสัมผัสที่น่ารังเกียจ ภาวนาให้เรื่องบ้าๆ นี้จบลงโดยเร็ว หากเขาล่วงเกินนาง นางสาบานว่าจะยอมกัดลิ้นตัวเองตายดีกว่ามีชีวิตอยู่เป็นความอัปยศ

ทว่าทุกอย่างกลับหยุดนิ่ง

ไม่มีการซุกไซ้ ไม่มีการฉีกทึ้งเสื้อผ้า มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของบุรุษที่ดังอยู่เหนือศีรษะ

ซินเยว่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างหวาดระแวง นางเห็นเฮยหลางผละใบหน้าออกห่าง แววตาที่มองลงมาไม่ได้มีความหื่นกระหายอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่นางอ่านไม่ออก มันดูซับซ้อน ลึกซึ้ง และเจ็บปวด

เขาจ้องมองนางอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะยอมปล่อยข้อมือบางให้เป็นอิสระ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดแจงเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หญิงสาวรีบกระถดตัวหนีไปจนชิดหัวเตียง กอดเข่าตัวเองแน่น สายตายังคงจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา

เฮยหลางเดินไปที่โต๊ะไม้ เขาหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ผืนหนาที่วางพาดอยู่บนเก้าอี้ขึ้นมา ก่อนจะโยนมันไปคลุมทับร่างที่สั่นเทาของนาง

“อากาศบนเขานี้หนาวเย็นนัก ใส่เสื้อคลุมซะ เดี๋ยวจะจับไข้ตายไปเสียก่อน” น้ำเสียงของเขากลับมาเรียบเฉยและเย็นชาดุจเดิม “คืนนี้ข้าหมดอารมณ์แล้ว ร่างกายผอมแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งของเจ้า ไม่ทำให้ข้าเกิดอารมณ์พิศวาสได้หรอก”

พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินไปที่ประตู ซินเยว่มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความสับสนงุนงง ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย โจรป่าที่จับตัวผู้หญิงมาถึงเตียงแล้ว แต่กลับปล่อยไปง่ายๆ เพียงเพราะหมดอารมณ์หรือ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

“เดี๋ยว” นางเผลอส่งเสียงเรียกออกไป

ชายหนุ่มหยุดชะงักที่หน้าประตู แต่ไม่ได้หันกลับมามอง

“เจ้า... เจ้าจับข้ามาทำไมกันแน่”

เฮยหลางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อยู่ที่นี่ หุบปากให้สนิท และอย่าคิดหนี ป่ารอบนอกเต็มไปด้วยฝูงหมาป่าหิวโซ พวกมันไม่ปรานีเจ้าเหมือนที่ข้าทำหรอกนะ”

ปัง!!

ประตูถูกดึงปิดและลงกลอนจากด้านนอก ทิ้งให้ซินเยว่นั่งนิ่งงันอยู่บนเตียงเพียงลำพัง

หญิงสาวก้มลงมองเสื้อคลุมขนสัตว์ที่คลุมอยู่บนตัก สัมผัสของมันนุ่มนวลและให้ความอบอุ่นอย่างประหลาด นางดึงมันขึ้นมาห่มคลุมร่างกายที่สั่นสะท้าน กลิ่นอายเฉพาะตัวของบุรุษผู้นั้นยังคงติดอยู่บนเนื้อผ้า มันเป็นกลิ่นที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ

นางเอนหลังพิงผนังไม้ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ ค่ำคืนนี้ยาวนานและหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่สตรีบอบบางคนหนึ่งจะรับไหว ทว่าในความหวาดกลัวและสิ้นหวังนั้น กลับมีบางสิ่งบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ

บุรุษใต้หน้ากากหมาป่าผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ท่าทางหยาบกระด้างแต่กลับซ่อนความอ่อนโยนไว้ลึกๆ วาจาสามหาวแต่กลับรู้ลึกถึงการเมืองในราชสำนัก เขาไม่ใช่โจรป่าธรรมดาอย่างแน่นอน

ซินเยว่กำมือแน่น แววตาที่เคยหวาดหวั่นเริ่มทอประกายเด็ดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรือมีแผนการอันใดในใจ นางจะไม่ยอมเป็นเพียงหมากบนกระดานให้ผู้ใดเชิดจมูกอีกต่อไป นางจะต้องมีชีวิตรอดอยู่ที่นี่ให้ได้ และเมื่อถึงเวลา นางจะหาทางหนีออกจากกรงขังแห่งนี้ด้วยตัวของนางเอง

ลมหนาวพัดกรีดร้องอยู่ด้านนอกบานหน้าต่าง ทว่าภายในเรือนไม้เล็กๆ กลางหุบเขาไร้รัก กลับมีความอบอุ่นจางๆ ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความขัดแย้งและปริศนาที่ยังรอการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel