บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ตกลงเรื่องผลประโยชน์

ด้านหลี่เหม่ยหลินนั้น หลังจากที่ตกลงกับผีสาวตนนั้นได้แล้ว นางก็รับปากว่าจะช่วยเหลือทันที ผีสาวตนนี้ยังบอกอีกว่าตนเองชื่ออาหร่วน ส่วนน้องสาวชื่ออาหลี อีกทั้งยังบอกที่ตั้งของหมู่บ้านแห่งนั้นให้กับนางอีกด้วย หลี่เหม่ยหลินนั้นเมื่อได้ทราบข้อมูลโดยละเอียดก็คิดวิธีการหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ นางจะต้องหาทางพาผีสาวตนนั้นไปด้วยกันให้ได้

ผีสาวบอกว่าตนเองไม่สามารถออกจากที่แห่งนี้ไปที่ไหนได้ เพราะยังไม่ได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของจวน เจ้าของจวนที่ว่านั้นก็คือแม่สามีและจ้าวเฟยหลงนั่นเอง แต่เพราะสองคนนั้นมองไม่เห็นอาหร่วน ทำให้นางจนปัญญายิ่งนัก ในเมื่อยามนี้หลี่เหม่ยหลินแต่งเข้ามาแล้วก็นับว่าเป็นเจ้าของจวนครึ่งหนึ่ง มิสู้ลองดูสักหน่อย เผื่อว่าจะสามารถพาอาหร่วนออกไปจากจวนแห่งนี้ได้

เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ต้องสนทนากับอาหร่วนต่อแล้ว นางก็เดินกลับเรือนของตนทันที ระหว่างนั้นนางสังเกตเห็นว่าเหล่าสาวใช้ที่ติดตามมาต่างพาจับจ้องมองหน้านางอย่างหวาดหวั่น อีกทั้งยังใช้สายตาแปลกประหลาดมองมาไม่หยุดหย่อน หลี่เหม่ยหลินไม่ได้รู้สึกวิตกอันใดเลยแม้แต่น้อย นางเข้าใจดี บุคคลที่มีสัมผัสพิเศษกับบุคคลธรรมดานั้นช่างแตกต่างกันยิ่งนัก การที่สาวใช้เหล่านั้นเห็นว่านางพูดคุยคนเดียวแล้วจะเกิดอาการหวาดกลัวก็คงไม่แปลกเท่าใดนัก

ฉีซวงค่อนข้างจะสนิทกับเจ้านายของตนไม่น้อย เมื่อกลับเข้ามาในเรือนแล้ว นางจึงเอ่ยปากถามเจ้านายของตนทันที

“พระชายาน้อยเพคะ เมื่อครู่พระองค์ทรงสนทนากับผู้ใดกัน ช่างน่ากลัวยิ่งนัก สาวใช้คนอื่นๆ ก็ต่างพากันหวาดหวั่น ได้ยินพวกนางเล่าให้ฟังว่า ไม่กี่ปีก่อนมีสาวใช้คนหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำ กว่าจะมีคนไปพบศพก็มีสภาพไม่น่าดูเสียแล้ว บ่าวกลัวยิ่งนัก”

ฉีซวงพูดไปก็ยกมือขึ้นมาลูบแขนตนเองไปพลาง หลี่เหม่ยหลินยิ้มออกมาเล็กร้อย ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ไม่มีอันใด ข้าเพียงพูดคุยกับแมวตัวหนึ่งก็เท่านั้น”

“จริงหรือเพคะ เหตุใดหม่อมฉันมองไม่เห็นแมวเลยสักตัว”

“เจ้าตาไม่ดีอย่างไรเล่าถึงมองไม่เห็นมัน เรื่องนี้ช่างมันเถอะ อย่าเอ่ยถึงอีกเลย ตอนนี้ข้าหิวแล้วเจ้าช่วยไปหาของกินมาให้ข้าทีเถอะ”

“เพคะ”

ฉีซวงตกปากรับคำก่อนจะรีบไปจัดการทันที เมื่อได้กินอาหารจนอิ่มท้องแล้ว หลี่เหม่ยหลินก็รู้สึกง่วงงุนไม่น้อยเลย นางจึงล้างหน้าล้างตาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ จากนั้นก็นอนงีบกลางวันไปพักหนึ่ง ในขณะที่หญิงสาวกำลังเข้าสู่ห้วงความฝันนั้น นางก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบกายของนาง อีกทั้งยังได้ยินเสียงสวดคาถาพึมพำบางอย่างที่นางฟังไม่ได้ศัพท์ ดังแทรกเข้ามาในหูเป็นระยะๆ

หลี่เหม่ยหลินขมวดคิ้ว เมื่อตั้งสติได้นางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือตอนนี้จ้าวเฟยหลงกำลังยืนอยู่ข้างเตียงของนาง ข้างกายเขายังมีไต้ซื่อผู้หนึ่งที่อยู่ในวัยกลางคนกำลังยืนสนทนาบางอย่างกับเขาอยู่

“ว่าอย่างไรไต้ซือ นางถูกวิญญาณร้ายสิงสู่ใช่หรือไม่?”

“ทูลท่านอ๋อง มิใช่พะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจสอบดูแล้วพบว่าพระชายาน้อยไม่ได้มีไออัปมงคล แต่กลับมีไอมงคลหมุนเวียนอยู่ในกายด้วยซ้ำ และไอมงคลนี้ยังสามารถช่วยปกป้องท่านอ๋องจากภัยอันตรายได้เป็นอย่างดี คาดว่านางอาจจะมีสัมผัสพิเศษเช่นเดียวกับกระหม่อมเข้าเสียแล้ว”

“ท่านพูดจริงหรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะ ขนาดยันต์ทำลายล้างที่แปะบนหน้าผากยังทำสิ่งใดนางไม่ได้เลย และนางก็ยังไม่มีอาการต่อต้าน เช่นนี้ก็นับว่าแจ่มแจ้งยิ่งแล้ว ท่านอ๋องโปรดวางใจ”

จ้าวเฟยหลงหันมามองสตรีที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งยามนี้มียันต์แผ่นสีเหลืองทองแปะเอาไว้บนหน้าผากอยู่แผ่นหนึ่ง เขาไม่คิดเลยว่าหลี่เหม่ยหลินจะมีสัมผัสพิเศษเช่นเดียวกับไต้ซือด้วย

เมื่อหลี่เหม่ยหลินยื่นมือมาแตะบนหน้าผากของตนเองก็พบว่ามียันต์เฮงซวยแผ่นหนึ่งแปะเอาไว้บนหน้าผากของนางจริงๆ หญิงสาวรีบยกมือขึ้นมาดึงมันออก ก่อนจะขยำเป็นก้อนกลมและปาเข้าใส่หน้าของไต้ซือผู้นั้นอย่างแรง แล้วจึงหันไปมองจ้าวเฟยหลงอย่างเอาเรื่อง

“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงแต่งงานกับหม่อมฉันเพราะเห็นหม่อมฉันเป็นตัวรับเคราะห์แทนพระองค์หม่อมฉันก็ไม่อยากจะถือสาแล้วนะเพคะ แต่นี่ยังพาไต้ซือผู้นี้มาและเอายันต์อันใดก็ไม่รู้มาแปะบนหน้าผากหม่อมฉันอีก มันไม่เกินไปหน่อยหรือเพคะ!”

จ้าวเฟยหลงหันไปสบตากับไต้ซือผู้นั้นอย่างลนลาน ก่อนจะเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้า

“เจ้ารู้?”

“หม่อมฉันไม่ได้โง่นะเพคะ คิดว่าท่านอ๋องทรงฉลาดคนเดียวหรือ?”

จ้าวเฟยหลงได้ฟังก็แค่นเสียงเหอะออกมา เขาสั่งให้ไต้ซือผู้นั้นออกไปจากห้องนอนเสียก่อน เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้ว เขาก็ย่างสามขุมเข้ามาหานาง พลางเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ

“ในเมื่อรู้แล้ว เหตุใดต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ด้วยเล่า เจ้านี่มันเสแสร้งเก่งยิ่งนัก”

“หม่อมฉันเพียงไม่อยากถือสาพวกบ้าหมอดูอย่างพระองค์ต่างหากเล่า”

“ข้าไม่ได้บ้า เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว ต่อไปข้าก็จะไม่ปิดบังเจ้าอีก พวกเรามาทำข้อตกลงกัน ข้าจะให้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ ขอเพียงเจ้าช่วยข้า”

“ช่วยอย่างไร ช่วยนอนกับพระองค์ทุกๆ สิบห้าวันอย่างนั้นหรือ?”

จ้าวเฟยหลงถึงกับสำลักน้ำลายตนเอง เขาเองไม่คิดมาก่อนว่าหลี่เหม่ยหลินจะรู้เรื่องดวงชะตาของเขาอย่างละเอียดเช่นนี้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบจมูกตนเอง พลางเสแสร้งทำท่าทีเคร่งขรึม ก่อนจะกระแอมไอออกมาเบาๆ

“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ค่อนข้างที่จะไม่ยุติธรรมต่อเจ้าไปสักหน่อย แต่ตราบใดที่เจ้ายอมช่วยข้า ข้าก็จะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี หากวันใดที่เจ้าทนไม่ไหว รับเคราะห์แทนข้าจนตาย ข้าก็จะดูแลครอบครัวเจ้าอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง”

หลี่เหม่ยหลินได้ฟังแล้วก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ นางยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งสองข้าง ไม่หลงเหลือกิริยาท่าทางเคารพนบนอบต่อเขาอีก

“จ้าวเฟยหลง คนอย่างข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก ก็ได้ ข้าจะช่วยท่าน แล้วท่านก็อย่าลืมที่สัญญาเอาไว้ด้วยเล่า ข้าอยากได้สิ่งใด ท่านก็ต้องให้ข้า”

“ตกลง แต่มีข้อแม้หนึ่งอย่าง แม้เจ้ากับข้าจะมีความสัมพันธ์ทางกายกัน แต่เจ้าห้ามมีความรู้สึกรักใคร่ในตัวข้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

“ข้าก็ไม่ได้ตาบอดขนาดนั้นหรอก ท่านอ๋องโปรดวางใจเถอะ”

เมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าปฏิเสธเขาราวกับรังเกียจเขาเสียเต็มประดา จ้าวเฟยหลงก็รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป หลี่เหม่ยหลินเมื่อได้เปิดใจสนทนากับชายหนุ่มตรงหน้าเช่นนี้นางก็พอจะวางใจลงไปได้มาก แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่นางสงสัยยิ่งนัก จึงตัดสินใจเอ่ยถามเขาไปตามตรง

“ว่าแต่ท่านตามไต้ซือผู้นั้นมาทำไม หรือสงสัยสิ่งใดในตัวข้า?”

จ้าวเฟยหลงถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะบอกนางไปตามตรงว่าเขาคิดว่านางถูกผีเข้า หลี่เหม่ยหลินอยากจะกระโดดถีบชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งนัก แต่ก็ต้องพยายามกดข่มเอาไว้ โชคดีที่ไต้ซือผู้นั้นนับว่ายังพอมีความรู้และคุณธรรมอยู่บ้าง นางสัมผัสได้ว่าในตัวเขาไม่มีพลังไออัปมงคล จึงพอจะวางใจลงไปได้มาก

“ข้าไม่ได้ถูกผีเข้า แต่ข้าสามารถสื่อสารกับผีได้ ข้าเจออาหร่วนสาวใช้ในจวนของท่านที่ตกน้ำตายไปเมื่อหลายปีก่อน นางมาขอร้องให้ข้าช่วยน้องสาวของนางก็เท่านั้น”

จ้าวเฟยหลงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองหลี่เหม่ยหลินอีกรอบ อาหร่วนหรือ? เขาจำได้ นางเคยเป็นสาวใช้ที่เสด็จแม่ของเขารักยิ่งนัก แต่โชคร้ายเหลือเกินที่นางจากไปก่อนวัยอันควร

“เจ้าเจอนางจริงๆหรือ?”

“ข้าจะโกหกท่านไปทำไมกัน ในเมื่อวันนี้ท่านก็รู้ความจริงแล้ว เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าขออนุญาตออกจากจวนสักหนึ่งวันนะ ข้าจะไปที่บ้านของนางสักหน่อย ไปดูว่าอาหลียังปลอดภัยดีหรือไม่ หากนางลำบาก ข้าจะได้ช่วยเหลือนางได้ทันเวลา”

“ข้าไปด้วย”

“ไปทำไมกัน?”

“อาหร่วนเป็นสาวใช้ที่เสด็จแม่ของข้ารักยิ่งนัก หากนางรู้ว่าอาหร่วนยังไม่ได้ไปเกิดคงจะรู้สึกเสียใจไม่น้อย เจ้าอย่าเพิ่งบอกนางเรื่องนี้ ส่วนเรื่องออกจากจวน เจ้าเป็นสตรีและยามนี้ก็อยู่ในฐานะพระชายาน้อยของข้า ไม่เหมาะที่จะออกจากจวนเพียงลำพัง ข้าจะบอกเสด็จแม่ว่าจะพาเจ้าไปไหว้พระที่วัดก็แล้วกัน”

“เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถอะ หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวไปนอนต่อก่อนนะ หากไม่มีสิ่งใดที่เร่งด่วนก็อย่าได้มารบกวนข้าอีก”

“เรื่องของเจ้าเถอะ”

เอ่ยจบหลี่เหม่ยหลินก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงและไม่สนใจจ้าวเฟยหลงอีก ชายหนุ่มเองก็ไม่มีสิ่งใดจะถามนางเช่นเดียวกันจึงเดินออกไปจากห้องนอนเสีย เขารู้สึกเบาใจอย่างประหลาดที่ได้เปิดอกพูดคุยกันเช่นนี้ และแปลกใจที่หลี่เหม่ยหลินคนนี้ไม่เหมือนกับสมัยวัยเยาว์ที่เอาแต่ร้องไห้ ซ้ำยังดูจะเข้มแข็งและพูดจารู้เรื่องกว่าแต่ก่อนมาก

สหายวัยเยาว์ของเขานางนี้ ดูคล้ายจะมีบางอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel