#####บทที่ 8
“ท่านพี่” เป่ยลี่มองบุรุษตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแห่งความคิดถึง โหยหาที่มิได้ปิดบังซ่อนเร้น…สามีของนางถึงแม้ออกไปตั้งฐานทัพแรมเดือนแต่ก็หาได้ทำให้สง่าราศีของเขาด่างพร้อยลงเลยไม่ “ท่านพี่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ”
“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโผตัวเข้าโอบกอดเรือนร่างบอบบางของภรรยา แล้วลูบไล้เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับที่คงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“ข้าก็คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะคิดถึงข้าจริง ๆ หรือ ไปราชการกว่าสามเดือนไยไม่เคย ส่งจดหมายมาหาข้าสักฉบับเดียว เหตุใดถึงปล่อยให้ข้านั่งรอเก้อทุกวันเช่นนี้เล่า” เป่ยลี่แอบน้อยอกน้อยใจ แต่ก็หาได้จริงจังไม่เพียงแค่หยอกเอินตามประสาคู่ผัวเมียทั่วไป
“ข้าส่งจดหมายมาหาเจ้าเดือนละสามครั้ง สามเดือนก็รวมเป็นเก้าฉบับ เจ้ามิได้รับจดหมายเลยหรือ?” ได้ยินนางพูดเช่นนี้แม่ทัพใหญ่ซือหยางก็นึกแปลกใจ ว่าเหตุใดจดหมายที่เขาส่งให้ภรรยาไม่เคยถึงมือนาง ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่และน้องหญิงซูฮวาก็ได้รับจดหมายเหล่านั้นและเขียนตอบกลับเขามาทุกครั้งตามปกติ
“เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เคยได้รับจดหมายจากท่านพี่แม้แต่ฉบับเดียว แล้วท่านพี่เล่าเจ้าคะจดหมายที่ข้าส่งไปเดือนละหนสองหนเคยได้รับและเปิดอ่านบ้างหรือไม่” เป่ยลี่เริ่มสงสัยและสังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างว่านี่อาจเป็นฝีมือของมารดาสามีและน้องสามีหรือไม่
พวกนางอาจต้องการกีดขวางและสร้างรอยร้าวฉานระหว่างความสัมพันธ์ของเป่ยลี่และท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางให้เริ่มผิด คลางแคลงใจ ซึ่งนำไปสู่ความง่ายดายในการเป่าหูให้แตกหัก นับว่าเป็นแผนการที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างแยบยล!
“จดหมายของน้องก็ไม่เคยถึงมือข้าสักฉบับเช่นเดียวกัน” แม่ทัพใหญ่ซือหยางพอจะเริ่มคาดเดาสถานการณ์ได้เล็กน้อย แต่ท่านแม่และน้องหญิงของเขาจะทำเช่นนี้ด้วยเหตุอันใดกันเล่า เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกนางก็ดูจะเมตตารักใคร่เป่ยลี่เสมือนบุตรสาว เสมือนพี่สาวอีกคนหนึ่งมิใช่หรือ
หรืออาจไม่ใช่ฝีมือของทั้งสองก็เป็นได้ แต่เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะมีผู้ใดที่สามารถแอบหยิบจดหมายเหล่านั้นไม่ให้ไปถึงมือผู้รับอย่างแนบเนียนเกือบยี่สิบหน… ไม่เพียงแต่ต้องมีความสามารถ อำนาจในมือก็คงจะมิมีน้อย แล้วผู้ใดกันเล่า…
“เช่นนั้นหรือเจ้าค่ะ” ข้อสันนิษฐานของเป่ยลี่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ แต่นางก็มิอาจทำอันใดได้นอกจากนิ่งเงียบ หรือจะให้นางบอกสามีไปว่านางสงสัยมารดาและน้องหญิงของเขาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการหยิบซ่อนจดหมายเอาไว้มิให้ไปถึงมือผู้รับเช่นนั้นหรือ…หากนางมิมีหลักฐาน อีกฝ่ายจะแก้ต่างอย่างไรก็ได้ หาไม่คงกล่าวหาว่านางใส่ร้ายป้ายสี เสี้ยมให้คนในครอบครัวแตกหักกันก็เป็นได้
หากแม่ทัพใหญ่ซือหยางไม่โง่เขลาเบาปัญญา เขาก็คงจะสังเกตได้ถึงความผิดปกติของจดหมายเกือบยี่สิบฉบับที่ตกหล่นเพียงฉบับที่นางส่งถึงเขาและเขาส่งถึงนางเท่านั้น จากนั้นเขาจะสืบสาวหาความจริงหรือไม่นางก็ไม่อาจทราบได้
“จดหมายอาจตกหล่นระหว่างทาง น้องอย่าเป็นกังวลไปเลย เช่นไรตอนนี้ข้าก็กลับมาหาเจ้าแล้วเป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่ซือหยางดึงตัวภรรยาเข้ามาโอบกอดอีกครั้งหนึ่งให้หายคิดถึงที่ต้องรอนแรมจากนางไปนานนับสามเดือน ทั้ง ๆ ที่ควรเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามันเพราะเพิ่งจะแต่งนางเข้าจวนตระกูลเฉินแท้ ๆ
“เจ้าค่ะท่านพี่”
“แล้วนี่เจ้าเป็นเช่นใดบ้าง สุขสบายดีหรือไม่ เหตุใดใบหน้าของเจ้าถึงหมองคล้ำคล้ายคนอดหลับอดนอน เนื้อตัวเองก็ไม่มีน้ำมีนวลเหมือนตอนที่แต่งเข้าจวนตระกูลเฉินเล่า กินไม่ได้นอนไม่หลับ อาหารที่นี่ไม่ค่อยถูกปากเจ้าหรือ” แท่ทัพใหญ่ซือหยางเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วงเพราะเมื่อกลับมาถึงก็สังเกตเห็นสีหน้าของนางไม่ใคร่สู้ดี ซูบผอมลงมากกว่าก่อนที่เขาจะไปคุมการศึกเป็นไหนไหน
“ข้า…เอ่อ ข้า” นางกระอักกระอ่วนติดขัดหารู้ว่าควรจะบอกความจริงแก่สามีดีหรือไม่ว่าที่หน้าตาของนางหมองคล้ำคล้ายคนอดหลับอดนอนซ้ำร่างกายซูบผอมก็เพราะโดนมารดาและน้องสาวของเขากลั่นแกล้งด้วยการจิกหัวใช้ยิ่งกว่าคนงานในจวนตระกูลเฉิน ทว่านางฉุกใจคิดขึ้นได้ ต่อให้นางฟ้องร้องไปก็หาใช่ว่าจะทำให้อะไรดีขึ้นในทางตรงกันข้ามพวกเขาอาจชังน้ำหน้านางหรือถึงขั้นเกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมจวนตระกูลเฉินกับนางเลยก็ได้
ตลอดระยะเวลาสามเดือนเศษที่โดนมารดาสามีและน้องสามีข่มเหงรังแกนางจึงพยายามท่องประโยคนี้จนจำขึ้นใจ “รักบ้านก็ต้องรักอีกาบนหลังคาด้วย” หมายถึง เมื่อรักใครแล้วก็ต้องยอมรับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น
“สำรับที่นี่รสชาติถูกปากข้ายิ่งนักเจ้าค่ะ แต่ข้าเองที่เป็นห่วงท่านพี่กังวลจนกินไม่ได้ นอนไม่ใคร่หลับเพราะตลอดระเวลาสามเดือนภรรยาผู้นี้หาได้ทราบข่าวคราวของสามีเลยไม่เจ้าค่ะ”
“ข้ากลับมาคราวนี้คงจะต้องบำรุงเจ้าอย่างหนักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตทายาทแล้วกระมัง” ตั้งแต่ที่เขาแต่งภรรยาเข้าจวนนับได้ว่าเป็นเวลาร่วมหกเดือนเศษ บัดนี้สมควรแล้วที่ตระกูลเฉินจะต้องมีทายาทสืบสกุลเสียที
“ท่านพี่…” พวงแก้มของนางแดงระเรื่อคล้ายผลตำลึงสุกด้วยพิษของความขวยเขินที่แทบเก็บซ่อนกิริยาอาการเอาไว้ไม่มิดเมื่อโดนบุรุษแทะโลมด้วยวาจาเช่นนั้น
หาใช่ว่าเป่ยลี่และแม่ทัพใหญ่ซือหยางไม่เคยร่วมรักกันมาก่อน มิหนำซ้ำทั้งสองเป็นข้าวใหม่ปลามัน สามวันทีสามีจึงจะยอมปล่อยให้นางลุกออกจากเตียงไปเห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ห่างหายกันนานถึงเพียงนี้ย่อมมีความรู้สึกละอาย ขวยเขินกันอยู่บ้างเล็กน้อย
“หากฮูหยินกับท่านแม่ทัพมีลูกด้วยกันคุณหนูน้อยคงจะหน้าตาน่ารักน่าชังมากเลยนะเจ้าคะ เพราะทั้งพ่อและแม่ต่างก็รูปงามด้วยกันทั้งคู่” หลิ่งจินมองคู่สามีภรรยาด้วยแววตาชื่นชมที่มาจากจิตใจอันแท้จริงหาได้ปรุงแต่งเพื่อสอพลอไม่
คุณหนูเป่ยลี่ของนางรูปงามจากภายในและภายนอก นับได้ว่าเป็นดอกไม้งามพร้อมดอกหนึ่งที่บานสะพรั่งกลางเมืองหลวงแคว้นเหยี่ยชิง จนบุรุษน้อยใหญ่ต่างพากันชื่นชมหลงใหล คอยส่งขนมจีบหัวกระไดตระกูลเหวินไม่เคยว่างเว้นเลยสักวัน แม้กระทั่งถึงวันที่คุณหนูต้องนั่งเกี้ยวแต่งออกเรือนเพื่อเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะสะใภ้ ชายเหล่านั้นก็ห้อมล้อมกันมารุมดูด้วยคิดว่าแม้ไร้วาสนาได้เคียงคู่แต่การมองเห็นของสวยของงามก็ถือว่าเป็นบุญตาแล้ว
ซ้ำแม่ทัพใหญ่ซือหยาง บุรุษรูปงามที่มิมีตำหนิอันใดให้ติเตียน เส้นผมของเขาสลวย ดวงตาเฉี่ยวน่ามอง สันจมูกเชิดรั้น คิ้วโก่งดกดำราวกับใช้พู่กันแต้มวาด…ใบหน้าฟ้าประทานเหล่านี้ที่ทำให้สตรีทั้งหัวเมืองชานเมืองเหลียวหลังแลจนสุดสายตาต่างพร้อมเสนอตัวยกตนเองใส่พานมอบให้โดยไม่คิดค่าสินสอดสักบาท
“เช่นนั้นข้าต้องมีทายาทสักสิบคนดีหรือไม่หลิ่งจิน” เขาหยอกล้อนางกลับ
“ดีเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” ทั้งสามคนกำลังพูดคุยฉอเลาะกันอย่างสนุกปากหลังจากที่มิได้ปะหน้ากันแรมเดือนโดยหาได้ทันสังเกตไม่ว่าผู้ที่จะทำลายเสียงหัวเราะหยอกเอินได้เข้ามาถึงจวนตระกูลเฉินแล้ว
“ท่านพี่เจ้าคะ…ข้าปวดเมื่อยเหลือเกินเจ้าค่ะ”
