#####บทที่ 7
“คุณหนูคิดอันใดอยู่เจ้าคะ ดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่”
“มิมีอันใดหรอก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าดับตะเกียงเถิด” นางพยายามข่มตาหลับเพื่อให้ลืมเรื่องราวที่ก่อกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลาเหล่านี้เสียที
…
“เจ้าวิ่งหน้าตาตื่นมามีอันใดหรือหลิ่งจิน” นี่คงเป็นเช้าตรู่ในรอบสองเดือนที่นางสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจวนตระกูลเฉินได้อย่างเต็มปอด เพราะวันนี้แม่สามีและน้องสามีออกไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งหนิงลี่ หนิงเหอให้คอยกลั่นแกล้ง เหน็บแนมเป่ยลี่ในเวลาที่นายตนไม่อยู่
“เมื่อครู่ข้าออกไปตลาดมาเจ้าค่ะจึงได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ากองทัพที่ท่านแม่ทัพใหญ่นำออกรบเมื่อสามเดือนก่อนได้รับชัยชนะกลับมาเจ้าค่ะ” เมื่อนางได้ยินเช่นนั้น จึงรีบกลับมาที่จวนตระกูลเฉินเพื่อแจ้งข่าวดีให้กับคุณหนูเป่ยลี่ของนางได้ทราบทันที
“จริงหรือ” นางรีบวางผ้าพันคอผืนนุ่มลงบนเก้าอี้ ผ้าพันคอผืนนี้นางตั้งใจเย็บปักถักร้อยประณีตงดงามทุกขั้นตอนเพื่อมอบให้สามีหลังจากที่เขากลับมาไว้ได้ใช้ในยามเหมันตฤดูที่จะเวียนมาถึงอีกคราว “แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ที่ใดเล่า เจ้ารู้หรือไม่”
“ข้าได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าท่านแม่ทัพกลับมาถึงเมืองหลวงได้หลายวันแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ก็คงจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้อยู่ที่พระราชวังแล้วรับบำเหน็จบำนาญความดีความชอบที่สามารถนำทัพรบชนะเป็นแน่เจ้าค่ะ” หลิ่งจินนางก็ทราบมาเพียงเท่านี้
“ข้าดีใจเหลือเกินหลิ่งจิน” นางแสดงอาการดีใจออกมาอย่างไม่ปิดบังเมื่ออยู่ต่อหน้าสาวรับใช้คนสนิท “เจ้าว่าท่านพี่คิดถึงข้าบ้างหรือไม่”
“ต้องคิดถึงสิเจ้าคะ เพราะคุณหนูเป็นสตรีที่ท่านแม่ทัพรักจนกระทั่งแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินแล้วยกคุณหนูขึ้นมาเป็นฮูหยินเอกอย่างไรเล่าเจ้าคะ” วันนี้ก็คงจะเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนเช่นเดียวกันที่คุณหนูเป่ยลี่ของนางมีใบหน้าอิ่มเอิบ กลับมายิ้มแย้มสดใสได้เต็มริมฝีปากอีกคราวเพราะบุรุษที่นางตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอเดินทางถึงเมืองหลวงแล้ว
“หยุดฝันหวานเอาไว้ก่อนเถิดเจ้าค่ะฮูหยิน เพราะถ้าเกิดท่านแม่ทัพพาสตรีนางอื่นกลับมาด้วย ใบหน้าสวย ๆ ที่แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมชั้นดีเมื่อยามอิ๋นนั่นจะเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาเช็ดหัวเข่า” หนิงลี่ เดินลอยหน้าลอยตาเข้ามาเลียบศาลาริมคลองหลังจวนตระกูลเฉินที่ฮูหยินเป่ยลี่และสาวรับใช้คนสนิทกำลังนั่งสนทนากันอยู่
นางจำได้…จดหมายฉบับล่าสุดที่ท่านแม่ทัพใหญ่ส่งมาถึงฮูหยินเป่ยลี่และถูกดักเก็บไว้กลางทางที่เฉินฮูหยินท่านแม่ทัพบอกว่ากำหนดการถึงเมืองหลวงอีกหกวันข้างหน้ามิใช่หรือ
ไยชาวบ้านในตลาดถึงร่ำลือกันว่าได้รับชัยชนะกลับมาและกำลังเข้าเฝ้าฮ่องเต้เล่า หรือกองทัพอาจอาจเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิมฉะนั้นหลังจากที่นางทราบข่าว นางจึงรีบให้ให้หนิงเหอไปรายงานเฉินฮูหยินและคุณหนูซูฮวาที่วัดประจำตระกูลทราบอย่างทันท่วงทีเพื่อมิให้เป่ยลี่ได้หน้าอยู่ฝ่ายเดียว
“มิมีผู้ใดเคยสั่งสอนเจ้าหรือว่าไม่ควรยื่นมือเข้าไปสอดในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตน” ฮูหยินเป่ยลี่กำลังอารมณ์ดีอยู่เมื่อครู่กลับได้ยินประโยคถากถางจากสาวรับใช้คนสนิทของคุณหนูซูฮวาทำให้เริ่มรู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาเล็กน้อย “และที่สำคัญหากข้าจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า ก็หาใช่เรื่องที่ทำให้ชีวิตเจ้าสูงส่งขึ้นมาจากเดิมไม่”
“ฮูหยิน!!”
“จงจำไว้เถิดว่าข้าคือฮูหยินของบุรุษที่เจ้าหมายตาทว่าไม่เคยแม้กระทั่งได้ร่วมเตียง จริงอยู่ที่กำพืดแท้จริงของข้า ชาติตระกูลของข้าอาจเท่าเทียมกับเจ้าซึ่งเป็นเพียงบุตรสาวคนธรรมดา พ่อค้าแม่ค้า สาวรับใช้ในเรือน แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสตรีเช่นข้าคือคนที่ท่านพี่ยกย่องในฐานะภรรยาเอก แล้วเจ้าเล่าสูงส่งมาจากที่ใด เหตุใดท่านพี่ของข้าถึงมิอยากชายตาแลเจ้าด้วยซ้ำ” เป่ยลี่หาได้ต้องการพูดเพื่อข่มอีกฝ่ายว่าตนเองอยู่เหนือกว่าไม่ “ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ เจ้าจะฟังข้าแล้วทำหูทวนลมหรือเก็บคำพูดของข้าไปคิดพินิจดูก็ล้วนแต่ใจเจ้า หนิงลี่ คุณค่าของเจ้าและข้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดขุนนางหรือสายเลือดไพร่ ย่อมมีทั้งดีและชั่วปะปนกันไป”
“แล้วอย่างไรเจ้าคะ!” หนิงลี่ ผิดจากบัวใต้โคลนตมที่ต่อให้จะอบรมบ่มนิสัยสักเพียงใดก็ไม่สามารถโผล่พ้นขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำได้จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีทั้งรากทั้งโคนคงจะเน่าเฉาและตายไปในที่สุด
“ข้าจะสอนเจ้าอย่างไรเล่าต่อให้เจ้าจะเกิดในชาติตระกูลที่ไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นขุนนาง เป็นเสนาบดีชนชั้นสูง แต่หากจิตใจของเจ้าไม่ได้คิดสกปรกต่อผู้อื่น เจ้าก็สามารถสูงส่งได้โดยไม่ต้องพึ่งชาติกำเนิด” นางไม่เคยน้อยใจชะตาชีวิตตนเองที่เป็นเพียงบุตรบุญธรรมของเหวินต้าเหลียนและฮูหยินเหมยอ้ายโดยหาได้มีสายเลือดตระกูลเหวินไม่ เพราะท่านแม่สอนนางเสมอว่าคนเราเลือกเกิดมิได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้
“ฮูหยินอย่าโลกสวยไปเลยเจ้าค่ะ การเกิดมาบนกองเงินกองทองย่อมมีชัยไปแล้วเกินครึ่ง” หนิงลี่กล่าว
“ต่อให้จะเกิดบนกองเงินกองทอง รายล้อมไปด้วยสาวรับใช้มากมาย แต่หากทำตัวต่ำต้อย ชอบดูถูกดูหมิ่นเช่นคนไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอน เลือดในกายเจ้าก็หาได้ช่วยให้จิตใจที่มันสกปรกสูงส่งขึ้นมาได้ไม่” ตัวอย่างก็มีให้เห็นมิใช่หรือ คุณหนูซูฮวา หยิ่งทะยง ชูคอในอำนาจวาสนาเพราะถืิอว่ามิมีผู้ใดกล้าเหิมเกริมกับนางจึงลงไม้ลงมือกับบ่าวไพร่จนผู้คนเข็ดขยาด แม้นต่อหน้าคนเหล่านั้นจะยกยอปอปั้นเชิดชูนางอย่างไร ทว่าเป่ยลี่อยู่ในโรงครัว ทำหน้าที่เยี่ยงคนงานคนหนึ่งในจวนตระกูลเฉินย่อมคลุกคลีกับสาวรับใช้มากมายที่เมื่อยามว่างก็มักจับกลุ่มกันนินทาเจ้านาย
บ้างก็ว่า “หนาวนี้คุณหนูซูฮวาอายุสิบหกปีแล้ว ข้ายังมิเห็นวี่แววว่าจะมีบุรุษดีดีจากจวนขุนนางตระกูลใด มาทาบทามสู่ขอไปเป็นภรรยาประดับบารมีไม่…พวกเขาคงเกรงว่าจวนจะร้อนดั่งไฟเพราะนางกระมัง”
“เดี๋ยวพอใกล้เลยวัยที่ควรจะออกเรือน เฉินฮูหยินคงนำลูกสาวใส่ตะกร้าล้างน้ำแล้วยัดเยียดให้ไปตบแต่งกับบุตรชายขุนนางจวนใดสักจวนกระมัง หรือไม่ก็นำทรัพย์สินเงินทองที่ฮูหยินมีซื้อบุรุษเข้ามาประดับบารมีเพื่อมิให้น้อยหน้าผู้ใด ฮูหยินคงไม่ปล่อยให้บุตรสาวตัวเองขึ้นคานจนกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน อับอายขายขี้หน้าวงศ์ตระกูลเป็นแน่”
“เก็บความหวังดีของฮูหยินไว้สั่งสอนสาวใช้ตนเองเถิดเจ้าค่ะ” หนิงลี่ก็เปรียบเสมือนไม้แก่ที่ดัดยาก
“…” เป่ยลี่เงียบ นางจะถือเสียว่านางได้สั่งสอนและว่ากล่าวตักเตือนเท่าที่นางพอจะทำได้ไปแล้ว นับจากนี้ก็อยู่ที่หนิงลี่ว่าจะสามารถรับและนำคำพูดของนางไปคิดบ้างหรือไม่ มิเช่นนั้นหากหนิงลี่ยังอยู่ในสภาพเช่นเดิม วันข้างหน้าคงมีปัญหารุมเร้า เกิดเรื่องเกิดราวเพราะความหยิ่งยโสเกินตัวของนาง
“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพกลับมาถึงจวนแล้วขอรับฮูหยิน” บ่าวรับใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นรีบมารายงานข่าวดีให้นางได้ทราบ
