บทย่อ
เขาเคยสัญญากับนางว่าหัวใจและสายตาของเขาจะมิชายตาแลสตรีใดอีกนอกจากนางเพียงผู้เเดียว ทว่าเขาก็ไม่อาจปฏิเสธสมรสพระราชทานที่มีเรื่องหนี้ชีวิต หนี้บุญคุณหนุนหลังอยู่ได้ จึงจำต้องผิดสัจจะที่เคยให้ไว้แก่นาง
#####บทที่ 1
เหมันต์ตฤดูอันหนาวเหน็บปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวทั่วทั้งเมืองหลวงของแคว้นเหม่ยกวาง ทว่าความเย็นยะเยือกนี้ยังไม่สู้ความเปล่าเปลี่ยวของเป่ยลี่ที่เหม่อมองเกร็ดหิมะผ่านบานหน้าต่าง
เมื่อสามเดือนก่อนนางตัดสินใจแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะฮูหยินของแม่ทัพ บุรุษผู้คอยส่งขนมจีบให้นางทุกหลังมื้ออาหารจนนางใจอ่อนและยอมตบแต่งกับเขา ก่อนแต่งนางเคยวาดฝันว่าจะมีชีวิตที่สุขสมหวังเคียงข้างอยู่กับสามี แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นดั่งฝันเมื่อสามีของนางได้รับราชโองการด่วนจากฮ่องเต้ให้นำกำลังทหารออกรบรบโดยไม่รู้เลยว่าจะใช้เวลาร่วมกี่เดือน
"รับชาอุ่นๆ สักจอกนะเจ้าคะฮูหยิน" หลิ่งจินเอ่ยกับเจ้านาย นางเป็นบ่าวรับใช้ที่นับว่าซื่อสัตย์และจริงใจต่อเป่ยลี่มากคนหนึ่งเนื่องจากนางเลี้ยงดูเป่ยลี่มาตั้งแต่เป่ยลี่ยังเป็นเพียงคุณหนูตระกูลเหวินจนตอนนี้กลายมาเป็นฮูหยินของแม่ทัพเฉินซือหยาง
“ขอบใจเจ้ามาก” เหวินเป่ยลี่รับน้ำชาอุ่น ๆ จากสาวใช้หลิ่งจินขึ้นมาจิบให้พอช่วยคลายความหนาวเหน็บในร่างกายได้บ้าง “ท่านพี่ไปทัพคราวนี้ใช้ระยะเวลาร่วมแรมเดือนนานยิ่งนัก แล้วไยท่านพี่ถึงไม่ส่งจดหมายมาหาข้าบ้างเลยเล่าหลิ่งจิน หารู้ไม่ว่าข้าเป็นห่วงสักเพียงใดว่าป่านนี้จะเป็นเช่นใดบ้าง นอนหลับ กินอิ่มหรือไม่”
แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางไปตามรับสั่งราชโองการก็แรมเดือนแล้วแต่มิมีวี่แววการเคลื่อนไหวว่าเขาจะส่งจดหมายมาหาภรรยาเช่นนางเลยสักฉบับเดียว
“ท่านแม่ทัพอาจจะยุ่งกับการวางกลศึกและการฝึกซ้อมจนมิมีเวลาว่างมานั่งเขียนจดหมายส่งให้แก่ฮูหยินก็ได้นะเจ้าคะ ฮูหยินอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้หลิ่งจินรีบเร่งแก้ต่างให้แก่ท่านแม่ทัพ ลำพังคุณหนูของนางแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินอยู่เปล่าเปลี่ยวมิมีญาติพี่น้อง มิสนิทมักจี่กับผู้คนเว้นเสียแต่นางก็คงมิใคร่สุขใจสักเท่าใดแล้ว
“อย่าพูดเพื่อให้กำลังใจคุณหนูของเจ้านักสิหลิ่งจิน ข้าว่าเจ้าควรจะมองในแง่ของความจริงเสียบ้าง ดูเอาเถิดพี่สะใภ้ท่านพี่ซือหยางของข้าเพิ่งจะแต่งพี่สะใภ้เข้ามาในจวนได้แค่สามเดือนเศษ แต่ยามออกคุมการศึกเช่นนี้กลับไม่มีจดหมายส่งมาถึงพี่สะใภ้สักฉบับเดียว หากเป็นคนสำคัญต่อให้จะยุ่งเพียงใดก็ต้องหาเวลามาติดต่อให้จนได้มิใช่หรือเจ้าคะ ข้าว่าท่านพี่อาจจะกำลังหลงระเริงมีความสุขอยู่กับสตรีิอีกเมืองจนลืมพี่สะใภ้เสียแล้วเป็นแน่” เฉินซูฮวา น้องสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยาง หนาวนี้เพิ่งอายุครบสิบหกปีเท่านั้น
“คงไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ บางทีท่านพี่อาจจะไม่ว่างจริง ๆ ก็ได้นะเจ้าคะถึงไม่มีเวลาเขียนจดหมายติดต่อข้า” นางกำลังพยายามปลอบใจตัวเองอยู่อย่างนั้นหรือ
“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะยุแยงพี่สะใภ้เลยนะเจ้าคะ” ว่าแล้วเฉินซูฮวาก็รีบกระเถิบตัวนั่งชิดร่างบอบบางของเหวินเป่ยลี่พร้อมบีบคลึงข้อมือนางเบา ๆ “แต่พี่สะใภ้เจ้าคะ เกือบเดือนแล้วมิใช่หรือที่ท่านพี่ข้านำทหารไปรบแล้วไม่ติดต่อกลับมาเลย ซ้ำท่านพี่ข้าหาใช่แต่เพียงรูปหล่อประหนึ่งภาพวาดอย่างเดียวนะเจ้าคะ ทั้งฐานะ ชาติตระกูลสูงส่ง สตรีน้อยใหญ่คงพร้อมใจต่อแถวรอยาวเป็นพรวนแน่เจ้าค่ะ”
“เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้เล่าซูฮวา พี่ชายของเจ้าหาใช่คนเช่นนั้นเจ้าก็ทราบดีมิใช่หรือ” เหวินเป่ยลี่แม้เสียหลักกับคำยุยงส่งเสริมของเฉินซูฮวาเล็กน้อย แต่นางก็พยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งเพราะรู้ดีแก่ใจว่าน้องสามีคนนี้ไม่ได้มีเจตนาดีเช่นใบหน้าที่กำลังแสร้งยิ้มคล้ายเห็นอกเห็นใจให้แก่นางเป็นแน่
“พี่สะใภ้รู้จักท่านพี่เท่าครึ่งที่ข้ารู้จักหรือไม่เล่าเจ้าคะถึงได้ดูมั่นใจว่าท่านพี่จะไม่มีสตรีนางอื่นจริง ๆ” เฉินซูฮวาและท่านแม่ไม่ค่อยจะชอบใจเป่ยลี่สักเท่าใดนัก เพราะถึงแม้นางจะเป็นสตรีที่มาจากจวนตระกูลเหวิน จวนแม่ทัพใหญ่ที่มีเชื้อสายราชวงศ์ ทว่านางก็เป็นเพียงบุตรบุญธรรมไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่ากาฝาก ฉะนั้นนางมิมีอันใดเหมาะสมกับเฉินซือหยาง!
พวกเขาก็เลยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบีบไม่ให้เป่ยลี่อยู่ในจวนตระกูลเฉินอย่างมีความสุข โดยอาศัยช่วงเวลาที่แม่ทัพซือหยางนำทหารออกรบ
”ฮูหยินเป่ยลี่เจ้าคะ ฮูหยินซูเจียวต้องการพบเจ้าค่ะ” เหยี่ยนถิงบ่าวรับใช้คนสนิทของฮูหยินซูเจียวมารดาแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางที่มีอำนาจในการปกครองดูแลทุกคนในจวนตระกูลเฉินเอ่ยขึ้น
“ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้” นางวางพู่กันลงจากมือ “เจ้าจะไปพบท่านแม่ของเจ้ากับข้าด้วยหรือไม่ซูฮวา”
“เจ้าค่ะ”
…
ตุ้บ!! เสื้อผ้าอาภรณ์จำนวนมากถูกโยนใส่หน้าสะใภ้ตระกูลเฉินทันทีที่นางก้าวขาเข้ามาถึงท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าสาวใช้ขี้ประจบประแจง
“ท่านแม่โยนเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ข้าด้วยเหตุอันใดกันเจ้าคะ” แววตาของนางไม่ได้ดุกร้าวแต่เต็มไปด้วยความสงสัย “ไยต้องทำกันถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าค่ะท่านแม่ ต่อหน้าสาวใช้ในเรือนปล่อยให้พวกนางหัวเราะเยาะข้า แม้ท่านแม่จะไม่ให้เกียรติข้าแต่อย่างไรข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินแม่ทัพ ช่วยให้เกียรติท่านพี่มิได้หรือเจ้าคะ”
แม้ตามศักดิ์ในจวนตระกูลเหวิน เป่ยลี่อาจเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของแม่ทัพเหวินต้าเหลียนและฮูหยินเหมยอ้ายก็จริง แต่ทุกคนให้เกียรตินาง ไม่ได้มองนางเช่นกาฝากหรือสตรีที่ต่ำต้อย ในทางกลับกันพวกเขายกย่องนางเท่า ๆ กับบุตรตามสายเลือดของท่านพ่อท่านแม่ทุกอย่าง
แต่นี่นางแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยาเอกของแม่ทัพเฉินซือหยาง นางก็สมควรได้รับการปฏิบัติจากคนรอบข้างที่ดีสมกับฐานะภรรยาไม่ใช่หรือ นางไม่ได้โอ้อวดหรือต้องการหยิ่งทะนง แต่หากคนเหล่านี้ ทำตัวไม่ให้เกียรตินางก็เท่ากับว่าไม่ให้เกียรติสามีของนางด้วยเช่นกัน
เพี๊ยะ!! ฝ่ามือหนักของฮูหยินใหญ่ตระกูลเฉินฟาดลงบนใบหน้าบอบบางแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมงดงามของเป่ยลี่อย่างแรงจนเรือนร่างนางล้มลงไปกับพื้น
“คุณหนู!!!”
“ท่านแม่…” ฝ่ามือเล็ก ๆ เลื่อนขึ้นมาจับพวงแก้มฝั่งที่โดนตบเมื่อครู่จนเนื้อแดงก่ำพร้อมกับค่อย ๆ ปล่อยหยาดน้ำตาไหลพร่างพรูออกมา
“เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าเช่นนั้นหรือ งั้นก็สมควรแล้วที่เจ้าจะต้องโดนเช่นนี้เจ้าจะได้ไม่กล้าลองดีกับข้าอีกอีก จำใส่หัวของเจ้าเอาไว้ว่าเจ้าเป็นเพียงกาฝากที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉิน แต่ข้าเป็นมารดาของซือหยาง หากมีอันใดเกิดขึ้นแม่ทัพซือหยางก็คงจะไม่เห็นเมียสำคัญกว่าแม่เป็นแน่” เอ่ยขึ้นจบฮูหยินซูเจียวก็ใช้ปลายนิ้วชี้ผลักศีรษะของนางให้ออกห่าง แล้วกระชากกลับมาอีกครั้งด้วยฝ่ามือที่กำลังบีบโครงหน้าจนเนื้อแก้มลุ่มยุบตามแรงกดจากนิ้วมือนาง “เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้แล้วเจ้าจะมีชีวิตที่สุขสบาย มีความสุข เพราะข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็นจนเจ้าทนไม่ไหวต้องรีบเก็บข้าวเก็บของกลับจวนตระกูลเหวินของเจ้าเป็นแน่”

