บท
ตั้งค่า

#####บทที่ 6

“เจ้าค่ะ”

เกือบสองเดือนที่ผ่านมา เป่ยลี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของมารดาสามีจนฝ่ามือหยาบกร้านหาได้อ่อนนุ่มเหมือนอยู่จวนตระกูลเหวินไม่ ทุกครั้งนางมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัดจากคุณหนูซูฮวา แต่นางก็เลือกที่จะยอมโดนกระทำ เจียมเนื้อเจียมตัว เลี่ยงการมีปากเสียงโต้เถียงเพื่อลดแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเริ่มรู้สึกว่าตนโดนข่ม

“ตรงนี้ยังไม่สะอาดเลยเจ้าค่ะ” คุณหนูซูฮวาหยิบถ้วยน้ำแกงร้อนราดลงบนพื้นที่ฮูหยินเป่ยลี่เพิ่งจะขัดถูไปเมื่อครู่

“ตรงนี้ด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน” หนิงลี่โปรยเม็ดน้ำตาลจนพื้นเรือนเหนียวเหนอะยากต่อการเช็ดถูทำความสะอาด “ข้าไม่ทันระวังเองเจ้าค่ะ”

รอยยิ้มเย้ยหยันที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งสามคน โดยเฉพาะสองสาวรับใช้คนสนิทหนิงลี่ หนิงเหอ แม้นางอาจไม่ชอบใจสักเท่าใด แต่นางก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบแล้วทำหน้าที่ของตนเองต่อไป

…

“แกงจืดนี่รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าผู้ใดจะกินลงเล่า!!” เฉินฮูหยินยกถ้วยแกงจืดเต้าหู้ราดศีรษะของลูกสะใภ้ที่นางไม่ยอมรับจึงหาหนทางกลั่นแกล้งจนอาภรณ์เปียกโชกไปทั้งตัว

“…”

“อาหารนี่รสชาติห่วยแตก ไม่ได้เรื่องสักอย่าง เจ้าเก็บไว้กินเองเถิด!!” อาหารที่เป่ยลี่ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือทุกมื้อมักจะได้รับคำติเตียน กระแทกแดกดันแล้วจบด้วยการเทราดศีรษะนางเสมอ “และที่สำคัญเจ้าทำแกงจืดเต้าหู้ ผัดผักรวม ซุปปลาจืด ๆ ให้ข้ากับบุตรสาวของข้ากินงั้นหรือ อาหารบางอย่างมันก็ไม่ได้เหมาะสมสำหรับการวางไว้บนโต๊ะอาหารของคนชั้นสูงหรอกนะเพราะมันจะดูผิดที่ผิดทาง” เฉินฮูหยินเหลือบตามองเป่ยลี่ปรารถนาให้รู้ตัวว่าสิ่งที่นางพูดไปเมื่อครู่ไม่ได้หมายถึงเพียงสำรับอย่างเดียวแต่ต้องการเหน็บแนมอีกฝ่ายด้วย

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” นางน้อมรับความผิดเหล่านั้นอย่างจำยอม

“เจ้ารู้จักเห็ดพวกนี้หรือไม่หนิงลี่ หนิ่งเหอ” เฉินฮูหยินเอ่ยถาม

“รู้จักเจ้าค่ะเฉินฮูหยิน เป็นเห็ดที่ขึ้นตามพื้นดิน ตามขอนไม้ผุพังหลังเรือนอย่างไรเล่าเจ้าคะ” หนิงลี่ตอบเสียงใส

“เห็ดพวกนี้ต่อให้จะเอามาปรุงรส ใช้กรรมวิธีหรือจัดสำรับอย่างไรให้ดูสวยหรู ดูเลอค่าเป็นอาหารที่เหมาะแก่ชนชั้นสูง แต่แท้จริงแล้วมันก็เป็นเพียงเห็ดธรรมดาที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน ตามขอนไม้ไม่ได้มีราคาเหมือนเห็ดเลี้ยงที่ถูกฟูมฟัก รดน้ำ ดูแลอย่างดีไม่” แววตาของนางยังเต็มไปด้วยความชิงชัง “พวกเจ้าจำไว้เถิดหนิงลี่ หนิงเหอชาติกำเนิดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้พวกเจ้าจะถูกยกยอขึ้นมาให้สูงส่งสักเพียงใด แต่เนื้อแท้แล้วก็ยังคงต่ำต้อยเช่นกำพืด กาหรือจะกลายเป็นหงส์ไปได้”

“เจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวสองคนเจียมเนื้อเจียมตัวดีเจ้าค่ะว่ากำพืดของบ่าวเป็นเพียงแค่บุตรสาวของคนงานในจวนตระกูลเฉิน บ่าวหาได้กล้ามักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินตัวไม่เจ้าค่ะ” หนิงลี่เหยียดยิ้มมุมปากพลางพูดจาประจบสอพลอเจ้านายด้วยการเหน็บแนมฮูหยินเป่ยลี่เป็นระยะ ๆ

…

ความชิงชังในใจมารดาสามีและน้องสามี ดูเหมือนไม่ได้ลดลงตามความคาดการณ์ของเป่ยลี่ตั้งแต่เริ่มแรกเลยสักนิดไม่

ตอนนี้ร่างกายของนางเหนื่อยล้า นอนหลับไม่เคยเต็มอิ่ม เพราะต้องตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น (03.00 น.- 04.59 น.) ไปหาบน้ำจากริมคลองมาต้มให้มารดาสามีอาบทุก ๆ เช้า พอยามเหม่า (05.00 น. - 06.59 น.) นางต้องลงครัว ไปเป็นลูกมือให้บ่าวกดขี่ ใช้แรงงานยิ่งกว่าทาส หลังจากนั้นก็คอยเช็ดถูทำความสะอาดพื้นเรือน เครื่องเรือน ซักอาภรณ์ ตัดเล็มหญ้า คล้ายนางเป็นคนงานคนหนึ่งในจวน กว่านางจะได้นอนพักผ่อน หลังถึงหมอนจริง ๆ ก็ปาไปปลายยามห้ายแล้ว (21.00 น. - 22.59 น.)

“กลับเรือนเรากันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู บ่าวทนเห็นคุณหนูอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้อีกแล้ว… ตอนที่คุณหนูอยู่จวนเหวิน ฮูหยินเหมยลี่และท่านแม่ทัพไม่เคยให้คุณหนูต้องตกระกำลำบาก ทำงานหนักถึงเพียงนี้เลยนะเจ้าคะ” ใบหน้าซูบผอม ขอบตาลึกดำคล้ำของสตรีทำให้หลิ่งจินอดสงสารไม่ได้

“เจ้าจะให้ข้าถอดใจง่าย ๆ อย่างนั้นหรือหลิ่งจิน นี่ท่านพี่ก็ไปราชการคุมการศึกเนิ่นนานนับสามเดือนแล้ว ข้ามั่นใจว่าอีกไม่กี่วันท่านพี่ต้องกลับมาเป็นแน่” นางเฝ้ารอนับวันที่ท่านพี่จะกลับมาโอบกอดและคอยปกป้องนางดังสัจจะวาจาที่เคยสัญญาไว้กับท่านพ่อท่านแม่ของนาง

“แล้วเมื่อใดกันเจ้าคะ คุณหนูต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันเจ้าคะ” ฝ่ามือที่เคยเรียบเนียนนุ่มทุกครั้งยามสัมผัสบัดนี้เริ่มหยาบกร้านเพราะการทำงานหนักตั้งแต่เช้าจนถึงมืดค่ำ

“ข้าไม่รู้…” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แสดงออกถึงความไม่แน่นอน ไม่มั่นใจ

ในการออกรบ ตั้งฐานทัพ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่าแรมเดือนแรมปี มิได้มีสิ่งอำนวยความสะดวก มิได้มีสาวใช้ล้อมหน้าล้อมหลังคอยจัดการดูแลเรื่องต่าง ๆ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารการกินก็หาได้สุขสบายเทียบเท่าตอนอยู่จวนตระกูลเฉินไม่ แล้วป่านนี้ท่านพี่ของนางเล่าจะเป็นเช่นใดบ้าง ทุกข์ยากอย่างไรมิเคยส่งข่าว หรือท่านพี่กำลังวางกลการศึกจนขอบตาดำคล้ำอย่างคนอดหลับอดนอน…

ท่านพี่คงใช้ชีวิตลำบากไม่ใช่น้อย

อีกใจลึก ๆ หารู้เลยไม่ว่าคำพูดของซูฮาวาเมื่อครั้งนั้นก็ยังคงตามหลอกหลอนนางมาจนถึงทุกวันนี้ “ท่านพี่ซือหยางของข้าเพิ่งจะแต่งพี่สะใภ้เข้ามาในจวนได้แค่สามเดือนเศษ แต่ยามออกคุมการศึกเช่นนี้กลับไม่มีจดหมายส่งมาถึงพี่สะใภ้สักฉบับเดียว หากเป็นคนสำคัญต่อให้จะยุ่งเพียงใดก็ต้องหาเวลามาติดต่อให้จนได้มิใช่หรือเจ้าคะ ข้าว่าท่านพี่อาจจะกำลังหลงระเริงมีความสุขอยู่กับสตรีิอีกเมืองจนลืมพี่สะใภ้เสียแล้ว”

หากท่านพี่กำลังมีความสุขอยู่กับสตรีนางอื่นจริง ๆ เล่า นางควรทำเช่นใดหรือ?

หากไปคุมการรบคราวนี้ ท่านพี่มิได้กลับมาตัวผู้เดียว แต่พาสตรีอีกนางหนึ่งซึ่งมีศักดิ์เป็นภรรยากลับมาด้วยเล่า นางจะสามารถยอมรับได้หรือไม่? ทั้งชีวิตนางวาดฝันปรารถนาอยากเป็นเพียงหนึ่ง เพราะไม่อยากไปสู้รบปรบมือ อิจฉาริษยากับเมียเล็กเมียน้อยของสามี ไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงว่าสามีจะรักสตรีอื่นมากกว่าตนแล้วยกสตรีนางนั้นขึ้นมาเหนือตนหรือไม่…

นางอยากออกเรือนกับบุรุษธรรมดาด้วยซ้ำ ไม่ต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตแต่ขอแค่รักนางเพียงผู้เดียว ทว่าความรักมันมิสามารถหักห้ามได้…ท่านพี่เคยสัญญากับนางว่า ท่านพี่จะเป็นแบบท่านพ่อแม่ทัพใหญ่ต้าเหลียนที่จะตกหลุมรักเพียงสตรีนางเดียว และไม่ชายตาแลสตรีนางใดให้เมียต้องเจ็บน้ำใจเป็นอันขาด

แต่…นางก็ทราบดี การมีตำแหน่งใหญ่ใตในราชสำนักย่อมไม่พ้นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่งภรรยาเข้ามาในเรือนเพื่อเสริมรากฐานตระกูลให้มั่นคง นำไปสู่ลาภอันหอมหวนที่รออยู่เบื้องหน้า และที่สำคัญหากทำความดีความชอบให้แก่บ้านเมือง อาจได้รางวัลตอบแทนเป็นเมียพระราชทานที่หาได้ควรปฏิเสธไม่

นางเติบโตมาในจวนแม่ทัพใหญ่ถึงสองรุ่น เหตุการณ์เหล่านี้นางย่อมเคยเห็นและรู้ดี ยามที่ท่านพ่อและท่านปู่ไปออกรบ ตีแคว้นต่างๆ จนสำเสร็จ บางครั้งก็มีเมียพระราชทานที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ ทว่าพวกเขากลับปฏิเสธ ซึ่งแน่นอนว่าแม้มันมิใช่ขนบธรรมเนียมทีี่พึงกระทำ แต่ก็หาได้มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเองไม่

ท่านปู่ของนาง เป็นราชบุตรเขยของฮ่องเต้ ฉะนั้นท่านพ่อก็คือ พระราชนัดดา ย่อมมิมีขุนนางหรือเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ตระกูลใดกล้าติเตียนเพราะเกรงว่าหัวจะหลุดออกจากบ่า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel