7.2
“คุณหนูท่านนี้สนใจอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ”
หลูซีถอยหนีครึ่งก้าวเมื่อมีบุรุษเข้ามาใกล้ แม้จะเอ่ยถามอย่างมีมิตรไมตรีก็ตาม สิ่งที่นางทำได้คือการระบายยิ้มอย่างเก้อเขินเพราะต่อให้เดินเข้ามาในร้านค้าที่มีของขายมากมายนี่แต่ในใจของนางกลับไม่มีสิ่งที่อยากได้ในใจ มีเพียงแค่อยากเห็นหน้าของอันอ๋องเท่านั้น เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ได้แต่สาดส่องสายตาไปทั่วแต่ก็ไร้วี่แววว่าจะพบคนที่น่าจะเป็นอันอ๋อง จนบุรุษผู้นี้เดินเข้ามาหาและถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรเช่นคนอื่นๆ ที่หวังจะหลอกล่อให้นางได้ซื้อของสักชิ้นกลับไป
“ข้า... ข้ายังไม่แน่ใจ อยากจะเดินดูรอบๆ ก่อน”
“ร้านค้าลี่ฉุนของเรามีของมาจากทั่วทั้งใต้หล้า เครื่องใช้ เครื่องประดับล้วนมีให้คุณหนูได้เลือก หากคุณหนูยังไม่แน่ใจว่าถูกใจสิ่งใดข้าจะพาไปชมเครื่องประดับ ลี่ฉุนเพิ่งจะได้เครื่องประดับมุกมาจากทางตะวันออก ข้าจะพาคุณหนูไปดูเผื่อจะถูกใจสักชิ้น”
หลูซีที่ได้ยินไม่นึกแย้ง นางไม่ได้มีสิ่งของใดอยากจะชมเป็นพิเศษ การปล่อยตัวไปกับคำพูดของคนผู้นี้ก็ไม่ได้ถือว่าแย่อะไร อย่างน้อยนางก็ยังได้ประวิงเวลาอยู่ในร้านค้าแห่งนี้ และได้เอ่ยถามในเรื่องที่อยากรู้...
“ร้านค้านี้ครึกครื้นกว่าร้านอื่นๆ มาก เห็นทีพวกท่านคงเหนื่อยน่าดู”
“เรื่องค้าขายยิ่งเหนื่อยยิ่งดี พวกข้าไม่ได้ลำบากอะไร”
“อ้อ... ข้ารู้มาว่าร้านค้านี่เป็นของ...”
“อันอ๋องขอรับ ร้านค้าลี่ฉุนเป็นของอันอ๋อง”
ถามไม่ทันจบดีหลูซีก็ได้รับคำตอบมาโดยไร้ข้อบ่ายเบี่ยงหรือปิดบัง แต่เมื่อตอบคำถามหนึ่งจบก็หยิบปิ่นปักผมประดับมุกขึ้นมาให้นางพินิจราวกับเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับคำถามหนึ่งข้ออย่างไรชอบกล บุรุษผู้นั้นก็รู้งานยื่นปิ่นประดับมุกให้กับเกาฮว่าสาวใช้เพื่อให้นางได้ลองปัก และหากระจกทองเหลืองบานพอเหมาะมาให้นางได้ส่อง
หลูซีไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อพลันเห็นปิ่นที่ปักอยู่บนศีรษะก็สนใจ... เห็นทีว่าแม้แต่นางก็ยังตกหลุมพรางของร้านค้าลี่ฉุนเสียกระมัง คนที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตในวังหลวง ข้าวของมีค่ามากมายล้วนผ่านมือมาแล้ว แต่นางกลับต้องตากับปิ่นปักผมอันนี้เสียได้
ร้านค้าแห่งนี้มิอาจดูแคลนได้จริงๆ
“พอจะใช้ได้หรือไม่ขอรับคุณหนู”
“อือ... ใช้ได้”
“หากคุณหนูชอบ ยังมีปิ่นมุกอีกหลายแบบให้ได้เลือก”
“ขายเก่งเช่นนี้เองท่านอ๋องจึงวางใจไม่ต้องมาดูด้วยตนเอง”
“มิกล้าๆ ไหนเลยผู้น้อยจะเทียบกับท่านอ๋อง อีกอย่างใช่ว่าท่านอ๋องจะปล่อยปละละเลยร้านค้านี้ แค่หลบไปนั่งรับแขกอยู่ด้านบนขอรับ มิได้ทิ้งร้านนี้ไว้กับพวกข้าแต่อย่างใด... คุณหนูรอสักครู่เถิด ข้าจะไปเอาปิ่นประดับมุกมาให้ได้เลือกอีก”
หลูซียิ้มบางก่อนจะหันซ้ายหันขวามองตัวเองในกระจก อย่างน้อยนางก็ได้คำตอบว่าอันอ๋องก็อยู่ในร้านแห่งนี้ ส่วนจะมีวาสนาได้พบกันหรือไม่นั้น... ก็ต้องรอดูกันไป แต่อย่างไรเสียนางก็เข้าใกล้อันอ๋องได้มากขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว หากนางเลือกของประวิงเวลาเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะได้พบกับท่านอ๋องสักครั้ง หากท่านอ๋องแวะเวียนตรวจร้านค้าก็อาจจะพอได้เข้าใกล้กันสักหนก็เป็นได้
สวรรค์ให้โอกาสนางมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ใช่ว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เสียหน่อย...
ทว่ายืนทบทวนคิดถึงเรื่องที่จะทำต่อจากนี้ นางกลับได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้น จนเกาฮว่าสาวใช้เข้ามาประชิดกายพร้อมสีหน้าเป็นกังวล
“คุณหนูเจ้าคะ”
“ข้างนอกน่าจะมีเรื่องกระมัง”
“เรากลับกันก่อนดีไหมเจ้าคะ”
“ยัง... ยังไม่ใช่ตอนนี้” หลูซีประวิงเวลา นางหันมองยังหน้าร้านที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังใจดีสู้เสือคิดว่าร้านค้าแห่งนี้ยากที่จะเกิดอันตรายใด
นี่คือร้านค้าของอันอ๋อง จะมีคนหาญกล้าสร้างความวุ่นวายเชียวหรือ
ทว่าหลูซีก็คิดผิดถนัด เพราะกลางเมืองเช่นนี้มีคนสิ้นคิดทำแบบนั้นจริงๆ
“โจร! มีโจร!”
พลันได้ยินเสียงตะโกนผู้คนในร้านค้าก็วุ่นวายวิ่งวุ่นไปคนละทิศละทาง แต่ก็มีคนในร้านบอกให้ทุกคนออกจากร้านเป็นเนืองๆ หลูซีเองเมื่อตระหนักได้ว่ามีภัยมาจวนตัวก็ไม่คิดอะไรอีก ก็ตั้งใจจะหนีเหมือนคนอื่นๆ นางและสาวใช้เกาะแขนกันแน่น พยายามจะพากันหนี แต่เพราะนางอยู่ด้านในสุดของร้าน และเพราะความวุ่นวายที่ชุลมุนกันอยู่ด้านหน้า พวกนางจึงรั้งอยู่ท้ายสุดพยายามหยัดยืนไม่ให้ล้มกลิ้งเพราะถูกผลักไปเสียก่อน ในยามนี้ก็เบียดเสียดกับฝูงชนปลายทางก็ห่างไกลเสียเหลือเกิน ไหนจะเกิดเสียงต่อสู้เป็นระยะบ่งบอกว่าเกิดการปะทะของโจรและคนของอันอ๋องเข้าให้แล้ว
ในใจของหลูซีหวาดกลัว แม้จะเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้ว แต่ความตายครั้งนั้นก็เกิดซึ่งๆ หน้าและนางก็ยอมรับอย่างจำนน ทว่าในครั้งนี้หากมาสิ้นใจเอากลางร้านค้าเช่นนี้จะเป็นอย่างไรเล่า แม้แต่โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตให้ยืนยาวขึ้นสักวันยังไม่มีด้วยซ้ำ!
หลูซีเริ่มคิดเตลิดไปไกล แต่ทว่าท่ามกลางความคิดที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางก็ถูกคว้าแขนเอาไว้จนสะดุ้งโหยง
“หลูซี!”
“พี่ห้า!” หลูซีร้องเรียกคนที่คว้าข้อมือของนางเอาไว้ด้วยความดีใจ นางไม่เคยเห็นหน้าหลูซือฉีแล้วดีใจเช่นครั้งนี้มาก่อน แม้ว่าใบหน้าของเขาจะขมึงทึงที่เห็นนางก็ตามที แต่ในตอนนี้พี่ห้าของนางก็เป็นดั่งความหวังเดียวของหลูซีแล้วเช่นกัน
“ไยเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้”
“พี่ห้า โจร... โจร...” หลูซีละล่ำละลักเกาะแขนพี่ห้าของนางเอาไว้และพูดอย่างไม่เต็มเสียง แต่ไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อก็มีบุรุษผู้หนึ่งปราดเข้ามาใกล้แล้วถามขึ้น
“คุณชายหลู”
“ท่านอ๋อง”
หลูซีที่ได้ยินก็นิ่งอึ้ง ท่านอ๋องอย่างนั้นน่ะหรือ นางพินิจบุรุษตรงเบื้องหน้าและสนทนากับพี่ห้าของนางอย่างสนิทสนมพร้อมกับคำถามที่มากมายในจิตใจแต่ก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกไปได้ด้วยรู้ว่าไม่ใช่เวลา
“คนรู้จักหรือ ถ้าใช่ก็พาไปหลบข้างบน”
“ขอบคุณท่านอ๋อง”
หลังจากนั้นสิ่งที่หลูซีรับรู้คือการถูกลากจูงจากพี่ห้าที่พานางขึ้นไปหลบยังด้านบน พอถึงที่ก็หันมากำชับทั้งนางและสาวใช้ว่าอย่าออกไปไหนจนกว่าพี่ห้าจะมารับตัว แต่ก่อนที่หลูซือฉีจะทิ้งนางเอาไว้ หลูซีก็รั้งแขนของอีกฝ่ายและเอ่ยในสิ่งที่ติดค้างในใจของนางมากกว่าเรื่องไหนๆ
“ท่านรู้จักท่านอ๋องหรือ”
ในความทรงจำของนางที่เลือนรางเกี่ยวกับคนผู้นี้นั้นไม่มีความทรงจำใดที่นางเคยล่วงรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่าหลูซือฉีรู้จักมักคุ้นกับอันอ๋องเฉินหยาง เรื่องนี้มันเป็นอย่างไรกันเล่า...
“ท่านรู้จักอันอ๋องได้อย่างไรพี่ห้า”
เหตุใดพี่ชายที่เป็นดั่งบ่าวรองมือรองเท้าของท่านพ่อก็มิปานรู้จักกับคนเช่นอันอ๋องได้
นี่มันเรื่องอะไรกันอีก...
