9
9
เข้ายามไฮ่(21.00 – 23.00 น.)แล้ว แต่พี่ห้าของนางกลับหายเงียบไป เสียงอึกทึกเมื่อก่อนหน้านี้สงบไปพักใหญ่ แต่ก็ยังไร้วี่แววของหลูซือฉีจนคนที่ได้แต่เฝ้ารอเริ่มร้อนใจ มือทั้งสองข้างกุมกันเอาไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้น...
รอแล้วรอเล่าสุดท้ายก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น บุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาหานาง และเมื่อได้เห็นเช่นนั้นเกาฮว่าก็รีบเข้ามาประชิดกายนางอีกครั้ง พวกนางต่างมองไปยังบุรุษที่เดินเข้ามาหา คนที่เอ่ยปากให้นางได้มาหลบอยู่ที่นี่...
หลูซีพินิจบุรุษสูงสง่า หล่อเหลาหมดจด บ่ากว้างหลังเหยียดตรง อาภรณ์เงาระยับเมื่อเยื้องย่างกายเนื้อผ้าก็ไหววูบเล่นแสง กลิ่นอายที่เหนือคนทั่วไปสามัญคละคลุ้งจนสัมผัสได้
นี่น่ะหรืออันอ๋องเฉินหยาง...
“เรื่องวันนี้ทำคุณหนูเก้าตกใจแล้ว”
“...ท่านอ๋อง” หลูซีคำนับคนตรงเบื้องหน้าที่เอ่ยอย่างมีมารยาท แม้จะโดนตั้งคำถามกลับว่านางรู้ได้อย่างไรว่าตนนั้นเป็นท่านอ๋อง
“รู้ด้วยหรือว่าข้าคือใคร”
“ได้ยินพี่ห้าเรียกท่านว่าท่านอ๋อง เช่นนั้นท่านคงเป็นอันอ๋องเฉินหยางไม่ผิดแน่”
“ถูกต้อง”
หลูซีมองอันอ๋องที่กล่าวอย่างไม่หลบเลี่ยง ระบายยิ้มจางๆ ให้ได้เห็น แม้ว่าหลังจากนั้นจะเอ่ยเรื่องที่ทำให้นางยิ้มไม่ออกก็ตามที
“ข้าจะมาพาคุณหนูกลับจวน คุณชายหลูฝากฝังเอาไว้”
“แล้วพี่ห้าของข้าเล่า”
“เขาได้รับบาดเจ็บเกรงว่าจะไปส่งคุณหนูเก้าเองไม่ได้”
“บาดเจ็บ” หลูซีเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะถามอันอ๋องด้วยความร้อนใจ “แล้วพี่ห้าของข้าอยู่ที่ใด เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าให้หมอไปรักษาแล้ว ท่านโปรดวางใจ รีบกลับจวนสกุลหลูเถิด เกรงว่าดึกกว่านี้หากมีใครเห็นท่านเข้าจะดูไม่ดีเอา”
“ไม่... ข้าจะกลับพร้อมพี่ห้า”
“คุณหนูเจ้าคะ” เกาฮว่าตั้งท่าจะแย้ง แต่หลูซีกลับหันไปพูดอย่างหนักแน่นกับสาวใช้
“พี่ห้าพาข้าออกมา แล้วข้าจะทิ้งพี่ห้าได้อย่างไร ต่อให้ท่านพ่อรู้จนต้องรับผิดข้าก็ยินดี แต่ข้าจะไม่ทิ้งเขาเอาไว้”
เฉินหยางพินิจมองสตรีที่กล่าวกับสาวใช้อย่างหนักแน่นเด็ดเดี่ยว เขาไม่รู้ว่านางและหลูซือฉีตกลงอะไรกันเอาไว้ แต่ด้วยสถานะคุณหนูเก้าแห่งสกุลหลูที่กำลังจะถูกส่งเข้าวังหลวงแล้ว เกรงว่าต่อให้นางกางแขนปกป้องพี่ชายก็ใช่ว่าหลูซือฉีจะรอดพ้นความผิด คนที่ต้องโดนลงโทษก็ไม่พ้นเป็นบุตรชังของใต้เท้าหลูอยู่ดี แต่ในเมื่อนางเด็ดเดี่ยวเช่นนี้เขาจะทำอย่างไรได้เล่า
เฉินหยางซ่อนยิ้มร้ายเอาไว้ในใจ และเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่าหากคุณหนูเก้าไม่ประสงค์จะกลับจวนแล้วจะให้เขาทำอย่างไร
“หากคุณหนูไม่กลับจวนแล้วจะไปที่ใด ไปหาคุณชายหลูหรือ”
“เจ้าค่ะ... ท่านอ๋อง ท่านพาข้าไปหาพี่ห้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ไปได้... แต่ข้าต้องไปสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นก่อน จบจากงานที่นั่นแล้วจึงจะพาท่านไปหาคุณชายหลูได้ แต่หากถึงยามนั้นเกรงว่าหากท่านกลับจวนก็ใกล้จะฟ้าสว่างแล้ว หากมีคนเห็นเข้าจะไม่ดี”
“ข้าไม่สนใจ ข้าห่วงแต่เขา”
“หากคุณหนูเก้าตั้งใจเช่นนั้นข้าก็ยินดีจะช่วยเหลือ”
“ขอบคุณท่านอ๋อง”
เฉินหยางน้อมรับคำขอบคุณนั้นเอาไว้ แม้รู้ดีว่าตนไม่คู่ควรกับคำขอบคุณนั่น ในหัวของเขากำลังคิดถึงบางอย่าง...
นี่คือสตรีที่บิดาวาดหวังจะส่งเข้าวังตามรอยลูกสาวคนโตของครอบครัว หากเขาส่งหนังสือสู่ขอย่อมต้องถูกปัดตกอย่างไม่ไยดี สกุลขุนนางย่อมถือตัวเป็นปกติ และไม่คิดเกี่ยวข้องกับพ่อค้าคหบดีเพราะมองว่าเสื่อมเสียเกียรติ ซึ่งตนผู้เป็นอันอ๋อง แม้จะสู้รบในกองทัพจนมีผลงานได้แต่งตั้งให้เป็นอันอ๋อง แต่ในสายตาของขุนนางเฒ่าหลายคนกลับตีตราเฉินหยางว่าเป็นพ่อค้ามากกว่าเป็นเชื้อพระวงศ์และสกุลหลูเองก็คงคิดไม่ต่างกัน
เฉินหยางไม่ได้สนใจหลูเยี่ยนเจ้ากรมคลังผู้นั้น แต่สนใจลูกหลานสกุลหลูที่อยู่ทั่วทั้งราชสำนักต่างหาก สกุลใหญ่ที่หยั่งรากลึกในราชสำนักมาอย่างยาวนานนับร้อยๆ ปีนั้นมีไม่กี่สกุล
เฉินหยางปรารถนาอำนาจในราชสำนัก เขาคุมสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นได้ก็จริงอยู่ แต่กว่าบัณฑิตพวกนั้นจะเติบโตและวางรากฐานในราชสำนักได้ก็ย่อมต้องใช้เวลา และหนทางย่นเวลาของบัณฑิตพวกนั้นก็คือขุนนางที่อยู่มาก่อน นี่ต่างหากที่เฉินหยางปรารถนาอย่างแท้จริง และปนิธานของเฉินหยางนั้นคือการปล้นแผ่นฟ้าจากมือของคนโฉด เขาวางแผนเดินทีละก้าวทีละก้าวอย่างมั่นคง จนมาถึงตอนนี้ ตอนที่จะใช้สตรีนางหนึ่งเป็นข้ออ้างเพื่อผลประโยชน์ของตนในวันข้างหน้า...
เงินทองก็มีแล้ว กำลังพลหรือก็มี สิ่งที่เฉินหยางยังขาดคืออำนาจในราชสำนักเท่านั้นถึงจะพร้อมสำหรับสิ่งที่เขาวางเอาไว้ และการได้ตบแต่งกับสกุลขุนนางสักคนย่อมทำให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของคนหมู่มาก อีกนัยหนึ่งเขาย่อมเป็นที่ยอมรับของขุนนางไม่มากก็น้อย เฉินหยางเชื่อว่าคนสกุลหลูที่รู้สถานการณ์ย่อมต้องมี และนั่นจะทำให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรง่ายขึ้น...
สายตาที่เฉินหยางมองสตรีตรงหน้าจึงไม่ได้ต่างอะไรกับพยัคฆ์ที่เจอเหยื่ออันโอชะ...
เมื่อได้พูดคุยกันแล้วและแม่นางผู้นี้แน่วแน่ที่จะไปหาพี่ชายของตนเฉินหยางก็ไม่นึกขัดอะไร ซ้ำยังได้เห็นว่าจิตใจของสตรีนางนี้เด็ดเดี่ยวและเห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบชิดระหว่างพี่น้อง แต่ก่อนจะทำให้แม่นางหลูผู้นี้ได้สมดั่งใจอยากเขาเองก็ต้องไปร่วมงานชุมนุมบัณฑิตอันน่าเบื่อหน่ายเช่นกัน
แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้อีก รากฐานของอันอ๋องเฉินหยางอยู่ที่นั่น ใครจะไปรู้ว่าบัณฑิตที่จิบชาโบกพัดในมือวันนี้นั้นอาจจะเติบโตเป็นถึงอัครเสนาบดีที่ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าในวันข้างหน้าก็เป็นได้ โผล่หน้าไปให้ผู้คนได้เห็นบ้างจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน
ไหนจะอาจารย์หม่าผู้ชราภาพของเขาอีก อาจารย์มีเมตตาสั่งสอนเฉินหยางจนมีความรู้ แม้จะเสี่ยงต่อการต้องโทษที่แอบพาตัวของเขาเข้ามาในสำนักศึกษาก็ไม่หวั่นเกรง บุญคุณในครั้งนี้ยิ่งใหญ่เขาจะเมินเฉยในงานสำคัญของสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นได้อย่างไร...
แต่ก็ใช่ว่าเฉินหยางจะทิ้งสตรีนางนี้ไว้ที่ร้านค้าลี่ฉุน เขายกข้ออ้างที่ว่าอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย ซ้ำยังต้องจัดการร้านค้าให้เข้าที่เข้าทาง หลงจู๊ยังต้องตรวจสอบข้าวของอีกมาก คำพูดเหล่านั้นล้วนเป็นข้ออ้างที่ทำให้คุณหนูเก้าและสาวใช้ขึ้นรถม้าไปกับตนมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่น แต่ก็มิได้โง่เขลาถึงขั้นให้นางติดตามไปยังด้านใน เมื่อถึงที่หมายก็ยื่นเงินให้คนของตนแล้วกำชับว่าให้พาคุณหนูเก้าไปโรงเตี๊ยมใกล้ๆ เพื่อนั่งรอจะได้ไม่มีใครพบเห็น
เฉินหยางแสดงความเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคุณหนูเก้าให้นางได้ซาบซึ้งใจ ก่อนจะทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่เดินเข้าสำนักศึกษาที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอันอ๋องเฉินหยางเช่นทุกวันนี้...
ทุกอย่างในชีวิตของเฉินหยางเริ่มต้นที่นี่
