8
8
“ท่านรู้จักอันอ๋องได้อย่างไรพี่ห้า”
“ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยกัน เจ้ารออยู่ในนี้อย่าออกไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา”
หลูซียังมิได้คำตอบในสิ่งที่ตนสงสัย แต่จะแย้งสิ่งใดก็ไม่ได้อีกเช่นกัน ในเวลานี้จะมามัวคุยกันอยู่ได้อย่างไร หลูซือฉีมีท่าทีเร่งรีบจากไป แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพี่ห้าของนางนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับอันอ๋องและร้านค้าแห่งนี้จึงเป็นเดือดเป็นร้อน ซ้ำยังพานางขึ้นมาหลบยังด้านบนเช่นนี้ได้อีก ทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องในปีนั้นก็ชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งที่นางได้รับหนังสือสู่ขอจากอันอ๋อง หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับพี่ห้ากันเล่า
นางที่ไม่ได้รู้จักกับอันอ๋องแต่กลับถูกสู่ขอจากอ๋องผู้นั้น หากพินิจในความสัมพันธ์ระหว่างพี่ห้าและอันอ๋องเฉินหยางนี่มิใช่สาเหตุของเรื่องแปลกพิกลในอดีตหรอกหรือ
หากเป็นเช่นนั้นจริง... พี่ห้าของนางคงไม่พ้นรู้เห็นอยากให้นางแต่งให้กับอันอ๋องหรอกหรือ แต่เพราะในวันนั้นขัดบิดาไม่ได้เรื่องราวจึงเลยเถิด หากการจับต้นชนปลายของนางนั้นถูกต้อง หากนางเผยถึงความปรารถนาที่แท้จริงกับพี่ห้าทุกอย่างจะง่ายขึ้นหรือไม่กัน...
แต่ในตอนนี้นั้น ต่อให้นางจะผนวกเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าด้วยกัน แต่สิ่งที่นางทำได้คือการนั่งรออยู่เฉยๆ และรอพี่ห้าของนางมารับตัวไป มิอาจวาดฝันหรือตั้งความหวังใดไปมากกว่านี้ได้ เรื่องด้านล่างยังคงวุ่นวายและนางควรภาวนาให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี พี่ห้าของนางไม่ได้รับบาดเจ็บใด ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที...
***
เฉินหยางทอดมองความวุ่นวายตรงหน้า เขานั่งดื่มชาพูดคุยกับคนของตนไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งได้ยินเสียงคนโวยวายและได้รับรายงานจากคนสนิทว่ามีคนมาก่อกวนในร้านค้าของเขา ได้ยินเพียงเท่านั้นเฉินหยางก็โกรธขึ้ง คนเขลาที่ไหนมันกล้ามากวนใจเขาถึงในร้านกันเล่า หากไม่ใช่คนบ้าก็คงเป็นคนโง่จนขุดไม่ขึ้นเสียกระมัง
เมื่อได้รับคำรายงานเฉินหยางก็เร่งสั่งให้ทุกคนในร้านไล่ต้อนลูกค้าให้ออกไปให้หมด แล้วสั่งปิดร้านจับโจร
ข้าวของเสียหายก็ช่าง เงินทองรั่วไหลก็ไม่สน แต่วันนี้เฉินหยางต้องจับโจรเขลาที่มุ่งมาก่อความวุ่นวายในร้านของเขาให้ได้! คนที่คิดจะหยามอันอ๋องเฉินหยางมันผู้นั้นจะไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของเขาไปได้...
หลังจากผ่านพ้นความวุ่นวายไปได้ไม่นาน โจรเขลาที่บุกเข้ามาสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนก็มาอยู่ตรงหน้าของอันอ๋อง โจรสามคนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์ดำทะมึนปิดใบหน้ามิดชิด เมื่อเปิดผ้าเค้นถามก็ไม่ได้ความอะไรนอกจากสายตาที่แข็งกร้าวมองไปยังอันอ๋อง
“ไม่พูดก็ไม่ต้องพูด จับส่งทางการ”
“เหอะ...”
คนที่ได้ยินเสียงเย้ยหยันก็เพ่งพินิจไปยังคนตรงหน้าอีกครั้ง ดาบในมือของเฉินหยางถูกชักออกจากฝักและจ่อไปยังคอของคนที่ร้องเหอะแสยะยิ้มให้แก่ตน
คมดาบต้องเนื้อตรงลำคอของคนผู้นั้นจนในตาของโจรชั่วไหววูบ แต่ก็ใช่ว่าเฉินหยางจะปรารถนาให้คนผู้นี้มาตายต่อหน้าของตน...
คนเขลาก็ยังเป็นคนเขลาที่คิดว่าหากจับส่งทางการแล้วตนจะรอดพ้นจากความผิด จะหนีจากความตายไปได้ แต่เปล่าเลย เฉินหยางไม่ได้หวังให้มันเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก
ตนเป็นอ๋อง จะทำการอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองอย่างโจ่งแจ้งมิได้ แต่ก็ใช่ว่าจะโง่เง่าถึงขั้นปล่อยคนพวกนี้หนีรอดไปได้ ต่อให้ไม่รู้ว่าเป็นคนของใคร ทว่าหากให้เดาก็คงไม่พ้นคนของขุนนางใดสักคนที่ส่งมาก่อกวนร้านค้าของเขา การเข้ามาเมืองหลวงของอันอ๋องนั้นเอิกเกริกจนขุนนางหลายคนนั่งไม่ติดที่เสียกระมัง และหากส่งคนพวกนี้ให้ทางการสุดท้ายเส้นสายของคนพวกนั้นย่อมพาคนของตนเองรอดพ้นจากความผิดไปได้ ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้โจรที่จนตรอกตรงหน้าของเฉินหยางหัวเราะอย่างเย้ยหยันออกมา
ช่างเป็นโจรเขลาที่ไม่รู้อะไรจริงๆ
“เจ้าคิดว่าจับส่งทางการแล้วตนจะรอดหรือ... ตอนที่คนเฝ้าคุกหลับ ตอนที่เวรยามหละหลวม... ข้าจะส่งมือสังหารไปฆ่าเจ้าถึงที่ รอความตายอยู่ในคุกก็แล้วกัน”
เมื่อพูดจบรอยยิ้มที่เคยเย้ยหยันก็พลันหาย “นี่...”
“ใครส่งเจ้ามาข้าไม่สน ไม่อยากจะพูดก็ไม่ต้องพูด เพราะต่อจากนี้เจ้าก็คงไม่ได้พูดอีกแล้ว พาตัวพวกมันไป”
“ขอรับ”
ไม่ทันที่คนผู้นั้นจะขัดขืนหรือต่อรองก็ถูกคนของอันอ๋องลากตัวออกไป เมื่อคนพวกนั้นไปจนหมดก็มีคนเข้ามารายงานในเรื่องที่ตกหล่นไป
“คุณชายหลูตามโจรที่เหลือไปขอรับ”
“ส่งคนไปช่วยเขาหรือยัง”
“ไปช่วยแล้วขอรับ คุณชายหลูได้รับบาดเจ็บเพราะปะทะกับคนพวกนั้น แต่ก็ได้รู้ว่าคนพวกนั้นถูกส่งมาจากจวนสกุลโฉวขอรับ”
“สกุลโฉว แล้วข้าไปทำอะไรให้เล่า”
“บุตรชายของเขาถูกปฏิเสธให้เข้าร่วมสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นเพราะมีนิสัยหยิ่งผยอง ซ้ำยังโง่เขลา แม้แต่ข้อสอบง่ายๆ ยังทำไม่ได้เลยขอรับ แต่เอ่ยปัดไปเท่าใดใต้เท้าโฉวก็ไม่ยินยอม ไม่อยากเสียหน้าเพราะตนเป็นถึงเจ้ากรมโยธาธิการแค่ให้บุตรชายเข้าสำนักศึกษายังทำไม่ได้ เลยเข้าบีบบังคับอาจารย์หม่า อาจารย์หม่าไม่อยากรับเลยเอ่ยนามของท่านปัดใต้เท้าโฉวไป”
“อ้อ... คนผู้นี้เองที่อาจารย์พูดถึง คนโง่เขลาได้นั่งตำแหน่งเจ้ากรม ต้าซีเป็นอะไรไปแล้ว หาคนดีๆ มานั่งทำงานยังไม่ได้เลย น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ”
แต่ไหนเลยจวนสกุลโฉวส่งของมากำนัลกันถึงที่แล้วอันอ๋องจะไร้มารยาทไม่ส่งสิ่งใดตอบกลับไปได้อย่างไรกัน
“ในเมื่อใต้เท้าโฉวมีน้ำใจขนาดนี้ ก็ตอบแทนใต้เท้าโฉวผ่านคุณชายผู้นั้นหน่อยก็แล้วกัน... หากหน้าบางถึงขั้นยอมรับไม่ได้ว่าลูกชายโง่เขลา ก็ประจานให้คนผู้นั้นไม่มีที่จะยืนไปเลยก็แล้วกัน”
“ขอรับ”
“ส่วนคุณชายหลูพวกเจ้าดูแลให้ดี หาหมอไปรักษาเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ... ความจริงคุณชายให้ข้ามาพาคุณหนูเก้ากลับจวนขอรับ”
“คุณหนูเก้า? คุณหนูสกุลหลูน่ะหรือ”
“ขอรับ... ที่ท่านอ๋องให้ไปหลบอยู่ด้านบน”
เมื่อได้ยินคำรายงานพลันเฉินหยางก็นึกถึงเรื่องที่ได้พูดคุยกับหลูซือฉีก่อนหน้านี้
‘คุณหนูเก้า หลูซี... นางเป็นบุตรสาวคนเดียวของแม่รองต้วน นิสัยสุภาพเรียบร้อย แต่ก็มีความคิดขบถกับบิดาอยู่บ้าง นางเชื่อฟังแต่ก็เห็นแย้งอยู่ในใจเงียบๆ อีกอย่าง... ไม่พ้นปีนี้นางจะถูกส่งเข้าวังแล้ว’
เพิ่งจะได้ยินชื่อแต่กลับได้พบกันเสียแล้วหรือนี่... คำพูดที่ว่าคุณหนูเก้าผู้นี้คิดขบถอยู่ในใจ การมาโผล่ในร้านค้าของเขากลางค่ำกลางคืนย่อมเป็นหลักฐานว่าสิ่งที่หลูซือฉีพูดมานั้นถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน
พลันนึกถึงเรื่องนี้รอยยิ้มแห่งความชอบใจก็ปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของอันอ๋อง
“ข้าจะพานางกลับเอง พวกเจ้าไปดูแลคุณชายหลูเถอะ”
“ขอรับ”
