#####บทที่ 9
สตรีเรือนร่างแบบบาง สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองอร่ามแลดูแล้วมีสง่าราศี ซ้ำใบหน้าและผิวพรรณของนางหมดจรดแสดงให้เห็นว่าผ่านการอบร่ำเครื่องหอม ขัดสีฉวีวรรณอย่างดีหาได้ธรรมดาเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปไม่ ซ้ำดูกิริยามารยาทนั่นเถิด วางตัวดี จะก้าวจะย่างแต่ละครั้งอ่อนช้อยราวกับเคลื่อนไหวอยู่ในปุยเมฆ ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียจริง…
แต่นางคือผู้ใดกัน เล่าเหตุใดถึงใช้สรรพนามเรียกสามีของนางอย่างสนิทสนมว่าท่านพี่เช่นนั้น…
แล้วเหตุใด…สตรีสูงส่งนางนี้ถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในจวนตระกูลเฉินยามที่ท่านพี่เพิ่งจะกลับจากคุมการศึกเพียงไม่ถึงชั่วก้านธูป
“ผู้ใดกันหรือเจ้าคะท่านพี่” เป่ยลี่จ้องมองสตรีตรงหน้าที่กำลังยืนประชิดสามีของนางอย่างไม่ละสายตา
“เอ่อ…นี่คือ คุณหนูลู่ฟางเหนียน บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธาตระกูลลู่ ผู้ที่ดูแลด้านการสร้างถนน ขุดลอกคลองต่าง ๆ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางแนะนำสตรีข้างกายเขาให้แก่ภรรยาเอกได้ทำความรู้จักกันเบื้องต้น
“ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินเป่ยลี่ ข้านามว่าลู่ฟางเหนียน” แม้กระทั่งวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังไพเราะถึงเพียงนี้
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะคุณหนูลู่ฟางเหนียน” นางยิ้มรับไมตรีจากลู่ฟางเหนียนอย่างเป็นมิตร “แล้วคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่มาที่จวนตระกูลเฉินด้วยเหตุอันใดกันเจ้าคะ”
“ระหว่างทางที่ข้าเดินทางกลับมายังเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่พระราชวัง บังเอิญได้พบกับคุณหนูลู่ฟางเหนียนที่กำลังโดนโจรดักปล้นรถม้าขณะออกมาซื้อผ้าแพร ผ้าไหม ข้าก็เลยรีบเข้าไปช่วยและได้พูดคุยกันจึงได้ทราบว่านางคือบุตรสาวใหญ่สกุลลู่ที่ร่ำเรียนการเย็บปักถักร้อยกับพระสนมรองสกุลลู่ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา (น้าผู้หญิง) ที่ตำหนักหลัง…พอฮ่องเต้ทรงทราบ พระองค์ก็เลยปูนบำเหน็จความดีความชอบที่ข้ารบศึกชนะด้วยการพระราชทานคุณหนูลู่ฟางเหนียนให้เป็นภรรยาพระราชทานแต่งเข้าจวนตระกูลเฉิน” แม่ทัพใหญ่ซือหยางอธิบายยาวเหยียดถึงจุดเริ่มต้นและสาเหตุที่เขาต้องรับคุณหนูลู่ฟางเหนียนแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยาอีกคนหนึ่ง
“เช่นนั้นหรือเจ้าค่ะ” แม้หัวใจของนางตอนนี้จะบีบรัด เจ็บปวดจนอยากหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมาแต่ก็ทำได้เพียงแค่ฝืนยิ้มยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น
“เจ้าเข้าใจข้าใช่หรือไม่เป่ยลี่” แม่ทัพใหญ่ซือหยางเข้าไปประคองสองแขนนุ่มนิ่มของภรรยาแล้วยกขึ้นมาเสมอแผงอกแกร่งกำยำคล้ายกับต้องการอ้อนวอนให้นางเห็นอกเห็นใจ
“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านปู่และท่านพ่อข้าก็เป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเช่นเดียวกับท่านพี่ หากทำความดีความชอบรบศึกชนะก็มักจะได้รับพระราชทานรางวัลปูนบำเหน็จตอบแทนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศหรือแม้กระทั่งภรรยาพระราชทานที่ตามขนบธรรมเนียมหาได้ควรปฏิเสธไม่มิเช่นนั้นผู้อื่นเขาอาจครหาว่าหยิ่งจองหองและเป็นภัยแก่วงศ์ตระกูลในภายภาคหน้า”
แต่นางก็ไม่คิดเหมือนกัน…บุรุษที่เคยให้สัญญาไว้กับนางว่าจะยกย่อง เชิดชูนางเป็นภรรยาแต่เพียงผู้เดียว วันนี้เขากลับน้อมรับภรรยาพระราชทานจากฮ่องเต้โดยง่ายดายหาได้ยื่นข้อต่อรองใดใดไม่ เพราะถึงแม้ตามขนบธรรมเนียมท้องพระโรงในราชสำนักจะไม่ควรปฏิเสธสิ่งของพระราชทานที่เบื้องบนทรงพระราชทานให้เพราะเป็นการหักหน้าและมิรักษาน้ำใจ ทว่าหากเขาไม่เต็มใจรับนางผู้นั้นก็สามารถทูลกับฮ่องเต้เป็นการส่วนพระองค์เพื่อขอพระราชทานปูนบำเหน็จของรางวัลสิ่งอื่นแทนได้อย่างที่ท่านพ่อและท่านปู่ของนางทำมาโดยตลอดมิใช่หรือ
ทว่า…เขาเลือกที่จะรับเมียพระราชทานแต่งคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่นามว่าฟางเหนียนเข้าจวนสกุลเฉินในฐานะภรรยาอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะต้องการเสริมอำนาจ เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองตระกูลใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางให้แน่นแฟ้นเป็นทองแผ่นเดียวกันเช่นนั้นหรือ?
“ฮูหยินเป่ยลี่ช่างใจกว้างจริง ๆ นะเจ้าคะ ได้ยินเช่นนี้แล้วข้าคงสบายใจขึ้นมาหน่อยเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้ากังวลยิ่งนักว่าฮูหยินจะว่าเช่นใดบ้าง จะมิพอใจหรือมีการอิจฉาริษยาระหว่างฮูหยินเอก ฮูหยินรองเช่นที่ข้าเคยได้ฟังจากสหายสตรีจวนอื่นหรือไม่” คุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก เดิมทีนางก็หาได้อยากแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินที่ตำแหน่งภรรยาเอกมีผู้จับจองแล้วไม่ เพราะเกรงเรื่องกลั่นแกล้ง ชิงดีชิงเด่น แย่งความรักความสนใจจากสามี เหมือนที่นางเห็นชีวิตในวังหลังของพระมาตุจฉา พระสนมสกุลลู่ ที่แม้ภายนอกจะปั้นหน้ายิ้ม แต่ลับหลังกลับหาทางเป็นที่หนึ่ง ต้องโดดเด่นเพื่อเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้
แต่นางก็ไม่อาจขัดประสงค์ของฮ่องเต้ ฮ่องเฮา และพระสนมเอกที่คอยจัดแจงให้นางลงเอยกับแม่ทัพซือหยางเพื่อขัดขวางมิให้นางแต่งกับพระโอรสองค์ใดสักองค์ของฮ่องเต้มิเช่นนั้นอำนาจในวังหลังอาจครอบคลุมไปด้วยคนจากตระกูลลู่ได้
ที่สำคัญ…องค์ชายห้าพระโอรสในพระสนมสกุลเจี้ยหมายตาลู่ฟางเหนียน หวังจะตบแต่งนางเพื่อประดับบารมีและยืมมือเสนาบดีกรมโยธาสนับสนุนเขาไปถึงแท่นบัลลังก์ทอง ทว่าท่านพ่อของนางมิต้องการให้บุตรสาวเข้าไปเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ วังหลังที่มิได้สุขสบายเยี่ยงภาพจำของประชาชนทั่วไป ซ้ำยังมีตัวอย่างให้นางเห็น พระสนมสกุลลู่ พระมาตุจฉาของนาง…ท่านพ่อจึงเกลี้ยกล่อมให้นางแต่งไปกับแม่ทัพใหญ่ซือหยางเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพราะหากนางแต่งกับบุรุษอื่นแล้ว องค์ชายห้าก็คงมิกล้ายุ่ง และต่อให้นางจะเป็นเพียงภรรยารอง แต่ก็เชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถดูแล ปกป้องบุตรสาวของตนเองได้
คราวแรก ขณะนั่งรถม้ามาที่จวนตระกูลเฉิน ความคิดในหัวของนางฟุ้งซ่าน ปั่นป่วนยิ่งนัก ทว่าพอนางได้ยินฮูหยินเป่ยลี่เข้าอกเข้าใจท่านแม่ทัพใหญ่ซือหยางถึงสาเหตุที่ต้องรับภรรยาพระราชทานเช่นนางแต่งเข้าจวนตระกูลเฉิน และดูทีท่านางจะใจกว้าง หาได้เป็นพิษเป็นภัยหรือมีรอยชิงชังในแววตาไม่ ฟางเหนียนก็โล่งใจขึ้นเป็นกอง
แต่นางก็หาได้มั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าภายนอกอีกฝ่ายจะดูเป็นมิตร มิมีพิษมีภัยต่อนางจริง ทว่าผู้ใดจะทราบเป่ยลี่อาจเป็นสตรีประเภทซ่อนดาบในรอยยิ้ม (สำนวนจีน หมายถึง คนที่ดูภายนอกจิตใจดี อ่อนโยน ทว่าภายในกลับโหดร้าย ไม่น่าไว้วางใจ) เพราะแปลกนัก จะมีสตรีสักกี่คนกันเล่าที่ใจกว้างพอสามารถยิ้มรับภรรยาอีกคนหนึ่งของสามีได้จริง ๆ
“เจ้าค่ะ ข้าใจกว้างพอที่จะให้สามีรับภรรยาอีกคนเข้ามาเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลใหญ่ให้แน่นเฟ้นขึ้นไปอีกเจ้าค่ะ…ข้ายังมิได้อวยพรให้ท่านพี่กับภรรยาเลยเจ้าค่ะ” แต่หารู้เลยไม่ว่าในใจของนางตอนนี้มันตรงข้ามกับวาจาที่ถูกกล่าวออกไปทุกประการ “ข้าขอให้ทั้งสองครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันนะเจ้าคะ”
“ขอบใจเจ้าค่ะฮูหยินเอก”
“เชิญฮูหยินรองตามสบายเลยเจ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อน”
เป่ยลี่หันหลังแล้วรีบก้าวยายาว ๆ เดินไปให้ถึงหอนอนของตนโดยเร็วที่สุด เพราะมิอยากร้องไห้แสดงความอ่อนแอต่อหน้าให้ผู้อื่นมาหัวเราะเยาะว่าฮูหยินเอกตกกระป๋องจนน้ำตาต้องเช็ดหัวเข่า
