#####บทที่ 4
“คุณหนูเป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะ เจ็บมากหรือไม่” หลิ่งจินถามย้ำคำถามเดิมกับเป่ยลี่มาเกือบหนึ่งเค่อ (1เค่อ เท่ากับ 15 นาที) แล้ว แต่นางก็ยังคงนั่งเงียบ มิปริปาก ไม่ยอมพูดจาราวกับมีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ในใจตลอดเวลา
“บ่าวเป็นห่วงคุณหนูนะเจ้าคะ”
“เมื่อใดท่านพี่จะกลับมาเล่าหลิ่งจิน อีกนานหรือไม่ ที่ข้าต้องทนให้ท่านแม่และซูฮวาวาข่มเหงรังแกเช่นนี้” ใบหน้าของนางเรียบนิ่งไม่ได้แสดงอารมณ์ใดใดออกมาให้หลิ่งจินต้องเป็นกังวล
แต่ภายในใจของนางกำลังว้าวุ่น คิดไม่ตก ว่าหากแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางอยู่ด้วยนางคงไม่ถูกกลั่นแกล้งถึงเพียงนี้ใช่หรือไม่ เพราะพวกเขาต่างก็เกรงใจและไว้หน้าท่านพี่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่หากแคล้วจากท่านพี่เล่า นางคงโดนโขกสับจนตายคาจวนเลยหรือ…
ท่านพี่เป็นคนของราชสำนักจะนำทหารออกรบใช้เวลาแรมเดือนแรมปีก็ไม่อาจทราบได้ แล้วทุกครั้งที่ท่านพี่ไม่อยู่นางต้องทนอยู่ในสภาพที่โดนโขกสับเช่นนี้หรือ…
“คุณหนูอย่ายอมนะเจ้าคะ อย่าเป็นคนอ่อนแอจนพวกเขาได้ใจว่าพวกเขาจะข่มเหงรังแกคุณหนูอย่างไรก็ได้ คุณหนูต้องเข้มแข็งยืนหยัดเพื่อปกป้องตัวเองนะเจ้าคะ ลำพังบ่าวคงไม่สามารถช่วยเหลืออันใดคุณหนูได้มากกว่านี้ เพราะบ่าวก็เป็นเพียงสาวใช้ในเรือน แต่คุณหนูเป็นสะใภ้ของตระกูลเฉิน เป็นภรรยาเอกของแม่ทัพใหญ่ซือหยางคุณหนูต้องท่องความจริงข้อนี้ไว้ให้แม่นนะเจ้าคะ”
“เจ้าจำเหตุการณ์เมื่อครู่ได้หรือไม่ที่ข้ากล้าต่อปากต่อคำกับนางเพราะข้าคิดว่าข้าจะไม่ยอมให้นางข่มเหงรังแกข้าอยู่ฝ่ายเดียว แต่ท้ายสุดแล้วเป็นอย่างไรเล่า ทุกอย่างมันแย่ลงกว่าเดิมหลิ่งจิน สู้ข้าอยู่เงียบ ๆ เจียมเนื้อเจียมตัวข้าคงมิโดนหนักเช่นนั้น อย่างที่ซูฮวาว่าข้าเป็นใคร ส่วนนางเป็นใครในจวนตระกูลเฉิน ต่อให้ข้าจะมีฐานะเป็นสะใภ้ของตระกูลเฉินก็จริง ทว่าข้าเป็นเพียงผู้อาศัย ส่วนนางเป็นน้องสาวของท่านพี่และนั่นก็มารดาของท่านพี่ สายเลือดไม่มีวันตัดกันขาดหรือเลิกเป็นได้ แต่เมียอย่างข้าจะเลิกเมื่อใดก็มิมีผู้ใดทราบการณ์ล่วงหน้า” จริงแท้อย่างที่นางกล่าวทุกประการ นับจากนี้นางมิรู้เลยว่าแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางจะเสร็จจากการนำทหารออกรบเมื่อใด ฉะนั้นผู้ที่คุมอำนาจใหญ่ที่สุดในจวนตระกูลเฉินตอนนี้ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากฮูหยินซูเจียงมารดาของบุรุษ
ฮูหยินเฉินซูเจียงชังน้ำหน้านางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางจะถือโทษ เจ้าคิดเจ้าแค้นมารดาสามีก็คงหาใช่เรื่องที่สะใภ้ควรทำไม่ สู้นางอยู่ในจวนตระกูลเฉินอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ว่านอนสอนง่าย เผื่อวันหนึ่งอาจสามารถเอาชนะใจแม่สามีได้ไม่ดีกว่าหรือ
นางเป็นภรรยาเอกของแม่ทัพใหญ่ซือหยาง ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมาอยู่อาศัยจวนตระกูลเฉินในฐานะสะใภ้ ผูกมิตรไมตรีญาติดีกับแม่สามีและน้องสาวสามีย่อมเป็นการดีกว่าสร้างศัตรู
“แล้วคุณหนูจะทำเช่นไรเจ้าคะ ยอมให้เฉินฮูหยินและคุณหนูซูฮวารังแกอยู่เช่นนี้หรือเจ้าคะ” หลิ่งจินไม่เข้าใจ นี่ไม่ใช่นิสัยของคุณหนูเป่ยลี่ที่นางรู้จักมาตั้งแต่เยาว์วัยเลยสักนิด ไยต้องยอมให้คนพวกนั้นข่มเหงอยู่ฝ่ายเดียวด้วยเล่า
คุณหนูเป่ยลี่ของนางถึงแม้ชาติกำเนิดจะคลุมเครือ บิดามารดาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาอาศัยเกวียนคันหนึ่งลากล้อเร่ขายของตามหัวเมืองต่าง ๆ แต่นางก็ถูกชุบเลี้ยงในจวนตระกูลเหวิน จวนขุนนางใหญ่ที่สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่รุ่นต่อรุ่น ผ่านการอบรมกิริยามารยาทจนงามช้อยประหนึ่งเทพธิดา เขียนอักษร ร่ายรำศิลปะทั้งสี่ไม่ได้น้อยหน้าผู้ใด นับได้ว่าเป็นเพชรเม็ดงามที่ควรค่าแก่การรักษา
หาใช่ว่าคุณหนูเป่ยลี่ของนางจะสิ้นไร้ไม้ตอกหากแคล้วจากตำแหน่งสะใภ้ตระกูลเฉิน แม้นเป็นสตรีหม้ายเคยผ่านการมีเรือนแต่ความงดงามอ่อนช้อยของนางก็ยังคงประจักษ์ว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแคว้นเหยี่ยชิง มิได้เป็นสองรองจากผู้ใด ซ้ำฐานะของนางคือบุตรสาวคนโตแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยาง พระราชนัดดาฮ่องเต้ ท่านย่าก็เป็นพระราชธิดาที่พระองค์ทรงรักและเมตตามากกว่าพระราชธิดา พระราชโอรสองค์อื่น ๆ มีหรือขุนนางเสนาบดีและเศรษฐีผู้ร่ำรวยไม่คิดปรารถนาใช้อำนาจของนางสร้างรากฐานวงศ์ตระกูลให้มั่นคงด้วยการดองกับตระกูลเหวิน!
“คงต้องเป็นเช่นนั้น เดี๋ยวพวกนางก็คงจะเบื่อหน่ายกับการกลั่นแกล้งข้าไปเสียเอง และที่สำคัญเจ้าห้ามนำเรื่องนี้ไปถึงหูท่านพ่อท่านแม่ข้าเป็นอันขาด ข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องเป็นกังวลว่าข้าแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินแต่กลับโดนกลั่นแกล้งรังแกจากแม่สามีและน้องสามี” โดยเฉพาะท่านแม่ของนางฮูหยินเหมยอ้ายที่ร่ำร้องตั้งแต่รู้ว่านางต้องแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินไปกับสามี ท่านแม่แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็ง เป็นนกนางพญาตัวใหญ่ที่คอยกางปีกปกป้องลูกจากสิ่งอันตราย ทว่าแท้จริงแล้วนางก็เป็นสตรีย่อมมีความรู้สึกอ่อนแออยู่ภายในใจลึก ๆ ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นท่านพ่อที่เป็นบุรุษชาตินักรบ
“เจ้าค่ะ” ต่อให้หลิ่งจินจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจข้อนี้ของคุณหนูเป่ยลี่ แต่นางเป็นเพียงบ่าวคงไม่กล้ามีปากมีเสียงหรือเสนอความคิดเห็นอันใดได้มาก
ปังๆๆ!! มีบางอย่างกระทบกับประตูไม้หอนอนฮูหยินเป่ยลี่ซึ่งแน่นอนว่าแรงมหาศาล หนักแหน่นนั่นคงไม่ใช่ฝ่ามือแต่เป็นฝ่าตีนเป็นแน่ แต่ใครกันจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้กับข้าวของของแม่ทัพใหญ่ซือหยาง
“ฮูหยินเป่ยลี่เจ้าคะ เฉินฮูหยินและคุณหนูซูฮวาให้มาตามไปพบเจ้าค่ะ” เสียงแหลม ๆ แบบนี้นางจำได้อย่างดีเพราะในจวนตระกูลเฉินมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจัดการเอง” ถึงนางจะยอมให้มารดาสามีและน้องสามีกลั่นแกล้งเพื่อความสบายใจของพวกนาง แต่ก็หาใช่ว่านางจะปล่อยพวกสาวใช้ในเรือนเหิมเกริม มิให้เกียรติ มิเห็นหัวกันเช่นนี้ไม่
“ฮูหยิน!” หนิงลี่ทำท่าจะยกเท้าถีบประตูเรียกคนด้านในอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเห็นเป่ยลี่เปิดประตูออกสองสาวใช้ฝาแฝดก็มิได้มีท่าทีสงบเสงี่ยม ก้มศีรษะเล็กน้อยตามสิ่งที่พึงทำ แต่กลับลอยหน้าลอยตายืนเทียบกับนางอย่างไม่รู้จักนายรู้จักบ่าว
หนิงลี่และหนิงเหอเป็นสองสาวรับใช้ข้างกายคนสนิทของคุณหนูซูฮาวามาตั้งแต่เยาว์วัย จนกระทั่งเติบใหญ่ก็คอยรองมือรองตีน รองรับอารมณ์สารพัด ดูได้จากร่องรอยฟกช้ำดำเขียวที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าและตามร่างกาย แต่นั่นก็ไม่อาจสู้อำนาจวาสนาที่พวกนางได้รับเหนือกว่าสาวรับใช้คนอื่น ๆ ในการได้ขึ้นมาดูแลปรนนิบัติบนเรือนใหญ่
ดูเอาเถิดพวกนางหยิ่งยโสโอหังเพียงใด ถึงได้กล้ากำเริบกับนางเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่นางมีศักดิ์เป็นภรรยาเอกของแม่ทัพใหญ่ซือหยาง เป็นสะใภ้ของตระกูลเฉิน แต่หนิงลี่ หนิงเหอยังกล้าแสดงพฤติกรรมต่ำทรามต่อนาง มีหรือที่สาวรับใช้จะกล้าทำอะไรเกินตัว หากไม่มีเจ้านายถือหางให้ท้ายและคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
“ข้าแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินมาหลายเดือนแล้ว ท่านพี่เคยพาเดินสำรวจทั้งเรือนใหญ่ เรือนเล็ก เรือนสาวใช้ ไยถึงยังไม่เคยเห็นท่านพ่อท่านแม่เจ้าเล่าหนิงลี่ หนิงเหอ” แน่นอนว่าคำถามของนางไม่ใช่เพียงต้องการทราบสารทุกข์สุกดิบแต่มีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงไว้เบื้องหลังต่างหาก
