10
เฉินหยางเดินเข้าสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่น ที่ต่อให้ดึกดื่นค่อนคืนก็ยังคึกคักไม่ได้ต่างจากถนนด้านนอก เมื่อเดินเข้ามายังด้านในก็ถูกทักไปตลอดทาง มีคนเรียกทั้งศิษย์พี่ ทั้งท่านอ๋องปะปนกันไป เฉินหยางเองก็ได้ยิ้มรับอย่างสุภาพแต่มิได้สนทนากับผู้ใดเป็นพิเศษเพราะตั้งใจจะไปคารวะอาจารย์หม่าเสียก่อน
เมื่อได้เจออาจารย์หม่าเฉินหยางก็คารวะ หม่าหงจื้อก็ถลามาประชิดตัว ชวนสนทนาด้วยอย่างยินดี
เฉินหยางเป็นศิษย์โปรด เพราะในวัยเยาว์ก็เป็นเด็กที่หย่งอ๋องผู้เป็นสหายของหม่าหงจื้อฝากฝังเอาไว้ ไหนจะฉลาดเฉลียวในตำรา ปราดเปรียวในวิทยายุทธ์ บัณฑิตส่วนมากมักฝากชีวิตไว้กับตำราไม่สนใจเรื่องฝึกฝนการต่อสู้ แต่กับเฉินหยางนั้นต่างออกไป
ชีวิตครึ่งหนึ่งของเฉินหยางเติบโตมาในสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นฉลาดเฉลียวจนหม่าหงจื้อกล้าพูดว่าหากเฉินหยางมีสิทธิ์สอบขุนนางคนผู้นี้จะต้องผ่านไปถึงรอบสอบหน้าพระพักตร์ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้เฉินหยางไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้น ชีวิตอีกครึ่งของคนผู้นี้จึงต้องฝากเอาไว้ในค่ายทหารของหย่งอ๋อง และมีสนามรบเป็นเครื่องทดสอบความสามารถแทน
และเมื่อศิษย์อาจารย์ได้มาเจอกัน ย่อมต้องมีเรื่องให้สนทนาอยู่มาก เฉินหยางเองก็แจ้งว่าต่อจากนี้ไปตนจะมีอิสระในการเข้าออกเมืองหลวงแล้ว ซ้ำยังตั้งร้านค้าในเมืองหลวงนี้ได้อย่างเอิกเกริก เพราะนั่นคือของรางวัลที่ฮ่องเต้พระราชทานมาให้
“ความอดทนของเจ้าหลายสิบปีเพื่อแลกกับวันนี้”
“ขอรับ... แต่นี่เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น ข้ามิได้อดทนเพื่อแลกกับอิสระที่ไร้ค่า”
“สมกับเป็นเจ้า หากชิงซานยังอยู่...”
“ชีวิตของหย่งอ๋องย่อมต้องมีคนชดใช้” เฉินหยางเอ่ยเมื่ออาจารย์ของตนพลั้งปากพูดถึงหย่งอ๋องที่สิ้นชีพไปแล้ว อ๋องที่สิ้นชีพไปพร้อมกับความแค้นที่ปะทุในใจของเฉินหยางที่มีต่อผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ “ต่อให้คนผู้นั้นอยู่บนสวรรค์หรืออยู่ในนรกข้าก็จะลากตัวมาให้จงได้”
เฉินหยางมองผู้เป็นอาจารย์ที่เห็นในความแค้นในจิตใจของเขาได้อย่างปรุโปร่งตั้งแต่วันแรกเริ่ม แต่ก็มิเคยห้ามปรามสิ่งใดนอกจากพูดซ้ำๆ ประโยคเดิมๆ เช่นทุกครั้ง
“ข้าเข้าใจความแค้นของเจ้า ข้าเองก็แค้นไม่ต่างจากเจ้า... แต่อย่าพลาดจนเจ็บตัว หากเป็นเช่นนั้นชิงซานย่อมไม่ยินดีแน่ เขาช่วยเจ้าเอาไว้ด้วยหวังอยากให้เจ้ามีชีวิตที่ยืนยาว”
“ขอรับ”
“ไปเถิด ศิษย์น้องของเจ้ามากมายอยากจะสนทนากับเจ้าจะแย่”
เฉินหยางประคองอาจารย์หม่า ปั้นหน้ายิ้มรับศิษย์พี่ศิษย์น้องของตัวเองมากมาย รับสุรามาดื่ม คุยกันเรื่องน่าเบื่อหน่ายของบัณฑิต และจบด้วยการประกาศถึงการชุมนุมบัณฑิตในครั้งนี้ว่าใครก็ตามที่คว้าชัยชนะการแต่งกลอนจะได้เต่าแกะสลักจากหยกน้ำผึ้งตัวเท่าฝ่ามือ ผู้ที่ชนะประลองยุทธ์จะได้กระบี่จากช่างฝีมือชั้นยอดด้ามจับทำจากหยกเช่นเดียวกัน ซ้ำผู้ชนะทั้งสองจะได้ตั๋วเงินอีกหนึ่งพันตำลึง
ของรางวัลในงานนี้นั้นไม่เคยเล็กน้อยอยู่แล้วทุกคนต่างล่วงรู้ดี ทว่าในครั้งนี้กลับดูมากมายกว่าทุกๆ ครั้งจนผู้คนในงานต่างตื่นตะลึง วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรก พวกเขายังเหลือเวลาอีกหกวันกว่าจะประกาศผล แค่ได้ยินถึงรางวัลก็ต่างมุ่งมั่นจะเป็นผู้คว้าชัยชนะมาให้ได้ ส่วนคนที่เสียเงินทองเพื่อรางวัลในงานนี้ก็ไม่ยี่หระสิ่งใด
เงินทองหาใหม่เมื่อใดก็ย่อมได้ แต่ชื่อเสียงนั้นหายากกว่ามาก อย่างน้อยๆ เรื่องในวันนี้ย่อมต้องพูดไปปากต่อปาก ไหนจะเรื่องร้านค้าลี่ฉุนโดนโจรปล้นเมื่อคืนนี้อีกอย่างไรเสียพรุ่งนี้เช้าย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่ เอาสองเรื่องนี้มาคานกันเองคนย่อมสนใจเรื่องมูลค่าของรางวัลมากกว่าการปล้นชิงที่ดูท่าว่าอันอ๋องจะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าของในร้านค้าของตนจะเสียหายหรือขาดทุนไปเท่าไร ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำความมั่งมีของอันอ๋องเฉินหยาง...
จบเรื่องในงานชุมนุมบัณฑิต เฉินหยางก็ลาอาจารย์หม่าขอตัวกลับก่อน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดปกติใด อันอ๋องก็เป็นเช่นนี้ทุกๆ ปี มาที่หลังและขอตัวกลับก่อน ด้วยสถานะของอ๋องผู้นี้การไม่ทำตัวสนิทชิดเชื้อกับใครเป็นพิเศษย่อมถูกต้องแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครตั้งคำถามแค่น้อมส่งอันอ๋องออกจากสำนักศึกษาฮุ่ยหมิ่นก็เท่านั้น
ทว่าแทนที่เฉินหยางจะได้กลับไปพักเช่นทุกๆ ครั้ง แต่ในครั้งนี้นั้นกลับต่างออกไป อันอ๋องยืนรออยู่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในขณะที่ให้คนของตนไปตามคุณหนูเก้าแห่งสกุลหลูที่รอตนอยู่ด้านใน
รอไม่นานคุณหนูสกุลหลูก็ออกมา ก่อนที่เฉินหยางจะเดินนำไปยังรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปหาหลูซือฉีตามที่สตรีนางนี้ต้องการ เมื่อถึงที่หมายเฉินหยางก็พาคุณหนูเก้ามาเจอกับหลูซือฉีที่มองมายังพวกเขาเขม็ง โดยเฉพาะมองมายังเฉินหยาง...
“เจ้ามาที่นี่ทำไม ไยไม่กลับจวน” หลูซือฉีมองน้องของตนที่ปราดเข้ามาหาและถามไถ่อย่างเป็นห่วง แต่ในยามนี้เขาก็ไม่มีอารมณ์มาซาบซึ้งใจเช่นกัน เพราะสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ในยามนี้ คือการที่อันอ๋องปล่อยให้นางมาหาเขาทั้งๆ ที่จะบีบบังคับให้นางกลับจวนไปตามที่เขาร้องขอกับคนของท่านอ๋องก็ย่อมได้นั้น เป็นเพราะอันอ๋องมีบางอย่างอยู่ในใจ
เขาแนะให้อันอ๋องสู่ขอหลูซีก็จริงอยู่ และเอ่ยถึงความยากลำบากที่บิดาอาจจะไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่การเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าอันอ๋องจะมาฉกฉวยโอกาสนี้เพื่อครอบครองน้องหญิงของเขา...
ต่อให้โง่เขลาแต่หลูซือฉีก็รู้ว่าอันอ๋องประวิงเวลาไม่ส่งตัวหลูซีกลับจวนก็หวังว่าจะใช้ข้ออ้างที่นางออกมานอกจวนในยามค่ำมืดสร้างมลทินให้แก่นางและให้บิดาของเขายินยอมตอบรับ เพราะหากมีใครล่วงรู้เข้าว่าหลูซีออกจากจวนยามวิกาล และเดินตามท้องถนนกับบุรุษอื่นย่อมมิอาจส่งนางเข้าวังหลวงให้เสื่อมเสียได้...
“พี่ห้าท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าไม่เป็นอะไร หลูซีเจ้าควรอยู่ที่จวนไม่ใช่ที่นี่”
“ข้าจะทิ้งท่านได้อย่างไร”
“เช่นนั้นกลับจวน ข้าจะพาเจ้ากลับจวน” หลูซือฉีไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บของตน ตั้งท่าจะรั้งตัวหลูซีให้กลับจวนไปพร้อมกัน ต่อให้ตนจะไม่ไยดีกับสกุลหลูแต่กับหลูซีนางก็ยังได้ชื่อว่าเป็นน้องของเขา ยิ่งในยามนี้ในตอนที่นัยน์ตาของนางสะท้อนความเป็นห่วงมองมายังตน หลูซือฉียิ่งสะท้านในอก เขากำลังสร้างเรื่องให้นางอยู่หรือไม่กัน
หลูซือฉีรั้งแขนของหลูซีเอาไว้ ตั้งท่าจะพานางออกจากที่ซ่อนตัวที่คนของอันอ๋องพามา แต่ทว่าอันอ๋องกลับขวางเอาไว้
“คุณชายหลู... ท่านบาดเจ็บก็ควรพัก”
หลูซือฉีจ้องอันอ๋องเขม็ง เขาไม่เคยคิดนึกอยากจะผิดใจกับคนผู้นี้เลย คนที่มอบชีวิตให้แก่เขา เดิมทีหลูซือฉีมิเคยสนใจว่าอันอ๋องจะทำสิ่งใด จะทำเรื่องขาดคุณธรรม หรือมากคุณธรรมขนาดไหน แต่กับเรื่องนี้เขาจะปล่อยผ่านไปได้จริงๆ หรือ ต่อให้นางจะได้แต่งกับอันอ๋องแล้วอย่างไรเล่า... ชื่อเสียงของนางเล่าอันอ๋องจะรับผิดชอบอย่างไร เขาเองก็ไม่คิดว่าคนอย่างอันอ๋องจะสนใจเรื่องชื่อเสียงของสตรีเพียงนางเดียวแน่ๆ ก็แค่ทำในสิ่งที่ตนปรารถนาก็แค่นั้น แล้วเขาจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไรกัน
“...ท่านไม่ควรพานางมาที่นี่” หลูซือฉีกดเสียงต่ำ มองไปยังอันอ๋องที่ขวางตนเอาไว้
“...”
“มีร้อยวิธีพันวิธีท่านอ๋อง แต่ต้องไม่ใช่วิธีนี้”
“ข้าย่อมเลือกในสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดตามวิสัยพ่อค้า หากทำให้ท่านไม่พอใจต้องขออภัยเอาไว้ด้วย แต่เรื่องที่ท่านกังวลใจข้าล้วนรู้ดี... เช่นนั้นคุณชายหลูเชื่อข้าหรือไม่ว่านางจะเสียชื่อเพียงครั้งเดียวในชีวิต และต่อจากนี้... จะไม่มีใครข่มเหงนางได้อีก”
“ท่านกำลังทำอะไรกันแน่ท่านอ๋อง”
“...ข้าเลือกนางแล้วย่อมไม่ปล่อยให้นางลำบาก ข้าพูดแล้วไม่เคยผิดคำพูดท่านน่าจะรู้”
หลูซือฉียังมองอันอ๋องอย่างไม่นึกเกรงกลัว แม้รู้ดีว่าในยามนี้ขัดขืนสิ่งใดไปย่อมไร้ผล เพราะหากอันอ๋องตัดสินใจแล้วล้วนไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีก และครั้งนี้ก็คงมิต่างกันกระมัง... ทว่าหลูซือฉีก็ไม่ได้สังเกตเลยว่าหลูซีที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้น กำลังจับต้นชนปลายทุกอย่างอยู่ในใจอย่างเงียบๆ นางมิได้โง่เขลาถึงขั้นไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านอ๋องพูดมาเป็นนัยเมื่อครู่นี้ และพลันคิดว่านี่อาจเป็นทางออกของหลูซีที่กำลังหาทุกวิถีทางเพื่อสมรสกับอันอ๋องเช่นกัน...
